Get Adobe Flash player

ทางสายกลาง

Font Size:

พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา กรณีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น บริจาคเงินหลายรายการ ซึ่ง ดีเอสไอ สืบสวนและเชื่อว่า เป็นการสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร

เบื้องต้นได้มีการออกหมายเรียกพระธัมมชโย ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา แต่ทางวัดยืนยันว่าเป็นการบริจาคเพื่อทนุบำรุงศาสนา ทำให้เกิดการแข็งขืน ในลักษณะที่ไม่ให้ความร่วมมือกับอำนาจรัฐ และเชื่อว่าพลังมวลชนของธรรมกาย จะสามารถปกป้องพระธัมมชโยได้

จึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจว่า “คณะกรรมการวัด” คิดอย่างไรในเรื่องนี้ ที่เอาพระมาเดิมพัน และให้พระเป็นผู้ออกหน้า และอาจต้องรับผิดตามข้อกล่าวหา แทนที่กรรมการจะออกมาประกาศความรับผิดชอบ

เราไม่เชื่อว่า การบริหารจัดการวัดพระธรรมกายซึ่งมีเงินหมุนเวียนนับแสนล้าน หรือจากข่าวที่ระบุว่ามีถึง 4 ล้านล้านบาทนั้น จะเป็นเรื่องของสงฆ์เท่านั้นที่รับผิดชอบ เพราะสงฆ์ไม่น่ามีศักยภาพที่จะทำได้ นอกจากนักธุรกิจ นักการเงิน นักบริหารมืออาชีพที่เป็นผู้ดำเนินการตัวจริง โดยใช้แนวคิด “ธรรมกาย” เป็นจุดขาย แต่พวกเขากำลังทำอะไรกันจึงซ่อนตัวอยู่หลังจีวร ให้พระหลายรูปต้องมารับบาป และมีอะไรบ้างที่พวกเขาปกปิดไม่ให้พระรู้   แล้วให้พระเป็นผู้รับผิด ในขณะที่คนที่อาจกระทำความผิดมากกว่านั้นกลับลอยนวล

ถ้าตั้งแต่แรก คณะกรรมการ ยอมให้พระไปพบเจ้าหน้าที่ แล้วยืนยันไปว่า คนเขาบริจาคมาพระไม่ได้เกี่ยวข้องจริงๆ และยอมให้ตรวจสอบ ก็น่าจะมีทางออกให้กับทุกฝ่าย

แต่เมื่อแข็งขืน ไม่ยอมให้พบ ไม่ยอมให้ตรวจตรวจ อ้างว่าป่วยบ้าง ขาบวมบ้างมันก็ไม่ต่างกับเด็กหนีเรียนแล้วเอาใบรับรองแพทย์มาหลอกครู  ก็ยิ่งเกิดความสงสัยในเชิงลึก ข้อสงสัยที่ว่าคือ ใคร ทำอะไรกับปัจจัยต่างๆ ในวัดพระธรรมกาย แล้วให้พระซึ่งไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมทางโลกมาตายแทน แม้พระสายต่างประเทศ ยังถูกดึงให้เข้าไปในปัญหาอย่างน่าสงสารยิ่ง

เราจะไม่พูดว่าธรรมกายจะสอนแบบไหน สอนอย่างไร ผิดไปจากศาสนาพุทธหรือไม่ แต่เราอยากจะให้มองว่า ผู้ที่ศรัทธา ชาวพุทธคนธรรมดาที่เข้าวัดทั้งหลาย ส่วนใหญ่มากๆ คือคนดีที่อยู่ในศีลในธรรม ที่เราคนบนแผ่นดินเดียวกันต้องช่วยกันปกป้อง อย่าให้ใครใช้คนเหล่านั้นเป็นเครื่องมือ ทุกฝ่ายจะต้องสำนึก เฝ้าระวังความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

ทุกฝ่ายควรแก้ปัญหาโดยหลักพุทธ นั่นคือทางสายกลาง เพราะอะไรที่ตึงเกินไปก็มีแต่จะทำให้ขาด แตกหัก เสียหาย

ตัวอย่างมีให้เห็น ในประวัติศาสตร์ ศาสนจักรที่เชื่อว่าเข้มแข็ง ไม่สามารถต้านอำนาจอาณาจักรได้ “วัดเส้าหลิน” ถูกทำลายล้างมากี่ครั้ง แต่การผ่อนหนักผ่อนเบา จะเสียหายน้อยที่สุด ทุกคนรอดปลอดภัย และสามารถอยู่ร่วมกันได้

ขอให้รู้ว่า ไม่มีรัฐใดที่ยอมให้มีรัฐซ้อนรัฐ จะเห็นว่าทางเจ้าหน้าที่ได้วางยุทธศาสตร์ ด้วยการรุกคืบไปเรื่อยๆ มีข้อกล่าวหารวมแล้วหลายร้อยคดี โฆษกวัดก็กำลังจะถูกดำเนินคดี ทีวีของวัดก็ถูกปิด วัดกำลังถูกกระชับพื้นที่ และ การเอาชาวพุทธที่ศรัทธา มาสวดมนต์กลางถนน ทั้งที่มีอาคารที่สร้างไว้จุคนได้เป็นหมื่นเป็นแสนไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง และการเอาแผงเหล็กมาปิดถนน เอารถแมคโครมาจอด เอารถชาวบ้านมาบล็อคพื้นที่ ไม่สามารถจะชนะกองกำลังของรัฐใด้

ในขณะที่ชัยภูมิ “ตามตำราพิชัยสงคราม” ต่อให้มีที่ดินนับพันๆไร่ แค่เขาปิดประตูทุกด้าน ให้ออกได้แต่ห้ามเข้า ไม่ต้องใช้กำลัง ปิดไว้รอจนเสบียงหมดแค่นี้ก็คงจะนึกภาพออก

ที่ดีที่สุดคือ “คณะกรรมการวัด” ต้องยอมให้พระธัมมชโย ออกมาสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะจะเป็นทางรอดทางเดียว อย่าหวัง “รัฐบาลจากบางตระกูล” จะมาช่วย เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งจริงหรือไม่ เลือกแล้วใครจะได้เป็นรัฐบาล และเมื่อเป็นแล้ว จะกล้าเข้ามาปกปิดความผิดให้หรือไม่ และถ้าช่วยจะคุ้มหรือไม่กับการเสี่ยงที่จะทำให้รัฐบาลนั้นพังเพราะพลังต่อต้าน

จึงต้องต้องรีบตัดสินใจทันที ก่อนที่ทุกอย่างจะสาย ความเสียหายก็จะยิ่งหนักขึ้น และสุดท้ายคือเสียใจ.