Get Adobe Flash player

ทฤษฎีการปรองดอง

Font Size:

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง

ท่านได้กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม มีแนวคิดให้ทุกพรรคการเมืองมาลงสัตยาบันร่วมกันเพื่อความปรองดอง โดยการเรียกพรรคการเมืองแต่ละพรรคมาคุยกัน ว่าอะไรที่จะร่วมมือกันได้บ้าง และอะไรที่จะไม่ทำอีก

ไม่ใช่สัตยาบัน แต่เป็นเป็นสัจจะสัญญาหรือสัจจะวาจา คือพูดแล้วต้องทำตามนั้น ซึ่งมีหลายเรื่องหลายประเด็นหลายมิติ

ต้องไม่มีเงื่อนไข จะเรียกทุกพรรคมาคุย เสนอความคิดเห็นมาและบันทึกไว้ ซึ่งจะฟังทุกพรรคทุกคนที่พูด จากนั้นนำมารวบรวมดูว่าอันไหนควรนำมาปฏิบัติหรือนำมาทำ ทั้งนี้ต้องดูฝ่ายกฎหมายด้วย ทั้งหมด ไม่ว่าจะทำด้วยกฎหมายหรืออะไรก็ตาม ซึ่งการปรองดองไม่ได้ต้องการจะปรองดองกับคนโน้นคนนี้ ไม่ได้มองว่าเป็นใครคนไหน แต่มองประเทศชาติ ปัญหาทุกปัญหาของประเทศชาติจะต้องได้รับการแก้ไข

หากดูความหมายของการปรองดอง

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายคำว่า “ปรองดอง” ว่า ก.ออมชอม ประนีประนอมยอมกัน, ไม่แก่งแย่งกัน, ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย,ตกลงกันด้วยไม่ตรีจิต

จากความหมายนี้ การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ด้วยความสมัครใจของแต่ละฝ่ายหรือทั้งสองฝ่ายที่อาจมีทัศนะไปในทิศทางเดียวกัน หรือเข้าใจกัน พึ่งพาอาศัยกัน มีความต้องการที่จะปรององเป็นต้นทุน จึงจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องของการสร้างกฏ หรือสร้างกรอบให้เกิดขึ้น แล้วจับคนกลุ่มต่างๆ มารับปากว่าต่อไปจะไม่ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้

ในแต่ละประเทศที่เจริญแล้ว ประชาชนอาจมีความคิดความเชื่อไปคนละอย่าง ยิ่งเป็นประเทศที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ หลายศาสนา ก็ยิ่งทำให้ประชาชนแต่ละกลุ่มยากที่จะมีความคิดความเห็นเหมือนกัน

ทุกคนจึงต่างคนต่างคิด แต่สามารถอยู่ร่วมกันด้วยกฎหมาย หรือกติกาสังคมที่กำหนดไว้ ไม่ให้ก้าวล่วงสิทธิ หรือเสรีภาพของกันและกัน ซึ่งไม่ใช่การปรองดอง

สำหรับบ้านเรา ผู้บริหารประเทศที่มาจากสายทหารมักมีมุมมองอีกแบบหนึ่งที่มีลักษณะเป็นการบังคับบัญชา หรือการสั่งหารจากผู้มีอำนาจไปสู่ผู้ใต้อำนาจ มีความพยายามให้เกิดความสงบ ให้ทุกคนอยู่ภายใต้คำสั่งที่รัฐเป็นผู้กำหนด จึงมีวิธีคิดที่มักสวนทางกับแนวคิดของประเทศในกลุ่มประชาธิปไตย ที่ประเทศไทยเองเป็นผู้เลือกว่าจะบริหารบ้านเมืองไปในแนวทางนี้

สำหรับพรรคการเมืองแต่ละพรรค ซึ่งเรามองว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะปรองดองกัน โดยเฉพาะในความหมายตามของพจนานุกรม ที่ว่า ออมชอม ประนีประนอมยอมกัน ไม่แก่งแย่งกัน ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย ตกลงกันด้วยไม่ตรีจิต

แต่ละพรรค ไม่สามารถที่จะปรองดองออมชอม ประนีประนอมกัน เพราะพรรคการเมือง มีภาระหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะแบ่งขั่วกันเป็นฝ่ายบริหาร และฝ่ายค้านที่ต้องทำหน้าที่ “ตรวจสอบ” กันอยู่

แม้อาจดูเหมือนเป็นการเผชิญหน้า แต่การตรวจสอบก็คือส่วนหนึ่งของภารกิจ ในการดูแลทรัพย์สินของประเทศชาติ

ระหว่างพรรคการเมือง สิ่งที่ควรจะทำคือ แค่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี ไม่ทำลายล้าง ไม่กล่าวหากลั่นแกล้ง หรือใช้วิธีการที่เรียกว่า “แทงข้างหลัง” แค่นี้ก็เพียงพอ ส่วนการโต้เถึยงขัดแย้ง เป็นเรื่องปกติ

ไม่อยากให้มองว่านักการเมืองคือตัวอันตรายทำลายชาติ ที่ต้องให้ฝ่ายอำนาจทางทหารมาควบคุมหรือจัดระเบียบ แต่ควรให้เป็นตามครรลองของมัน และพัฒนาตัวเองไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ของประชาชน