Get Adobe Flash player

สุนทรียสนทนาพัฒนาชาติ แนวคิดหมอประเวศ วสี

Font Size:

ศาสตราจารย์ นพ.ประเวศ วะสี นำเสนอบทความเรื่อง "สุนทรียสนทนาพัฒนาประเทศไทยเครื่องมือ พาสังคมออกจากความขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์" โดยมองว่า สังคมไทยติดอยู่ในความขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์ และยังไม่มีทางออกจากสภาวะนี้ การโต้เถียงแบบที่เรียกกันว่าดีเบท ไม่สามารถพาสังคมไทยออกจากสภาวะขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์ หรือกลับทำให้ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น

มีข้อเสนอแนะว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำในปรองดอง คือ ส่งเสริมให้มี รายการสุนทรียสนทนาพัฒนาประเทศไทยทางโทรทัศน์ ที่มีคนรับดูรับชมและมีส่วนร่วมทั้งประเทศ เป็นประจำ อาจมีสถานีโทรทัศน์มากกว่า 1 สถานีดำเนินรายการเช่นนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยรวดเร็ว ถ้าเข้าใจหลักการของ “สุนทรียสนทนา” ถูกต้อง

สุนทรียสนทนาเน้นการฟังอย่างลึก ไม่ใช่การพูดโต้เถียงกันไปมา เมื่อฝ่ายหนึ่งพูดอีกฝ่ายหนึ่งตั้งใจฟังอย่างสงบ การตั้งใจฟังใครพูด แปลว่าเราเคารพผู้พูด ทำให้ผู้พูดเกิดความรู้สึกที่ดี การตั้งใจฟังอย่างเงียบทำให้ “ได้ยิน” ปรกติคนที่เถียงกันไม่ได้ยินว่าอีกฝ่ายพูดว่าอะไร ได้ยินแต่เสียงของตนเอง การได้ยินทำให้เข้าใจแง่มุมของอีกฝ่าย แม้เกิดความเห็นใจ

ในการสนทนาอาจเริ่มต้นเป็น “ความเห็น” เมื่อเป็นความเห็นก็เห็นต่างกันเป็นธรรมดา แต่ในกระบวนการสุนทรียสนทนาต้องมีการนำข้อมูล หรือข้อเท็จจริง หรือข้อความรู้ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาสู่การสนทนาในจังหวะที่เหมาะสม

เป็นกระบวนการประชาธิปไตยวิจารณญาณ หรือประชาธิปไตยแห่งการเห็นพ้องด้วยกระบวนการทางปัญญา ไม่ใช่การหักโค่นกันด้วยการด่าทอ วาทกรรม หรือเสียงข้างมาก แล้วก็ขัดแย้งกันต่อไป

ศ.นพ.ประเวศ มองว่าประชาธิปไตยต้องมีความเป็นอาริยะ คือใช้ความสุภาพใช้ข้อมูลความรู้ ความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งสามารถนำไปสู่ความเห็นพ้องและร่วมกันปฏิบัติได้ในเรื่องที่สำคัญๆ ของประเทศ ประเทศจะได้ก้าวหน้าได้

การมีเวทีสุนทรียสนทนาพัฒนาประเทศไทยทางโทรทัศน์ที่มีการสุภาพ มีการฟังกัน มีการใช้ข้อมูล ข้อความรู้ ความเป็นเหตุเป็นผลไปสู่ความเห็นพ้อง ที่คนมีส่วนร่วมทั้งประเทศและติดใจ จะช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมที่เอาแต่ทะเลาะโต้เถียง ใช้วาทกรรมแม้กระทั่งการด่าทอ ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงไม่สร้างสรรค์ ไปเป็นสังคมที่ใช้ข้อมูล ความรู้ ความเป็นเหตุเป็นผล หรือกระบวนการทางปัญญาไปสู่ความเห็นพ้อง และร่วมปฏิบัติให้ประเทศของเราสามารถก้าวไปสู่การเป็นสังคมสันติสุข

หากมองในภาพรวม เราจะเห็นความตั้งใจดีของ ศ.นพ.ประเวศ เพราะการพูดด้วยเหตุผลให้เกิดการยอมรับ เป็นกระบวนการทางปัญญา

แต่ในทางการเมือง เหตุผลกลับไม่ใช่สิ่งที่นักการเมืองต้องการ เพราะในความเป็นจริงความต้องการของพรรค ของกลุ่ม คือชัยชนะ จึงแย่งชิงความได้เปรียบ เราจึงเห็นการดึงดันที่จะ “เปลี่ยนดำให้เป็นขาว” ยกแม่น้ำทั้งห้าเพื่อให้สิ่งที่พวกตนทำผิดให้เป็นถูก

กลายเป็นว่า ถ้าฝ่าย “เรา” ทำอะไรจะต้องถูกเสมอ ส่วนฝ่าย “เขา” ต่อให้ทำถูก ก็จะมองให้เป็นผิด

เรามองว่าสิ่งที่เห็นและเป็นไปนี้  ยังจะเป็นความจริงที่ควบคู่ไปกับสังคมไทย ในความขัดแย้ง แม้ดูน่ารำคาญ แต่มันก็มีกระบวนการของการพัฒนาตัวของมันเอง ที่จะไปทางลัดก็ไม่ได้

การตรวจสอบกันและกันทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องแปลก เราสามารถปล่อยให้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ แต่ต้องมีกฏหมายเป็นตัวควบคุมให้อยู่ในกรอบกติกา  โดยทุกปัญหาจะต้องไม่ให้ถึงทางตัน ต้องมีทางออกให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำรัฐประหาร.