Get Adobe Flash player

สัจธรรมบนความขัดแย้ง

Font Size:

ย้อนอดีตไป สมัยที่ไทยเราถูกจัดเป็นประเทศด้อยพัฒนา หรือเรียกให้หรูว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา ประชากรมีน้อย ปัญหาการแย่งชิง มีไม่มาก ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ข้าวปลาอาหารยังมีความอุดมสมบูรณ์

ยุคนั้นการคมนาคมไม่ดี ถนนหนทางไม่สะดวก การสื่อสารไปไม่ทั่วถึง สาธารณสุขยังต้องอาศัยหมอกลางบ้าน ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งตาย

ยุคนั้น แม้การแบ่งชนชั้นยังเป็นปัญหา แต่การอยู่ร่วมกันของผู้คนไม่แปลกแยก ไม่มองผู้คนด้วยกันเป็นศัตรู ต่างกับปัจจุบันในยุคที่ทุกอย่างดูทันสมัย แต่สังคมกลับดูน่ากลัว วัยรุ่นที่มาเป็นกลุ่มเข้าไปรุมกระทืบคนที่ไม่รู้จักได้โดยไม่สนใจสาเหตุ งานแห่ขันหมาก สามารถยิงปืนในย่านชุมชนเป็นสิบๆ นั้ด โดยไม่สนใจว่าจะมีใครโดนลูกหลงให้บาดเจ็บหรือตาย

ภิกษุ นัดชุมนุมเพื่อปกป้อง ภิกษุ ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ไม่ให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของกฎหมายบ้านเมือง

ชุมชน กลายเป็นสังคมเลือกข้างพร้อมที่จะปกป้อง ใส่ร้าย ตอบโต้ผู้ที่ไม่ใช่ฝ่ายตน โดยไม่สนใจความถูกต้อง หรือตรวจสอบให้แน่ชัดถึงความถูกผิด

รวมทั้งการเลือกเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง เพื่อยืมมือฝ่ายนั้นไปทำลายล้างศัตรู สังคมมีแต่ข้อโต้เถียงจิกด่า และความไม่พอใจกันและกัน และที่น่าแปลกคือ เถียงกันคนละเรื่อง คนละประเด็น ทั้งๆ ที่ปัญหาเกิดจากเรื่องเดียวกัน บ้านเมืองมีแต่ความวุ่นวาย โดยเฉพาะนักออกความเห็น ที่เข้าไปสอดทุกปัญหา รู้ทุกเรื่อง

แต่ในความวุ่นวายจนฝุ่นตลบ ในความไม่มีความสุขของผู้เกี่ยวข้อง ก็เกิดสัจธรรมข้อหนึ่ง ทั้งทางศาสนาและทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ความสมดุล

เช่นกรณีของปัญหาที่วัดพระธรรมกาย เหตุเกิดจากการกระทำหรือกรรมที่มีผู้ก่อไว้ที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผลกระทบคือผู้ที่นำเงินมาฝากที่สหกรณ์แห่งนี้ต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาตรวจสอบธุรกรรมการเงิน และพบการเดินทางของเงินที่ถูกยักยอก ซึ่งส่วนหนึ่งปรากฏอยู่ที่ “พระธัมมชโย” และผู้เกี่ยวข้องบางคนของวัดพระธรรมกาย

เจ้าหน้าที่ตามไปตรวจสอบผู้ที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้อง อาจในฐานะผู้รับบริจาค หรือองค์กรผู้รับบริจาคก็ตาม ซึ่งอาจมีความผิด หรือไม่มีความผิด ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น แต่กลุ่มวัดกลับเลือกการแข็งขืน ไม่ยอมรับการตรวจสอบ ไม่ยอมรับอำนาจรัฐ โดยเชื่อมั่นในพลังมวลชนที่ฝ่ายตนมี เชื่อมั่นในฝ่ายการเมือง ที่มีความเกื้อหนุนกันอยู่ เชื่อมั่นว่าฝ่ายตนเป็นภิกษุ จะมีความเปราะบางจนไม่มีใครกล้าแตะ ปัญหาจึงต้องเกิด จนหาข้อยุติไม่ได้

ฝ่ายรัฐบาลทหาร เสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง ถูกเย้ยว่ามีกองทัพอยู่ในมือ แค่จับภุกษุผู้ภิกขาจารย์ รูปเดียวยังไม่มีปัญญา คสช.ถูกเยาะว่าจับภิกษุป่วยรูปเดียว ใช้อำนาจ ม.44 ใช้คนเป็นกองทัพ ยังไม่มีน้ำยา

ขณะที่ฝ่ายธรรมกาย ก็โจมตีอำนาจเผด็จการ ว่าเป็นผู้รังแกพระ ทำลายศาสนา พยายามนำมวลชน มวลภิกษุเข้ามาตั้งป้อมสู้ ลงทุนสวดมนต์กันบนถนน เพื่อให้ฝ่ายอำนาจล่าถอย

นักการเมืองที่ต้องการมวลชน ก็พยายามเข้ามาปรากฏตัว ยอมลงทุนเปลืองตัวเพื่อให้เกิดผลในระยะยาว

แต่ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือดของคนในโลกยุคใหม่ ยุคแห่งความเกลียดชังหรือยุคความรักที่จอมปลอม เพื่อหวังให้ฝ่ายตนเป็นผู้ชนะ แต่ละฝ่ายก็ถูกเปิดโปง ถูกตรวจสอบ จนเห็นตับไตไส้พุงหมดสิ้น

ประชาชนที่เสพข่าว ได้เห็นดีชั่วของตัวละครทุกตัว อย่างไม่อาจปฎิเสธ เพราะทุกฝ่ายล้วนถูกตรวจสอบอย่างพร้อมหน้า

คนผิดอาจรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมาย แต่ไม่อาจรอดพ้นกรรมที่ตนได้ก่อขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอำนาจ ฝ่ายภิกษุ หรือแม้ประชาชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็ตาม