Get Adobe Flash player

เสรีภาพสื่อมวลชน

Font Size:

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกมธ. จะนำร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เข้าสู่การพิจารณาของวิป สปท. ในวันที่ 8-9 พฤษภาคมนี้

เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาคือเรื่องโทษ กรณีหากนักข่าวไม่มีใบอนุญาตตามเวลาที่กำหนด จะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท รวมถึงองค์กรสื่อที่รับนักข่าวที่ไม่มีใบอนุญาตมาทำงาน ก็จะมีความผิดจำคุกและปรับเช่นเดียวกัน และเพื่อป้องกันไม่ให้นักข่าวที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตและถูกไล่ออกจากที่หนึ่งไปทำงานกับอีกที่หนึ่ง

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองครองสิทธิเสรีภาพฯ เป็นกฎหมายที่ สปท.เป็นผู้เสนอ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล โดยระบุว่า คงไม่มีใครอยากควบคุมสื่อ แต่ปัจจุบันสิ่งที่เราได้เห็น คือสื่อควบคุมตัวเองได้ไม่ประทับใจ

แม้รัฐบาลจะปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะภาพของความตกต่ำ ได้เกิดกับประเทศไทยแล้ว

มีรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่าองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน จัดทำดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2560 ออกเผยแพร่จากกรุงปารีสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ข้อมูลในรายงานประจำปีชี้ว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เสรีภาพสื่อตกต่ำลง โดยลดลงจากปี 2559 ถึง 6 อันดับ จากอันดับ 136 ในปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 142 ในปีนี้

รายงานกล่าวถึงสถานการณ์ด้านเสรีภาพสื่อในไทยที่ "โดนปิดปากโดยการรักษาความสงบเรียบร้อย" ว่า ไทยถูกปกครองโดยรัฐบาล คสช. ที่เฝ้าสอดส่องการทำงานของผู้สื่อข่าวและนักข่าวพลเมืองอยู่ตลอดเวลา คสช.ที่มีอำนาจกว้างขวางไร้ขีดจำกัดภายใต้การนำของนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นักล่าเสรีภาพสื่อ มักจะเรียกผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามและควบคุมตัวตามอำเภอใจ การวิจารณ์รัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร อาจนำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยกฎหมายโหดที่รุนแรงเกินเหตุ และระบบยุติธรรมที่ปฏิบัติตามคำสั่ง พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2559 ที่น่าหวาดกลัวอยู่แล้ว ยิ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทางการสอดส่องและปิดกั้นสื่อมากขึ้น

เรามองประเด็นนี้ ด้วยความห่วงใย ไม่ใช่ห่วงสื่อถูกคุกคาม เพราะการที่สื่อถูกคุกคามไม่ใช่ไม่เคยเกิด การติดคุก หรือถึงตาย เป็นเหตุการณ์ปกติในยุคที่บ้านเมืองไม่เป็นปกติ แต่ความจริงก็คือ ไม่มีใครสามารถปิดปากใครได้ แม้จะเป็นฝ่ายอำนาจก็ตาม

เราเชื่อว่า รัฐบาล คสช.มีความหวังดีต่อบ้านเมือง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า รัฐบาลก็มีขีดจำกัดในการบริหารประเทศ รัฐบาลทหารไม่เข้าใจวิธีการอยู่ร่วมกันโดยไม่ใช้คำสั่งบังคับ รัฐบาลไม่คุ้นชินกับการโต้แย้งที่เกี่ยวกับความเห็นต่าง และไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าสิทธิเสรีภาพของประชาธิปไตย หลายสิ่งที่ต่างประเทศไม่ให้ความร่วมมือ รวมทั้งหลายสิ่งที่รัฐบาลนี้ปิดบังซ่อนเร้น หลายสิ่งที่รัฐบาลนี้ทำไม่สำเร็จ รัฐบาลก็มักจะโทษว่าเป็นเพราะสื่อ

การออกกฎเพื่อบังคับอาจทำได้ในบางเรื่อง คสช.จึงพยายามที่จะใช้กฎควบคุมกับทุกเรื่อง จนกลายเป็นการเสพติดอำนาจ และถลำลึกไปเรื่อยๆ ผู้นำที่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจดี จึงอาจกลายเป็นจอมเผด็จการในที่สุด

เช่นเดียวกัน คสช.อาจเข้ามาแก้ปัญหาความไม่สงบได้ในระยะสั้น แต่การที่จะเข้ามาจัดระเบียบทางการเมือง ด้วยการยืดเวลาอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด หรือพยายามขัดขวางไม่ให้นักการเมืองที่ตนไม่ชอบ ให้เข้าสู่สนามการเลือกตั้ง จะไม่สามารถทำได้สำเร็จ

และท้ายที่สุด ประเทศชาติก็จะเป็นฝ่ายเสียหาย คสช.เองก็จะได้รับบทเรียนเมื่อทุกอย่างสายไป.