Get Adobe Flash player

การดำเนินคดีนักการเมือง

Font Size:

ในวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ที่จะถึงนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวก นับเป็นคดีใหญ่ระดับประเทศที่จะมีผลกระทบที่อาจตามมาอีกมากมาย

ในช่วงเวลาที่คนในชาติ มองเห็น “ความถูกต้อง” ในมุมมองที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ฝ่ายหนึ่ง เชื่อว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริง โดยนโยบายประชานิยม ที่ใช้เงินของชาติมาแจกจ่ายให้ประชาชนด้วยวิธีต่างๆ เพื่อหวังผลต่อคะแนนเสียงของพรรคและตนเอง ซึ่งความเสียหายปรากฏออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะที่อีกฝ่ายกลับมองว่า เรื่องนี้เป็นกระบวนการของฝ่ายอำนาจ ที่มุ่งทำลายนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง จำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นผู้ที่ถูกกลั่นแกล้ง ไล่ล่า เพื่อไม่ให้มีที่ยืนในสังคม

จนหลายฝ่ายพากังวลว่าอาจมีเหตุบานปลายเกิดขึ้น หลังจากนี้ต่อไปอีกยาวนาน

หากย้อนอดีตในคดีการเมือง มีน้อยครั้งที่ผู้บริหารระดับประเทศ จะถูกตั้งข้อกล่าวหาจนถึงขั้นที่ศาลอ่านคำพิพากษา

ในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกพล.อ.สุรจิต จารุเศรณี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการทุจริตคอรัปชั่น เรื่องการรับสินบนจากพ่อค้าในคดีกินป่า

จนทำให้ พลเอกสุรจิต ต้องเสียชีวิตในคุก

อีกคดี เมื่อปี 2546 นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตยาและเวชภัณฑ์ แต่นายรักเกียรติ หนีคำพิพากษา

ศาลอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย สั่งยึดทรัพย์ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากร่ำรวยผิดปกติ แล้วพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 15 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับเงินสินบนจำนวน 5 ล้านบาท จากบริษัทยาแห่งหนึ่ง แต่หนีไปได้เพียง 1 ปี 1 เดือน นายรักเกียรติก็ถูกจับกุม

นายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ถูกศาลฎีกา แผนกคดีอาญาฯ ตัดสินคดีทุจริตที่ดินคลองด่าน นายวัฒนาหนีไปต่างประเทศ ฯลฯ

หลังสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ฟ้องในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก แล้วหลบหนีเดินทางไปต่างประเทศ โดยอ้างกับศาลว่าไปร่วมงานมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

สำหรับคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งถูกยึดอำนาจจาก คสช.และถูกชี้มูลความผิดในสมัยรัฐบาล คสช. เช่นกัน ได้มีความเคลื่อนไหวจากพรรคต้นสังกัดเพื่อเชิญชวนมวลชนมาให้การสนับสนุน โดยหวังว่าถ้ามีมวลชนมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก แบบมืดฟ้ามัวดิน ก็จะสามารถสร้างความชอบธรรม สั่นคลอนรัฐบาลได้มากเช่นกัน

ในขณะที่รัฐบาล คสช.ก็เตรียมการสกัดกั้นอย่างเต็มที่ ด้วยการเข้มงวดต่อการเดินทางของประชาชน โดยอ้างว่า เพื่อไม่ต้องการให้อาศัยสถานการณ์นำไปใช้ให้มีผลในมุมการเมือง

ผลการตัดสินของศาล ซึ่งออกมาอย่างไร ก็จะเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ส่วนทางสังคม ก็จะเป็นบทพิสูจน์ ระหว่างอำนาจของรัฐบาล คสช.กับอำนาจของฝ่ายการเมืองว่า ในช่วงเวลานี้ประชาชนจะให้น้ำหนักไปในทิศทางใด และหลังจากนี้ต่อไป คสช.จะสามารถคืนความสุขให้คนในชาติตามที่ลั่นวาจาไว้ได้หรือไม่ หรือจะเพิ่มความแตกแยกของคนในชาติให้เพิ่มมากขึ้น.