Get Adobe Flash player

อย่าใช้กฏหมายเพื่อป้องอำนาจ

Font Size:

จากกรณี พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการ ประจำกอง บัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.สมบัติ สมบัติโยธา รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ความผิดเข้าข่าย นำเข้าข้อมูลเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  และข้อหายุยงปลุกปั่น หลังวิจารณ์นายกฯ และรัฐบาล

จนล่าสุด ร.ท.หญิง สุณิสา พร้อมด้วยทนายความ มาพบตำรวจ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกแล้ว

โดยทางทนาย นายนรินท์พงศ์ ทนายความเผยว่า เบื้องต้นคงปฎิเสธข้อกล่าวหา และจะให้การในศาลเท่านั้น ทั้งนี้การแจ้งข้อหาตาม พรบ.คอมฯ มาตรา116 หลังจากดูรายละเอียดในสำนวนแล้ว น่าจะเป็นการแจ้งข้อหาเกินความจริง ส่วนข้อหายุยง ปลุกปั่นเกี่ยวกับความมั่นคง คิดว่าคงไม่น่าเข้าข่ายมาตรานี้

เขากล่าวว่า ร.ท.หญิง สุณิสา เป็นโฆษกพรรคการเมืองอย่างไรก็ต้องยุ่งการเมืองอยู่แล้ว ไม่หนักใจกับรัฐบาลนี้ ความจริงก็คือความจริง อำนาจรัฐยังคงมีอำนาจ แต่สั่งให้ตำรวจ.บก.ปอท. ก็ต้องดำเนินการตามคำสั่ง ตนก็จะตอบโต้กลับไป ตำรวจอย่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกล่าวร้ายต่อประชาชน

ขณะที่ ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวว่า การโพสต์ข้อความดังกล่าว หากย้อนดูจะพบว่าเป็นวิจารณ์การทำงานและงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งประชาชนมีสิทธิ์ที่จะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะเป็นการตรวจสอบอำนาจของรัฐบาล ไม่ได้มุ่งใส่ร้ายโจมตีบุคคลใด โดยรัฐบาลควรรับฟังและนำไปแก้ไขปัญหาดีกว่า ส่วนการเปรียบเทียบรัฐบาลเปิดทำเนียบ ต้อนรับนักร้องแต่ไม่ได้เปิดรับกลุ่มต้านโรงงานถ่านหินภาคใต้ เป็นการวิจารณ์รัฐบาลที่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ และแสดงสิทธิเสรีภาพ ความคิดเห็นของประชาชน และรัฐบาลควรรับฟังด้วย ไม่ใช้อำนาจคนเห็นต่างด้วยการแจ้งความดำเนินคดี

การโพสต์วิจารณ์รัฐบาลและถูกดำเนินคดี 6 กระทง แต่ละกระทงโทษสูงสุดถึง 7 ปี รวมแล้วประมาณ 42 ปี เท่ากับชีวิตของคนๆหนึ่ง โดยตนมองว่าการตั้งข้อหาดังกล่าวน่าจะมีแรงจูงใจทางการเมือง เพราะตนเป็นอดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทยและวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลมาตลอด ทั้งนี้ รัฐบาลคงทราบดีว่าตนโพสต์ไม่ได้ใส่ร้ายแต่แสดงความคิดเห็นเพื่อรักษาผลประโยชน์บ้านเมือง สำหรับรากฐานการปฏิรูปทางการเมือง และเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้นนั้นควรพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะหากประชาชนไม่กล้าพูดความจริงแสดงความคิดเห็น ประเทศก็คงไม่อาจพัฒนาไปได้

เรามองว่า รัฐบาลที่อ้างว่าไม่ใช่นักการเมือง แต่สิ่งที่รัฐบาลดำเนินงานอยู่ เป็นการเมืองโดยตรง จึงควรจะให้สิทธิ กับผู้มีความเห็นต่าง สามารถวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้

และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะใช้กฏหมายเพื่อปิดปาก ปิดหู ปิดตาประชาชน

ในกรณีความเห็นของ ร.ท.หญิง สุณิสา ควรปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ใช้วิจารณญาณในการรับฟัง มากกว่าที่รัฐบาลจะใช้อำนาจเสียเอง

ประเทศเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของรัฐบาล หรือของทหารเท่านั้น ทุกคนมีค่าในความเป็นมนุษย์ จึงควรสงวนสิทธิของประชาชนซึ่งเป็นหนึ่งเสียงในฐานะเจ้าของประเทศ อย่างน้อยก็ขั้นพื้นฐาน