Get Adobe Flash player

พรรคการเมืองของไทย

Font Size:

ไม่น่าเชื่อว่า การเมืองในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ จะมีความซับซ้อนและแปลกแยก จนแทบหาทางที่จะคืนสู่สภาพปกติไม่ได้

แต่เดิมเคยคาดหวังว่า วันหนึ่งเราจะสามารถอยู่ร่วมกันบนความเห็นที่แตกต่างกันได้อย่างสันติ แต่ยิ่งนานไป ก็ยิ่งเห็นว่าเป็นเรื่องยาก

กองทัพ เป็นตัวแปรที่สำคัญ และทำให้เกิดการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ หรือมีปัญหา ทหารก็จะใช้ข้ออ้างในการทำรัฐประหารยึดอำนาจ จนทำให้การเมืองภาคประชาชน รวมทั้งนักการเมือง ต้องยุติบทบาทไปคราวละหลายๆ ปี ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถทำให้เกิดความต่อเนื่อง ทำให้พรรคเล็กพรรคน้อยบางพรรค ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

ในยุคนี้.... จะพบว่า พรรคการเมือง นักการเมือง รวมทั้งสมาชิกพรรค ถูกดองเอาไว้ด้วยกฎหมายของ คสช.ไม่ให้มีบทบาทใดๆ แค่หารือกันเกิน 5 คน ยังทำไม่ได้ ภาคการเมืองจึงอ่อนแอ

สมาชิกพรรคการเมือง ถูกต้องสมัครใหม่ เสียเงินใหม่ ทั้งๆ ที่สมาชิกบางคน ได้ลงทะเบียนและจ่ายเงินในจำนวนที่มากกว่า เพื่อเป็นสมาชิกตลอดชีพ

แสดงให้เห็นว่า อำนาจรัฐประหาร เหนือกว่าอำนาจที่บัญญัติไว้ในธรรมนูญของพรรคการเมืองต่างๆ

ประเทศไทยได้เลือกข้างที่จะอยู่กับค่ายโลกเสรี แต่พฤติกรรมทางการปกครองของไทย ยังคนเป็นอำนาจนิยม ปล่อยให้กองทัพและข้าราชการประจำ เข้ามาครอบงำ จนประชาธิปไตยไทย ก้าวไปไม่ถึงไหน

เช่นวันนี้ ประชาชนไม่อาจเชื่อได้ว่า คำสัญญาของคสช.เป็นจริง ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไร

ขณะที่ภาคประชาชน ถูกแบ่งแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ต่างฝ่ายต่างมีบาดแผลทางใจ ยากที่จะกลับมาให้เหมือนเดิมได้

ตรงนี้ก็มีส่วนทำให้ระบบพรรคการเมืองสั่นคลอน เพราะถูกฝ่ายหนึ่งรักและอีกฝ่ายชิงชังแบบคำพระว่า ไม่อาจร่วมสังฆกรรมกันได้

ผิดแผกไปจากความเป็นสากล ของอารยประเทศ ที่แบ่งการเมืองออกเป็นสองขั้ว แต่ละขั้วมีความแข็งแกร่งไม่ต่างกันมากนัก

ประชาชนอาจเลือกที่จะให้โอกาสพรรคหนึ่ง แล้วสำรองอีกพรรคหนึ่งไว้เลือกในครั้งต่อไป เมื่อเห็นว่าพรรคที่เป็นรัฐบาลอ่อนด้อยลง

จึงพยายามที่จะทำให้ทั้งสองขั้วมีความเข้มแข็ง ให้คนดีในทุกขั้วได้ มีที่ยืน ได้ทำงานเพราะมีความศรัทธาประชาธิปไตย พร้อมที่จะให้มีการสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมาบริหารประเทศ

นักประชาธิปไตยในอุดมคติ นอกจากต้องเคารพระบบการเลือกตั้ง ก็ต้องเคารพเสียงของประชาชน ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง ไม่ว่ามาจากพรรคใดก็ต้องเคารพเสียงประชาชน แล้วเปิดโอกาสให้บริหารประเทศ

แต่สิ่งที่เห็นและเป็นไปของบ้านเราไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งได้บริหารประเทศ อีกฝ่ายก็จะจ้องล้มกระดาน หรือจ้องคว่ำหรือใส่ร้ายกันอย่างรุนแรง ทำให้มีบาดแผลติดตัว ซึ่งหลายครั้งบาดแผลเหล่านั้นไม่ได้เกิดมาจากเรื่องจริง

สิ่งที่ฝ่ายตนทำถือว่าถูก แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามทำ ต่อให้ถูก ก็จะมองว่าจะผิดเสมอ

แน่นอนว่าประชาธิปไตยของบ้านเรา ยังมีความบกพร่องอยู่หลายส่วน ยังมีการซื้อสิทธิขายเสียง มีระบบบุญคุณ ระบบอุปถัมภ์ และอีกหลายเงื่อนไข ซึ่งสิ่งเหล่านั้น ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ยังมีเวลาที่จะแก้ไขปรับปรุงด้วยการพัฒนาไปในทางที่ถูกต้อง.