Get Adobe Flash player

เส้นทางการเมืองของคสช.

Font Size:

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจรัฐ ภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ช่วงนั้นกระแสต่อต้านถือว่าน้อย จะมีเพียงผู้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ที่ไม่ยอมรับการเข้ามาบริหารประเทศ โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งของประชาชน

พรรคการเมืองต่างๆ ต้องยุติบทบาทไปตามประกาศของ คสช.ทุกฝ่ายเหมือนรู้ว่าแข็งขืนไปก็ไร้ประโยชน์ จึงปล่อยให้ คสช.ทำงานไปโดยไม่เข้าไปแสดงความเห็นใดๆ

คสช.รับปากกับประชาชน ว่าจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน โดยใช้โร้ดแมพ เป็นตัวกำหนด แต่ถูกเลื่อนไปด้วยเงื่อนไขต่างๆ เช่นร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านสภา ต้องล้มกระดานร่างใหม่ มีการกำหนดเวลาใหม่ ประชาชนก็ยังไม่ว่าอะไร คงยอมให้เป็นไปตามที่รัฐบาล คสช.ต้องการ

รัฐธรรมนูญใหม่ ได้กำหนดเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์กับ คสช. ซึ่งนักการเมืองก็ยังสงบในที่ตั้ง ทั้งที่ถูกโจมตีอย่างหนัก

จนมาถึงตอนสุดท้ายที่มีรัฐธรรมนูญ มีการประกาศช่วงเวลาการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงตรงนี้ ทาง คสช.ดูเหมือนจะยังไม่พร้อมในการคืนอำนาจ พยายามถ่วงเวลาออกไปอีก อ้างว่าพบคลังแสงบ้าง บ้านเมืองยังไม่มีความปรองดองบ้าง พยายามให้ ครม.ลงพื้นที่ ออกไปสัญจร จัดนโยบาย “ประชานิยม” ใช้กระทรวงทบวงกรม ถือโอกาสลดแลกแจกแถมให้กับประชาชน

ในขณะที่ นักการเมือง และประชาชนเริ่มเห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่จะคืนอำนาจ หลายฝ่ายเริ่มแสดงตัวตรวจสอบการทำงานอย่างตรงไปตรงมา 

นายกรัฐมนตรีเอง เริ่มมีท่าทีที่เปลี่ยนไป เช่นถามประชาชนขณะลงพื้นที่ว่าจะให้อยู่ต่อหรือไม่ ซึ่งถ้า คสช.ต้องการอยู่ต่อ ก็น่าจะยังทำได้ เพียงแต่นับต่อนี้ไป การตรวจสอบจะเข้มข้นขึ้นทุกด้าน

อย่างเช่นประเด็น นาฬิกาหรู (จนถึงขณะนี้พบถึง 14 เรือน) ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมที่โฆษกกระทรวงกลาโหม พยายามยกความดี ว่าท่านทำงานหนัก ท่านเปรียบเหมือนพี่ใหญ่ ได้รับความไว้วางใจมอบหมายงานให้มากมาย แก้ไขปัญหามาตรฐานการบิน การทำประมงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ฯลฯ

ท่านยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อส่วนรวมและสังคม ถ้าไม่มีใครยุยงปลุกปั่น สร้างความแตกแยกสร้างความเกลียดชังกัน

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนาฬิกาหรูที่กลายเป็นกระแสโจมตีนั้น โฆษก กล่าวว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของ พล.อ.ประวิตร ก็ต้องหาทางออกในเรื่องกฎหมาย สิ่งที่ทำมาก็ถือว่าเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติ การเข้ามาทำงาน ก็ย่อมกระทบกลุ่มการเมืองที่เสียประโยชน์ ส่วนประเด็นที่ตกเป็นข่าวเป็นอุปสรรคเล็กน้อย เป็นการโจมตีของกลุ่มการเมืองที่เสียผลประโยชน์ จะไม่สามารถทำอะไรท่านได้

ซึ่งเรามองว่า ท่านโฆษก อาจเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะการทำความดี กับการทำความผิด เป็นคนละส่วน การยื่นแสดงทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นกฏหมาย การไม่แจ้งการครอบครองนาฬิกาหรู มูลค่ารวมหลายล้านบาท (ซึ่งขณะนี้พบว่ามีจำนวนถึง 14 เรือนแล้ว) ถือเป็นความผิด

ท่านเป็นผู้ใหญ่ จะต้องเป็นตัวอย่างของสังคม ที่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มการเมืองหรือผู้เสียผลประโยชน์ ส่วนเรื่องที่บอกว่าเรื่องแค่นี้ ไม่มีใครสามารถจะลงโทษท่านได้ เราก็เชื่อว่าจริง ตราบใดที่ท่านยังมีอำนาจ คงไม่มีใครเอาผิดท่านได้

“เปลว สีเงิน” กล่าวถึงกรณีนี้ว่า คสช.ได้อำนาจมา เพราะกล่าวอ้างให้ประชาชนเชื่อว่า เข้ามาแล้ว จะล้างคอร์รัปชันให้ชาติ จะปฏิรูประบบสังคมประเทศแต่จากปีแรก จนย่างเข้าปีที่ 4 ของรัฐบาล คสช. การล้างคอร์รัปชัน แค่ "ดายหญ้าหน้าดิน" ไม่ "ขุดราก-ถอนโคน" ก็พอทำใจ

แต่ที่น่าขยะแขยง และน่าเสียใจ คือ คนในรัฐบาล คสช.กลับ "เป็นเสียเอง" จากวันแรก จนถึงวินาทีนี้ มีแต่เหม็นด้วยเรื่องคอร์รัปชันจาก "เจ้าประจำ"

ส่วนการปฏิรูป ตั้งคนผลาญเงินไปไม่รู้กี่ร้อย-กี่คณะ จนบ้านเมืองเต็มไปด้วยคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ แล้วไหนล่ะ ปฏิรูปที่เป็นตัวตน ก็...โบ๋เบ๋

นี่คือ “ตัวอย่างการตรวจสอบ” ถ้า คสช.เชื่อว่าจะอยู่ต่อไป โดยไม่มีการเลือกตั้ง ท่านก็จะได้เรียนรู้เอง.