Get Adobe Flash player

ประชาธิปไตยที่แปลกไป

Font Size:

จริงๆ แล้วในระบอบประชาธิปไตย ใครจะสนใจจะอยู่พรรคไหน ชอบนโยบายของใครก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล จะเห็นเหมือนหรือเห็นต่างไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหนึ่งคนเท่ากับหนึ่งเสียงในฐานะเจ้าของประเทศ เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง ใครจะได้เข้าสู่สภา ก็ถือว่ามาจากประชาชน

แต่การที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ลงทุนตั้งพรรคการเมือง และเป็นแกนนำพรรคประชาชนปฏิรูป ประกาศที่จะสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ดูจะแปลกไปไม่น้อย

แปลกที่ผู้เสนอความคิด เป็นถึงอดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทาง และมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ น่าจะเป็นผู้มีวิสัยทัศน์

ทั้งนี้ไม่ได้รังเกียจ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าหากจะเตรียมตัวเป็นนายกฯ โดยลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วได้เสียงสนับสนุนให้เป็นฯ ก็คงไม่มีใครว่าได้

แต่ถ้าเข้ามาด้วยการเอาเปรียบ ทั้งอำนาจที่มีอยู่ในมือ และอำนาจของการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อปูทางลัดให้ขึ้นไป ก็จะไม่สวยงาม

สำหรับนายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่แถลงว่า ทางพรรคประชาชนปฏิรูป จำนวนส.ส. ไม่ใช่เป้าหมายหลักของพรรค จะอยู่ข้างเดียวกับสมาชิกวุฒิสภา และส่วนตัวเชื่อว่าสามารถรวบรวมบัญชีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากหลายพรรคได้ไม่น้อยกว่า 125 เสียง เมื่อรวมกับส.ว.อีก 250 เสียง เพื่อให้ได้เสียงมากกว่า 375 เสียง เพื่อลงชื่อไม่เอานายกฯในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมา

ทางพรรคประชาชนปฏิรูป จะไม่ส่งตัวแทนของพรรคเข้าเสนอชื่อเป็นนายกฯ อยู่แล้ว และจะไม่สนับสนุนบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีจากพรรคอื่นด้วยเช่นกัน

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองพล.อ.ประยุทธ์ มีคุณสมบัติครบถ้วน มีความสามารถ และซื่อสัตย์สุจริต และขณะนี้ยังไม่พบการทุจริตของพล.อ.ประยุทธ์ และครอบครัว ดังนั้นจึงเหมาะสมที่สุด

แต่เรามองว่า แนวคิดของนายไพบูลย์ คือความต้องการจะเข้าสภาฯ และเป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยทางลัด ด้วยการเสนอตัว “เข้าพวก” กับ 250 สมาชิก ส.ว.โดยอ้างว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไม่งดงามนัก โดยเฉพาะที่ว่า

“ร่วมกับ ส.ว.250 เสียงไม่เอานายกฯในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมา”

ต้องไม่ลืมว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรค จะต้องชูหัวหน้าพรรคของตนเป็นนายกฯ แต่ในความเป็นจริง พรรคที่จะเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเป็นนายกแล้วมีโอกาส น่าจะเป็นพรรคที่มีจำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่ง กับ อันดับสอง ที่จะมาเป็นคู่แข่งกัน

ซึ่งการที่นายไพบูลย์ ปฏิเสธนายกฯที่พรรคการเมืองเสนอมา เท่ากับการปฏิเสธการเลือกตั้งของประชาชน “เลือกมาแล้วไม่ใช้ แต่กลับชูอำนาจเผด็จการ” ถือเป็นการขัดหลักการประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง

เป็นการส่งเสริมการสืบทอดอำนาจ ที่ฝ่ายการเมืองจะต้องช่วยกันหาทางยับยั้ง นั่นคือ บรรดาพรรคการเมือง จะต้องแข่งขันกันนอกรอบ เพื่อให้ได้ผู้ชนะ ที่มาจากพรรคการเมืองก่อน จากนั้น ให้ส่งชื่อผู้ชนะ ไปแข่งในรอบจริง “เพียงคนเดียว” เพื่อไปสู้กับ ตัวเลือกนายกฯ ที่มาจาก ส.ว.และพรรคในแบบของนายไพบูลย์

พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะอยู่กันคนละขั้ว หรือไม่ชอบที่จะทำงานด้วยกันก็ไม่เป็นไร แต่ความร่วมมือการหา “บุคคลเดียว” มาเป็นตัวแทนฝ่ายการเมือง ยังมีความจำเป็นต่อฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง

หาไม่แล้ว ตัวแทนของฝ่ายประชาชน จะเป็นฝ่ายแพ้ต่อฝ่ายที่เตรียมการเพื่อสืบทอดอำนาจ กลายเป็นเผด็จการที่อ้างการเลือกตั้ง โดยที่ตนไม่ลงเลือกตั้ง.