Get Adobe Flash player

ลงท้ายก็ทำแบบเดิม

Font Size:

สมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจบริหารประเทศ ทำท่าขึงขังว่าจะสร้างรากฐานประชาธิปไตย จะปฏิรูปการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อขจัดคนโกง สารพัดขายฝันให้ชาวบ้านเคลิ้มตาม

ช่วงที่อยู่ในอำนาจ ก็มีความพยายามหลายอย่าง เช่นเรื่องประมง เรื่องการบิน แก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ฯลฯ ซึ่งก็ทำได้ดีระดับหนึ่ง

แต่ก็มีหลายเรื่อง ที่กลายเป็นเรื่องตลกจนมีคำถามว่า ผู้บริหารนโยบายมาทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร เช่นเรื่องราคาหวยรัฐ 80 บาท จัดระเบียบคิวรถจักรยานยนต์ จัดระเบียบขานของบนทางเท้า ฯลฯ ทำสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง

แต่สิ่งที่รัฐบาล คสช.มีความพยายามมาตั้งแต่ต้น คือความพยายามในการถ่วงเวลาในการบริหารประเทศให้นานที่สุด เมื่อจำเป็นที่จะถึงช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็พยายามที่จะกลับมามีอำนาจอีก หลังจากที่มีการเลือกตั้ง

มีการร่างรัฐธรรมนูญถึง 2 ครั้ง เพื่อเอื้อประโยชน์ฝ่ายอำนาจในการที่จะกลับมามีอำนาจใหม่

ความชัดเจนปรากฏให้เห็นเรื่อยๆ ตั้งแต่การ กดดัน บีบคั้นผู้ที่มีความเห็นต่าง ทั้งการนำไปปรับทัศนคติ ไปจนถึงการกำหนดบทลงโทษตามกฎหมายของ คสช.

“ปิดโอกาส” ไม่ให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรม กำจัดสมาชิกพรรค เพิ่มความลำบากในการกลับมาเป็นสมาชิกพรรคใหม่ สร้างข้อจำกัดของเวลา เพิ่มความยุ่งยากในการเป็นสมาชิก

ในขณะที่นายกฯ ใช้เงินแผ่นดินออกเดินสายหาเสียง พบประชาชน พร้อมทั้งให้ความหวังกับโครงการ “ไทยนิยมยั่งยืน”

วางแผน อ้างว่าจะให้งบในการพัฒนา พร้อมกับส่งวิทยากรไปอบรมตามหมู่บ้าน ประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล

ทำการการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือที่เรียกว่า ครม.สัญจร

ใช้โอกาสนี้ไปทำความคุ้นเคยกับนักการเมืองท้องถิ่น ประเภท “เจ้าของมุ้งต่างๆ” รวบรวมไว้ให้ได้มากที่สุด ตามหัวเมืองที่สำคัญ มีการเจรจานอกรอบ ให้ความหวังกันและกัน

กระทั่งล่าสุด เข้าหานักการเมืองภาคกลาง มีการดึงคนในพรรคการเมืองผู้มีอิทธิพลทางตะวันออก มาร่วมงานกับรัฐบาล เตรียมการเดินสายเจาะพื้นที่หลักทางภาคอีสาน

มีนักการเมืองหน้าเก่า ได้ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกัน ซึ่งก็อาจจะใช้ สำหรับวิธีการทางการเมืองในแบบเก่า แต่อย่างน้อยที่สุดนักการเมืองเหล่านั้นล้วนมาจกการเลือกตั้ง ต่างกับสมัยรัฐบาล คสช.ที่มุ่งเอาชนะโดยไม่ต้องลงเลือกตั้ง

น่าเศร้าที่มีการลั่นวาจาว่าจะมีการปฏิรูปการเมือง แต่ลงท้ายฝ่ายที่บอกว่าจะปฏิรูป กลับเดินลงโคลนเสียเอง รวมทั้งที่ว่าจะวางรากฐานประชาธิปไตย ก็ทำได่แค่ได้เลือกตั้งด้วยการถ่วงเวลา แลกกับประชาธิปไตยเพียงครึ่งใบ

เราจึงต้องฝากความหวังนี้ไว้กับนักการเมืองที่มีจุดยืน ที่จะต้องไม่ลู่ไปตามลม ซบฝ่ายอำนาจ เพียงเพื่อแลกกับเศษเสี้ยวของตำแหน่งหน้าที่

นักการเมืองจะต้องมีความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อชาติ อิจฉาริษยา ไม่เข่นฆ่ากันจนเกินงาม เพราะท้ายที่สุดก็เท่ากับหยิบยื่นอำนาจให้ “นกกระสา”