Get Adobe Flash player

ยุคของการจับภิกษุเข้าคุก

Font Size:

ในสังคมโลกประชาธิปไตย การแสงความเห็นที่แตกต่างถือเป็นเรื่องปกติ บนพื้นฐานของ “ตวามแตกต่างระหว่างบุคคล” แต่สามารถอยู่ร่วมกัน บนความแตกต่างนั้น

ในประเทศไทย เรากำลังเผชิญกับความแตกต่างทางความคิด ที่ถือว่ารุนแรงแปลกประหลาดกว่าทุกประเทศในโลก สิ่งเดียวกัน ถูกมองต่างกัน และที่หนักไปกว่านั้น คือแม้ความดี กับความชั่ว สังคมไทยยังเห็นต่างกันด้วย

คนๆ หนึ่ง ถูกตราหน้าจากคนส่วนหนึ่งว่าเป็นคนชั่ว ในขณะที่คนอีกกลุ่มกลับมองว่าช่างแสนดีเหลือเกิน ทุกเรื่อง ที่เกิดในสังคม เสียงก็จะแตกออกไปเป็นสองฝ่ายเสมอ โดยผู้คนที่เสพข่าว ไม่มีใครคิดจะฟังเสียงใคร

ในภาพรวมของประเทศ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านวัฒนธรรมประเพณี กับกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ก็กำลังเผชิญกับความโต้เถียงในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน

มีการรณรงค์จากฝ่ายอำนาจรัฐ ให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นภายในชาติ แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะฝ่ายอำนาจไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียว เช่นชาวบ้านรุกป่าไม่ได้ แต่หน่วยงานรัฐรุกป่าได้ ชาวบ้านถูกดำเนินคดีเมื่อพบว่าทุจริต แต่ฝ่ายอำนาจทำผิด กลับปล่อยผ่านทั้งที่หลักฐานชัดเจน

ด้านการเมืองการปกครอง ล้มลุกคลุกคลาน เผชิญกับการทำรัฐประหารซ้ำซาก ไม่สิ้นสุด “ซึ่งระบบเชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” อาจทำให้ประเทศ “ดูสงบ” ในสายตาผู้มีอำนาจ ซึ่งก็ทำได้เพียงชั่วคราว การปกครองด้วยอำนาจ ไม่สามารถซื้อใจประชาชนได้ ความสงบของคนในชาติที่คุกรุ่นอยู่ในใจผู้คน อำนาจรัฐก็กำลังเผชิญกับกระแสต้านที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน

ในประเด็นของศาสนาพุทธ ในขณะที่ พระสงฆ์ในวัดใหญ่ต่างๆ กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น เกี่ยวกับการทุจริตที่เรียกว่า “เงินทอนวัด”

มูลเหตุที่ผ่านมา เริ่มจากเจ้าหน้าที่รัฐ มีการเสนองบประมาณด้วยเงินก้อนใหญ่ เพื่อปรับปรุงก่อสร้างอาคารสถานที่ในวัด แต่มีข้อแม้ว่า เงินส่วนหนึ่งในงบนี้ จะต้องคืนส่วนหนึ่ง กลับคืนไปยังผู้ให้

พระสงฆ์ ไม่ทันเล่ห์กลของทางโลก เมื่อเห็นเงินจำนวนมากที่ได้มาเปล่าๆ แม้จะถูกหักกลับคืนไปบางส่วน ก็ยังเหลือพอ ก็รับปากตกลง จึงกลายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดไปโดยปริยาย

วัดหลายแห่งมีเงินเข้าจำนวนมากจากแรงศรัทธาของญาติโยม ทำให้วัดและผู้รับผิดชอบภายในวัดร่ำรวย มีการใช้เงินผิดประเภท มีการโยกย้ายเงินไปแบ่งปันให้ญาติพี่น้อง มีการจัดสรร เพื่อเป็นสมบัติของพระสงฆ์ ฯลฯ โดยไม่คิดว่าวันหนึ่งจะถูกตรวจสอบ

จึงเป็นอย่างภาพที่เห็น มีการจับกุมพระสงฆ์ไปดำเนินคดีอาญา มีการคัดค้านการประกัน แล้ว “จับสึก” พระผู้ใหญ่ระดับเจ้าอาวาส

ในทางการเมือง แม้พระสงฆ์จะถูกกำหนดไม่ให้ยุ่งเกี่ยว พระไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่เมือมีสถานการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น พระก็จะเลือกที่จะเชื่อว่าฝ่ายหนึ่งฝายใดคื่อฝ่ายที่ถูกต้อง ทำให้มีการลุกขึ้นมา โดยเห็นว่าวิธีนี้คือการปกป้องบ้านเมือง จนเกินเลยไปจากกิจของสงฆ์ และถูกดำเนินคดี

มีการวิจารณ์กระบวนการจับกุมพระสงฆ์ ว่ากระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ มีการวิจารณ์การปฏิบัติต่อผู้ต้องหา ที่ศาลยังไม่ตัดสิน แต่กลับถูก “จับสึก” ทันที ว่าเป็นการกระทำต่อ “จำเลย” จนกระทบสิทธิมนุษยชนหรือไม่

แต่เมื่อคนในชาติมีสองขั้ว ก็ย่อมมีเสียงทั้งสนับสนุน และคัดค้าน รวมทั้งประเด็นนี้

ชาวพุทธ กำลังถูกสั่งให้แยกแยะระหว่างศรัทธา ศาสนากับตัวบุคคล ว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ในความเป็นจริง เมื่อหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ เกิดความรู้สึกสะเทือนใจ  เพียงแต่ผู้คนจำนวนมาก เลือกที่จะเก็บกดไว้ ไม่พูดออกมาเท่านั้น.