Get Adobe Flash player

กระแสดูดนักการเมือง

Font Size:

ข่าวการก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขึ้นมาเป็นนายกฯอีกครั้ง โดยมีกระแสข่าวการไปทาบทาม “นักการเมือง” กลุ่มต่างๆ จากพรรคอื่นมาร่วมพรรค

มีการใช้โครงการของรัฐ นำคณะรัฐบาล ไปพบประชาชนในท้องที่ต่างๆ ได้เปิดโอกาสให้อดีตนักการเมืองได้เข้าพบ ท่ามกลางเสียงที่กังวลว่า อาจมีการใช้อำนาจรัฐ เพื่อประโยชน์กับฝ่ายตนหรือไม่

ท่ามกลางกระแส “พลังดูด” ที่มีกลุ่มจัดตั้ง เดินสายไปทาบทามนักการเมิอง อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

จนกระทั่งมีนักการเมืองระดับแถวหน้า และระดับตู้เอทีอ็มเลื่อนที่ ออกมาเคลื่อนไหวรวบรวมขุนทัพพรรคพลังประชารัฐอย่างชัดเจน

ความจริง การตั้งพรรค การรวบรวมผู้มีประสบการณ์ไปสู่การเลือกตั้ง ถือเป็นเหตุการณ์ปกติ การมีความเห็นต่างในทางการเมือง ก็ยังไม่ใช่เรื่องแปลก ตรงกันข้ามกลับมีส่วนดีเพราะเท่ากับเป็นการเสนอ “สินค้า” ที่หลากหลาย ให้ประชาชนได้เลือก

แต่ “พลังดูด” ครั้งนี้ มาเหนือกว่าอดีตทั้งปวงที่ผ่านมา เท่าที่มีการเปิดเผยชื่อว่าที่ผู้สมัครต่างๆ ว่า ส่วนหนึ่งถูกดูดมาจากพรรคเพื่อไทย และไทยรักไทย โดยเฉพาะในสายอีสาน ที่ถูกระบุว่ามีเกือบถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ข่าวว่า แม้กระทั่งนโยบาย ก็เอามาจากพรรคเพื่อไทยเช่นกัน

นั่นเพราะ ยังมีนักการเมืองจำนวนหนึ่ง ที่อยู่ในพรรคนั้นๆ อยู่ด้วยผลประโยชน์ และยินดีที่จะย้ายพรรคเพื่อให้ได้ประโยชน์ หรือเลือกที่จะอยู่ข้างฝ่ายที่คาดว่าจะชนะ

เมื่อแผนสืบทอดอำนาจ ได้ถูกวางไว้ตั้งแต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ แผนการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา แผนการหาเสียง แผนการไม่ปลดล็อคให้พรรคการเมืองคู่แข่งได้มีโอกาสทำกิจกรรม เท่ากับใครมีอำนรัฐ ใครหาเสียงก่อนย่อมได้เปรียบ

มีนายทหารนอกราชการรุ่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เวคอัพ นิวส์” ทางสถานีโทรทัศน์หมายเลข 21 ว่า พรรคการเมืองที่สร้างขึ้น จะไม่ผิดพลาดเหมือนยุคก่อนเพราะ “ทหารจะทำเอง” ก็ชี้ให้เห็นถึงกลไกความพร้อมต่างๆ ที่จะสนับสนุนนายก “คนนอก” ให้เข้ามาโดยไม่ต้องเลือกตั้ง

พรรคใหญ่อย่างเช่น เพื่อไทย คิดอย่างไร ประชาธิปัตย์ คิดอย่างไร ในเบื้องต้นทั้งสองพรรคก็พยายามเก็บอาการ และหาตัวผู้สมัครคนใหม่ มาทดแทนคนเก่าที่ออกไป แต่ก็อาจมี “เสียความรู้สึก” บ้าง

ดังเช่นที่ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนี้ ว่าเป็นละครน้ำเน่าทางการเมืองที่กลับมาฉายวนซ้ำอีกรอบ เป็นการดูดด่วน โดยวิธีตกปลาในบ่อเพื่อน

เช่นเดียวกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ว่า เป็นการทำลายแนวความคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศ และปฏิรูปการเมืองทั้งหมด ไม่มีสิทธิที่จะพูดคำว่าธรรมาภิบาลอีกต่อไป จึงเห็นว่านายกฯ ควรมีความชัดเจนในฐานะผู้ถืออำนาจรัฐว่าไม่สนับสนุนพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องเลิกพูดคำว่าธรรมาภิบาลและปฏิรูปประเทศ

แต่สำหรับประชาชนที่ติดตามข่าวสารการเมือง ได้เห็นไปทั้งภาพโดยรวม กลับมองว่าสิ่งเหล่านี้ ได้ทำให้ตัดสินใจในการเลือกตั้งได้ง่ายขึ้น และหากประชาชนไม่ถูกมอมเมาเสียก่อน บรรดานักการเมืองหรือพรรคที่หวังเดินทางลัด ก็จะได้รับบทเรียนที่สาสม.