Get Adobe Flash player

การใช้ทรัสต์ในการวางแผนสำหรับการพยาบาลการเจ็บป่วยระยะยาว (Trusts) โดย วลัยพรรณ เกษทอง

Font Size:

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ฉบับที่แล้วเราได้พูดถึงการซื้อกรมธรรม์บำนาญแบบที่จ่ายเงินให้ภายหลังสำหรับการพยาบาลการเจ็บป่วยระยะยาว (Deferred Long-Term Care Annuity) ไปแล้ว ฉบับนี้เราจะมาพูดถึงการใช้ทรัสต์ (Trusts)ในการวางแผนสำหรับการพยาบาลการเจ็บป่วยระยะยาว (Trusts) กันค่ะ

ทรัสต์เป็นนิติบุคคลที่ยินยอมให้บุคคลหนึ่ง (เรียกว่า Trustor) สามารถโอนทรัพย์สินเข้าไปให้กับบุคคลอื่น (เรียกว่า Trustee) เมื่อผู้โอนทรัพย์สินรือTrustor ได้ทำนิติกรรมทางกฏหมายเพื่อมีทรัสต์แล้ว ผู้รับมอบโอนหรือ Trustee จะเป็นผู้ที่บริหาร จัดการ ควบคุมดูแลทรัพย์สินในทรัสต์เพื่อประโยชน์แก่ Trustor และผู้รับผลประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้

ทรัสต์นี้มีประโยชน์หลายประการ ท่านที่มีบุตรก็สามารถจะให้ทรัสต์ทำหน้าที่แจกจ่ายผลประโยชน์ให้กับบุตรหลานที่ยังเป็นผู้เยาว์ได้ในจำนวนที่ท่านกำหนด หรือถ้าท่านมีพ่อแม่ที่แก่เฒ่ามีภาวะทุพพลภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ท่านก็สามารถกำหนดให้ทรัสต์จ่ายเงินให้พวกเขาเหล่านั้นในจำนวนที่ท่านกำหนดได้เช่นกัน แม้ว่าท่านจะเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตไปทรัสต์ก็จะทำหน้าที่แจกจ่ายผลประโยชน์ให้ท่านดังปรารถนา เมื่อให้ทรัสต์ทำหน้าที่นี้ท่านก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าทรัพย์สินที่ท่านหามาได้จะหมดไปในพริบตาเพราะผู้รับประโยชน์ของท่านบริหารเงินไม่เป็น และท่านก็จะแน่ใจได้ว่าคนที่ท่านห่วงใยเหล่านั้นจะมีเงินใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดตามแต่ใจปรารถนาของท่านค่ะ

ทรัสต์ในโลกนี้มีอยู่หลายประเทศ แต่ในกรณีของการใช้ทรัสต์เพื่อช่วยในการจ่ายค่าดูแลรักษาพยาบาลขณะที่ท่านเจ็บป่วยระยะยาวนั้น ผู้เขียนจะยกมากล่าวถึงให้ท่านพอได้ทราบคร่าว ๆ อยู่ 2 ประเภทคือ Charitable Remainder Trusts และ Medicaid Disability Trusts หรือ Special Needs Trusts (พวกนี้จะเป็นชื่อทับศัพท์ภาษาอังฤษ คงจะต้องทำความคุ้นเคยกันหน่อย เวลาไปคุยกับทนายหรือใครในเมืองลุงแซมจะได้คุยกับเขาได้เข้าใจนะคะ)

Charitable Remainder Trusts  นั้นจะยินยอมให้ท่านสามารถใช้ทรัพย์สินของท่านส่วนหนึ่งจ่ายค่าบริการทางการพยาบาลการเจ็บป่วยระยะยาว ส่วนหนึ่งให้ผู้รับผลประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็สามารถให้อีกส่วนหนึ่งไปกับการบริจาคการกุศลเพื่อลดหย่อนภาษีได้ โดยท่านสามารถกำหนดจำนวนเงินในแต่ละประเภทได้ตามสะดวกในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้วทรัพย์สินส่วนที่เหลือในทรัสต์ก็จะถูกส่งต่อไปยังองค์กรการกุศลที่ท่านปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นวัด โบสถ์หรือองค์กรอื่น ๆ และเพราะท่านได้ทำการบริจาคให้กับองค์กรการกุศลเหล่านี้ท่านก็สามารถหักลดหย่อนภาษีได้เป็นจำนวนเท่ากับมูลค่าท้องตลาดในวันที่โอนทรัพย์สินที่เหลือนั้น ท่านที่มีทรัพย์สินมากและชอบทำบุญวิธีนี้ก็ดีมากนะคะ ได้ประโยชน์ต่อตนเอง ต่อคนอื่นและหักภาษีลดหย่อนได้ด้วยค่ะ

ก่อนที่จะตัดสินใจจัดตั้งทรัสต์แบบนี้ข้อที่ควรคำนึงถึงก็คือ คำนวณปริมาณเงินที่จะใช้สำหรับการดูแลตัวท่านเอง ให้ผู้อื่นและองค์กรการกุศลให้ดี ท่านควรจะมีทรัพย์สมบัติมากเพียงพอที่จะครอบคลุมความต้องการของท่าน และการบริจาคเหล่านี้อาจจะมีผลกับผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการของรัฐบาล เช่น เมดิเคดหรือเมดิแคล (ในรัฐแคลิฟอร์เนีย) ดังนั้นถ้าท่านเป็นผู้รับผลประโยชน์เหล่านี้อยู่ ควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนจะดำเนินการจัดตั้งทรัสต์ค่ะ

ทรัสต์อีกประเภทคือ Medicaid Disability Trusts หรือ Special Needs Trusts ซึ่งเป็นทรัสต์ที่จะมีไว้สำหรับผู้ทุพพลภาพซึ่งอายุไม่เกิน 65 ปีและมีคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ของเมดิเคดหรือเมดิแคล ส่วนใหญ่พ่อแม่ปู่ย่าตายายหรือผู้เลี้ยงดูทางกฏหมายของผู้เยาว์มั

กจะตั้งทรัสต์ประเภทนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ทุพพลภาพโดยให้องค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นผู้บริหารทรัพย์สินในทรัสต์ ทรัสต์ประเภทนี้เป็นประเภทเดียวที่จะได้รับข้อยกเว้นในการประเมินที่เกี่ยวกับคุณสมบัติการมีทรัสต์และการได้รับเมดิเคดหรือเมดิแคลค่ะ

ข้อควรคำนึงก่อนการตั้งทรัสต์ประเภทนี้คือ ถ้าหากผู้รับผลประโยชน์ที่เป็นผู้ทุพพลภาพกำลังรับสิทธิ์ประโยชน์เมดิเคดหรือเมดิแคลอยู่ หลังจากผู้รับประโยชน์เสียชีวิตแล้วรัฐสามารถจะมาขอเงินที่จ่ายให้ระหว่างที่ผู้รับประโยชน์ยังมีชีวิตคืนจากทรัพย์สินที่เหลือในทรัสต์ได้ค่ะ นอกจากนี้เรื่องของภาษีในทรัสต์พวกนี้ค่อนข้างจะซับซ้อน จึงควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษีก่อนที่ท่านจะทำการจัดตั้งทรัสต์ประเภทนี้ด้วย

ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเงินและการประกันภัยหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านอื่น เช่น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษีอาจจะพอมีความรู้ทางด้านนี้บ้างเพราะผ่านการเรียนคอร์สขั้นสูงเกี่ยวกับการวางแผนมรดกหรือเคยมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับทนายในการดูแลลูกค้ามา แต่การจัดตั้งทรัสต์ให้มีผลถูกต้องตามกฏหมายจะต้องกระทำโดยทนายซึ่งเป็นผู้มีความรู้ทางกฏหมายและมีใบอนุญาตสามารถให้คำปรึกษาและทำงานได้ในรัฐที่ท่านอาศัยอยู่เท่านั้น และทนายที่ท่านจะไปขอใช้บริการควรจะเป็นทนายที่มีความรู้เชี่ยวชาญทางด้านทรัสต์และการวางแผนมรดก (Estate Attorney) ค่ะ อย่างที่ผู้เขียนได้บอกอยู่เสมอนะคะว่า การจะทำอะไรให้ถูกต้องในเรื่องที่มันต้องใช้ความรู้ที่ลึกซึ้งซับซ้อนก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ท่านคงไม่อยากให้แพทย์ผิวหนังมาทำการผ่าตัดหัวใจของท่านเป็นแน่แท้ใช่ไม๊คะ

ฉบับนี้เราจะจบเรื่องของการวางแผนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเจ็บป่วยระยะยาวเท่านี้ ฉบับหน้าเราจะพูดถึงเรื่องใกล้ตัวกันเข้าไปอีกนิดคือ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐแคลิฟอร์เนียกันค่ะ ท่านใดที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนประกันสุขภาพ CoverCA และไม่ได้มีประกันสุขภาพจากเมดิแคล เมดิแคร์หรือจากที่ทำงานของท่านหรือคู่สมรส และกลัวว่าปีหน้าจะต้องโดนปรับก็ยังสามารถลงทะเบียนได้อยู่นะคะ สามารถลงได้ถึงวันที่ 31 มกราคมค่ะ โดยสามารถลงได้ด้วยตนเองในเวบไซด์ CoverCA หรือลงกับ Certified Enroller หรือถ้าท่านต้องการคำแนะนำว่าจะเลือกแบบไหนดีต้องปรึกษาตัวแทนที่ได้รับอนุญาต (Certified Agent) หรือโทร.หาที่บริการทางโทรศัพท์ของ CoverCA เท่านั้นค่ะ

ก่อนจากไปผู้เขียนขอกล่าวคำว่า “Merry Christmas “ ขอให้ท่านใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนฝูงฉลองวันหยุดยาวประเพณีของชาวคริสต์กันในสุดสัปดาห์นี้อย่างมีความสุข หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาในบทความ อยากจะถามคำถามในกรณีส่วนตัวท่านสามารถโทร.มาสอบถามกับผู้เขียนได้ที่เบอร์ (850)598-1709 หรือ (626)999-4751 หรือจะอีเมลมาหาผู้เขียนที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.ก็ได้ค่ะ หากผู้เขียนไม่ได้รับสายก็ฝากข้อความไว้ได้ จะติดต่อท่านกลับไปภายหลัง ขอให้ท่านโชคดี สัปดาห์หน้าเจอกันใหม่ค่ะ

 

อ้างอิง: www.longtermcare.gov

http://obamacarefacts.com/obamacare-open-enrollment-2017/

www.estateplanning.com