Get Adobe Flash player

การบริจาคเงินให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Nonprofit Organization) โดย วลัยพรรณ เกษทอง

Font Size:

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ช่วงนี้เป็นเทศกาลยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ซึ่งจะสิ้นสุดภายในวันที่ 18 เมษายนนี้ (หากไม่มีการขอยื่นระยะเวลา) ทำให้มีท่านผู้อ่านหลายท่านโทร. มาถามว่าเงินที่บริจาคให้องค์กรบางแห่งนั้นใช้หักภาษีได้หรือไม่ รวมทั้งมีการพูดถึงองค์กรจำนวนมากมายในสังคม ผู้เขียนก็เลยไปทำการบ้านมาและจะขอมาเล่าเรื่องปูพื้นความเข้าใจถึงองค์กรในเมืองลุงแซมโดยสังเขปในฉบับนี้ค่ะ

องค์กรในสหรัฐอเมริกาที่จัดตั้งขึ้นโดยจดทะเบียนกับรัฐที่องค์กรนั้นตั้งอยู่ หากจะแยกตามวัตถุประสงค์การก่อตั้งจะถูกแบ่งออกได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่แสวงหากำไร (for-profit) และกลุ่มที่ไม่แสวงหากำไร (nonprofit) องค์กรแบบที่แสวงหากำไรก็คือบริษัทที่ทำการค้าขายทั่วไปซึ่งตั้งขึ้นเพื่อหารายได้และผลประโยชน์ให้กับเจ้าของและลูกจ้างขององค์กร โดยผลกำไรจากการเสนอขายผลิตภัณฑ์หรือบริการจะมีการกระจายไปสู่คนในองค์กร ในขณะที่องค์กรแบบไม่แสวงหากำไรตั้งขึ้นเพื่อนำรายได้ทั้งหมดที่เข้ามาไปทำกิจกรรมหรือบริการให้กับชุมชนหรือกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องที่จำเป็น เช่น อาหาร น้ำ ที่อยู่ การศึกษา หรือเพื่อนำเงินไปจัดการเกี่ยวกับเรื่องในชุมชน เช่น การอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรม เป็นต้น

องค์กรแบบแสวงหากำไรจะมีรายได้มาจากการขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ หรือจากเงินกู้ยืม ในขณะที่องค์กรไม่แสวงหากำไรจะไม่เหมือนกัน คือรายได้เกือบทั้งหมดมาจากเงินบริจาคหรือทุนสนับสนุนทั้งจากส่วนบุคคล รัฐบาลหรือองค์กร ดังนั้นแหล่งของเงินทุนนั้นจึงเป็นตัวบ่งบอกว่าองค์กรนั้นจะใช้เงินได้ในทิศทางใด เนื่องจากองค์กรไม่แสวงหากำไรได้รับเงินจากผู้บริจาค ดังนั้นจึงได้รับการคาดหวังที่จะใช้เงินทุนนั้นในทางที่จะเกิดผลประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งองค์กร และเนื่องจากองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรไม่สามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงมีอิสระในการใช้เงินได้น้อยกว่าองค์กรที่แสวงหาผลกำไร ทำให้ต้องมีการรายงานการใช้เงินให้กับสาธารณชนและผู้บริจาคให้ทราบเป็นระยะ

องค์กรที่แสวงหาผลกำไรจะต้องเสียภาษีในรูปแบบที่ขึ้นอยู่กับประเภทขององค์กร เช่น IRS จะคิดภาษีเงินได้ของธุรกิจขนาดเล็กส่วนมากจะเป็นแบบเจ้าของคนเดียวหรือมีหุ้นส่วนในนวิธีเดียวกันกับการคิดภาษีของบุคคลธรรมดา และเจ้าของจะต้องรับผิดชอบหนี้สินที่เกิดขึ้นในธุรกิจทั้งหมด ในขณะที่องค์กรไม่แสวงหากำไรสามารถไปลงทะเบียนขอละเว้นการเสียภาษีรายได้ (tax-exemption) ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ และถ้าหากลงทะเบียนภายใต้มาตราภาษี 501(c)3 แล้วองค์กรก็จะสามารถเสนอสิทธิประโยชน์ในการหักภาษีเงินบริจาคให้กับผู้บริจาคได้

ในหลายปีที่ผ่านมามีองค์กรแบบผสมระหว่างองค์กรทั้ง 2 ประเภท โดยมีองค์กรไม่แสวงหากำไรบางแห่งก็พยายามจะหารายได้เข้าอย่างสม่ำเสมอ และองค์กรที่แสวงหากำไรบางแห่งก็อยากจะให้กำไรนั้นกลับไปช่วยเหลือชุมชน ตัวอย่างองค์กรประเภทนี้ได้แก่ Goodwill ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่เรารู้จักกันดี จะรับของบริจาคไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ของใช้ และอื่น ๆ แล้วนำไปขายให้กับผู้บริโภคในร้านค้าปลีกขององค์กร โดยจะนำรายได้ที่ได้จากการขายของเหล่านั้นไปใช้ในกิจกรรมและการประกอบการขององค์กรเพื่อประโยชน์แก่ชุมชน ส่วนร้านอาหาร Chick-fil-A ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างขององค์กรแบบผสม จะนำผลกำไรจากการประกอบการขายอาหารส่วนหนึ่งที่ได้ไปช่วยเหลือสาธารณกุศล

บุคคลากรในองค์กรทั้งสองประเภทจะมีความแตกต่างกัน องค์กรที่แสวงหากำไรส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ได้รับเงินค่าตอบแทน ซึ่งอาจจะมีเด็กฝึกงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนมาทำงานด้วยเป็นบางครั้ง ในขณะที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรมักจะจ้างคนงานจำนวนน้อยและมีบุคคลากรส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครที่ไม่มีค่าตอบแทน

ทีเนี้ยก็พอจะเข้าใจแล้วนะคะว่าองค์กรทั้งสองประเภทมีลักษณะความแตกต่างอย่างไร รัฐบาลลุงแซมมีความเข้มงวดมากในเรื่องของการจัดรูปแบบองค์กรให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ และทำตามข้อกำหนด จากประสบการณ์ของผู้เขียนหลายองค์กรที่ไม่ได้ทำให้ถูกต้องหากโดนตรวจสอบ และไม่มีเหตุผลดี ๆ ให้เจ้าหน้าที่ก็จะต้องเสียค่าปรับมากมายทั้งในรูปของการเสียภาษีย้อนหลังและค่าปรับอื่น ๆ บางครั้งก็มีการสูญเสียสถานะของการละเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ไปก็มี

อธิบายเสียยืดยาวเรื่ององค์กรไป ทีเนี้ยก็กลับมาตอบคำถามเรื่องการหักภาษีจากเงินบริจาคอย่างที่มีผู้อ่านถามมากันดีกว่า การบริจาคส่วนใหญ่จะเป็นให้กับองค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งทุกวันนี้ท่านผู้อ่านคงจะได้พบเห็นองค์กรไม่แสวงหากำไรอยู่หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางศาสนาต่าง  ๆ องค์กรช่วยเหลือทางผู้ด้อยโอกาส องค์กรที่อนุรักษ์ธรรมชาติ องค์กรที่เป็นที่รวมของชุมชน กลุ่มคน หรือกลุ่มธุรกิจ หลายท่านก็ได้ให้เงินบริจาคให้ไป และได้นำใบเสร็จมาเพื่อหักภาษี แต่ในหลายครั้งใบเสร็จเหล่านั้นกลับใช้หักภาษีไม่ได้ เนื่องจากเหตุผลหลายประการ เช่น องค์กรที่เราบริจาคเงินไปไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ IRS ในฐานะองค์กรที่ผู้บริจาคสามารถหักภาษีได้ บางองค์กรก็อาจจะขึ้นทะเบียนไม่ต้องเสียภาษีองค์กรแต่เงินบริจาคสามารถหักภาษีได้เพียงบางส่วนก็มี ดังนั้นองค์กรที่จดทะเบียนกับรัฐเป็นแบบไม่แสวงหากำไร (nonprofit) เป็นเพีงการสร้างสถานะนิติบุคคลเท่านั้น ถ้าหากจะต้องการสถานะองค์เป็นแบบขอยกเว้นภาษีเงินได้จะต้องไปจดทะเบียนกับ IRS ขอเป็น tax-exemption ก่อนค่ะ

โดยส่วนใหญ่แล้วองค์กรที่เงินบริจาคสามารถนำไปหักภาษีได้จะต้องมีสถานะเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (tax exemption) ประเภท 501 (c) 3 ซึ่งเงินบริจาคจะหักภาษีได้ 100% ดังนั้นถ้าคุณต้องการจะบริจาคเพื่อนำไปหักภาษีก็ควรจะต้องตรวจสอบองค์กรนั้นก่อนว่ามีสถานะถูกต้องเช่นนั้นหรือไม่ โดยดูจากเวบไซด์ขององค์กร (ถ้ามี) ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการระบุสถานะองค์กรในเวบไซด์ หรือจะขอดูเอกสารจากเจ้าหน้าที่องค์กรก็ได้ ตามกฏหมายแล้วเจ้าหน้าที่ขององค์กรจะต้องพร้อมที่จะแสดงใบรับรองสถานะองค์กรทุกเมื่อที่ผู้บริจาคเงินร้องขอ หรืออาจจะโทรไปสอบถามที่ IRS เบอร์ 800-829-1040 หรืออาจจะเข้าไปตรวจหาชื่อขององค์กรนั้นทางออนไลน์ได้ที่ https://apps.irs.gov/app/eos/ ค่ะ

หลังจากเมื่อท่านได้ทำการบริจาคแล้ว ท่านจะต้องเก็บใบเสร็จหรือเอกสารยืนยันจากองค์กรว่าได้รับของบริจาคที่มีมูลค่านั้นเรียบร้อย เพื่อจะได้นำเอกสารดังกล่าวไปเป็นหลักฐานในการหักภาษีประจำปีของท่านด้วยค่ะ

นอกเหนือจากการตรวจสอบสถานะขององค์กรเพื่อให้แน่ใจว่าเงินบริจาคของท่านสามารนำไปหักภาษีได้แล้ว ท่านก็ควรจะตรวจสอบความน่าเชื่อถือขององค์กรเพื่อให้แน่ใจว่าความตั้งใจอันบริสุทธิ์ของท่านที่ได้เสียสละทรัพย์สินส่วนตัวให้กับผู้ด้อยโอกาสหรือประโยชน์ส่วนรวมนั้นจะไปเกิดผลอย่างที่ท่านตั้งใจจริง โดยท่านสามารถตรวจสอบทางการติดตามจากข่าวกิจกรรม การแสดงเอกสารการยื่นภาษีและงบการเงินระหว่างปี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสาธารณะซึ่งองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ตั้งมาเพื่อประโยชน์ชุมชนจะต้องมีไว้แสดงเพื่อความโปร่งใส และเป็นเงื่อนไขของการรักษาสถานะยกเว้นการเสียภาษีของตามกฏของ IRS อีกด้วย ดังนั้นท่านมีสิทธิ์ที่จะขอตรวจสอบทุกเมื่อค่ะ

ก่อนจากไปขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์สำหรับชาวแคลิฟอร์เนีย ในวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคมนี้ จะมีการเลือกตั้งนายกสมาคม Thai-American and Asian Alliance แห่งซานดิเอโก้ ที่วัดพุทธจักรมงคลรัตนาราม เมือง Escondido เวลา 09.00-15.00 น. ท่านสามารถไปลงคะแนนเลือกตั้งได้โดยนำบัตร ID หรือใบขับขี่ของรัฐแคลิฟอร์เนียหรือพาสปอร์ตมาแสดง ผู้ลงคะแนนสามารถเป็นคนไทย อเมริกันหรือเอเชีย ถ้าท่านมีโอกาสไปทางนั้นก็ไป่วยกันเลือกคนที่ท่านเห็นว่าดีมาทำงานให้ชุมชนไทยของซานดิเอโก้กันนะคะ

หากท่านมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับเนื้อหาในบทความ อยากจะถามคำถามในกรณีส่วนตัวท่านสามารถโทร.มาสอบถามกับผู้เขียนได้ที่เบอร์ (850)598-1709 หรือ (626)999-4751 หรือจะอีเมลมาหาผู้เขียนที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.ก็ได้ค่ะ หากผู้เขียนไม่ได้รับสายก็ฝากข้อความไว้ได้ จะติดต่อท่านกลับไปภายหลัง รวมทั้งถ้าอยากจะติดตามบทความย้อนหลังก็สามารถติดตามได้ที่เวบไซด์ของหนังสือพิมพ์เสรีชัย http://www.sereechai.com/ คอลัมน์ “เรียนรู้เมื่ออยู่เมืองลุงแซม”

อ้างอิง: http://smallbusiness.chron.com/non-profit-organization-vs-profit-organization-4150.html