Get Adobe Flash player

กฏหมาย RAISE Act กับการได้กรีนการ์ดที่เปลี่ยนไป โดย วลัยพรรณ เกษทอง

Font Size:

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ช่วงนี้มีข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งที่จะมีผลกระทบโดยตรงกับชุมชนไทยของเราโดยตรงคือ เรื่องที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกแถลงการณ์ว่าจะผลักดันกฏหมาย RAISE Act ซึ่งจะให้กรีนการ์ดแก่คนขออพยพเข้ามาโดยถูกกฏหมายน้อยลง วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่ากฏหมาย RAISE Act คืออะไรและมีที่มาที่ไปอย่างไรกัน

กฏหมาย RAISE Act นั้นมีชื่อเต็ม ๆ ว่า Reforming American Immigration for a Strong Economy Act เป็นร่างกฏหมายที่ถูกผ่านเข้าไปสู่วุฒิสภาของสหรัฐเพื่อที่จะลดระดับของการเข้าเมืองโดยถูกกฏหมายมายังประเทศสหรัฐอเมริกาโดยวุฒิสมาชิกของพรรครีพับลิกัน 2 ท่านคือนาย ทอม คอตตันและนายเดวิด เพอร์ดิว กฏหมายนี้จะตัดการอพยพเข้าเมืองโดยถูกกฏหมายที่ไม่สามารถควบคุมได้ลงครึ่งหนึ่งจากระดับที่มีคนได้รับกรีนการ์ดมากกว่า 1 ล้านคนต่อปีไปเป็นเพียง 5 แสนคนต่อปี ร่างกฏหมายนี้ได้ถูกนำขึ้นมาเสนอเป็นครั้งแรกแก่วุฒิสภาในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 แต่ประธานาธิบดีทรัมป์และวุฒิสมาชิกทั้ง 2 ได้นำเอาแบบที่แก้ไขใหม่ออกมาเสนอต่อสาธารณชนที่ทำเนียบขาวในต้นเดือนสิงหาคมนี้ รัฐบาลของปธน.ทรัมป์พยายามที่จะโน้มน้าวว่าร่างกฏหมายนี้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงระบบกฏหมายด้านการอพยพในสหรัฐอเมริกาในครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งการที่ร่างกฏหมายนี้จะผ่านหรือไม่ก็ยังเป็นเรื่องที่คาดเดากันได้ยากอยู่ค่ะ

ว่าด้วยตัวร่างกฏหมายนี้ หากผ่านก็จะตัดจำนวนผู้ที่ได้รับอนุมัติการอพยพเข้ามาอยู่โดยถูกกฏหมายถึงครึ่งหนึ่ง โดยจะลดจำนวนของกรีนการ์ดที่ออกเป็นปกติประมาณปีละ 1 ล้านใบเหลือเพียงประมาณ 5 แสนใบ กฏหมายนี้ยังยกเลิกเส้นทางการที่พี่น้องหหรือลูกของซิติเซ่นที่บรรลุนิติภาวะ แล้วหรือผู้อยู่อาศัยถาวรอย่างถูกกฏหมายมาทำเรื่องของสถานะการเป็นพลเมืองถาวรตามกฏหมาย (LPR) หรือได้รับกรีนการ์ด รวมทั้งยังจะจำกัดจำนวนการรับผู้ลี้ภัย (refugee) เพียง 5 หมื่นคนต่อปีและยกเลิกล๊อตเตอรี่กรีนการ์ดอีกด้วย

การจะผ่านร่างกฏหมายนี้ไม่ใช่จะทำได้ง่ายนะคะ เพราะว่ามีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน ฝ่ายที่สนับสนุนก็คือกลุ่มผู้สนับสนุนปธน.ทรัมป์ซึ่งชอบนโยบายแบบที่มีความเข้มงวดมากขึ้น เช่น กลุ่ม NumbersUSA และกลุ่ม Federation of American Immigration Reform ทรัมป์กล่าวว่ากฏหมายนี้จะช่วยปกป้องคนทำงาน เพราะการหลังไหลเข้ามาโดยไม่มีการควบคุมอย่างเช่นในระบบปัจจุบันทำให้เกิดแรงกดดันต่อค่าแรงของคนงาน การเปลี่ยนแปลงจากระบบปัจจุบันที่มีแต่ผู้อพยพทักษะความสามารถต่ำ ไปใช้ระบบการพิจารณาจากทักษะจะทำให้ประเทศได้ประโยชน์มากขึ้น ประหยัดเงินมากขึ้น เพิ่มค่าแรงของคนงานและช่วยครอบครัวที่กำลังเดือดร้อน รวมทั้งครอบครัวของผู้อพยพที่กำลังเลื่อนระดับฐานไปอยู่ในกลุ่มคนชั้นกลางด้วย”

ส่วนฝ่ายที่คัดค้านก็เป็นกลุ่มทางฝ่ายพรรคเดโมแครตและคนในกลุ่มของพรรครีพับลิกันบางคน นายทอม เปเรซ ประธานของกรรมการพรรคเดโมแครตแห่งชาติได้กล่าวว่า “ทรัมป์ต้องการจะแยกชุมชนออกจากกันและทำโทษครอบครัวผู้อพยพซึ่งในปัจจุบันได้สร้างมูลค่าแก่เศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก” ศูนย์กฏหมายการเป็นพลเมืองแห่งชาติหรือ (NILC) ซึ่งได้มีส่วนเข้ามาช่วยให้ความรู้ทางกฏหมายแก่ชุมชนไทยหลายครั้งก็คิดว่าร่างกฏหมายนี้โหดร้ายและผิดวิสัยความเป็นอเมริกัน และได้ออกแถลงการณ์ว่า “ร่างกฏหมายนี้อาจจะทำร้ายสถาบันครอบครัวอย่างรุนแรง จากการที่ไปขัดขวางการที่คนในครอบครัว เช่น ปู่ย่าตายาย พ่อแม่หรือพี่น้องจะสามารถมาอยู่ด้วยกันโดยผ่านการอพยพเข้ามาในประเทศฯ” แม้นายอเล็กซ์ นาวราสเตะ ผู้วิเคราะห์นโนยบายเกี่ยวกับการเป็นพลเมืองของสถาบันคาโต้ ก็คิดว่า กฏหมายนี้ “ไม่ได้ทำอะไรที่จะเพิ่มจำนวนการอพยพของผู้มีทักษะ แต่จะเพิ่มจำนวนสัดส่วนของผู้ถือกรีนการ์ดผ่านการจ้างงานเพิ่มขึ้นเท่านั้นโดยตัดการได้รับกรีนการ์ดในประเภทอื่น กล่าวได้ว่ามันเป็นเพียงแค่การตลาดที่หลอกลวงเท่านั้น”

ตอนนี้มีหลายประเทศที่ใช้ระบบกฏหมายแบบ RAISE act นี้ เช่น ประเทศแคนาดาและออสเตรเลีย เป็นต้น ระบบนี้หลักการก็คือจะใช้ความสามารถ (merit-based systems) เป็นตัวกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับอนุมัติให้มาเป็นพลเมืองค่ะ ซึ่งพวกนี้จะไม่มีผลกับการได้รับกรีนการ์ดของครอบครัวของซิติเซ่นในระดับที่ใกล้ชิด (priority class 1) อันได้แก่ คู่สมรส และบุตรผู้เยาว์ (ไม่เกิน 18 ปีในวันที่ยื่นเรื่อง) ยังเป็นเหมือนเดิม ผู้ที่ได้รับผลทบในกลุ่มของการได้กรีนการ์ดจากการเป็นครอบครัว มีแต่ครอบครัวส่วนขยาย เช่น พี่น้อง ปู่ย่าตายาย หรือบุตรที่บรรลุนิติภาวะเท่านั้นค่ะ 

อย่างที่บอกนะคะว่าตอนนี้ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ ตอนนี้เราก็ยังถือใช้ระบบกฏหมายปัจจุบันกันต่อไป แต่พวกเราชาวไทยก็ควรจะใส่ใจติดตามกับเรื่องนี้ให้มาก เพราะผลกระทบโดยตรง หากใครมีพี่น้องหรือบุตรที่บรรลุนิติภาวะ ถ้าคิดว่าจะให้เขามาอยู่ด้วยที่นี่ก็ควรจะรีบทำเรื่องกันนะคะ เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเปลียนแปลงเมื่อไหร่ ไม่ควรแตกตื่นแต่ให้ระวังเตรียมพร้อม รวมทั้งควรจะสืบดูด้วยว่าตัวแทนที่ท่านไปเลือกนั้นสนับสนุนข้างเดียวกับท่านหรือเปล่า ท่านที่เป็นซิติเซ่นก็ควรจะไปเลือกตั้งตัวแทนที่เขาสนับสนุนแนวคิดของท่าน ไม่นอนหลับทับสิทธิ์นะคะ

วันนี้ต้องขอลาไปก่อนนะคะ ก่อนจะจากกันขอย้ำอีกครั้งว่าผู้เขียนไม่ได้เป็นทนายอิมมิเกรชั่นนะคะ เรื่องราวที่นำมาเล่าก็เป็นเรื่องที่หาอ่านได้ในเวบไซด์ทั่วไปหรือจากเวบไซด์ที่อ้างอิงมา ถ้าท่านมีปัญหาเฉพาะในเคสของท่านควรจะปรึกษาทนายอิมมิเกรชั่นที่มีไลเซ่นอนุมัติให้คำปรึกษาทางกฏหมายและเป็นตัวแทนของท่านในรัฐนั้น ๆ ได้ เพราะเขาจะแนะนำให้ท่านไปในทางที่ถูกต้อง “เฉพาะในเรื่องของท่าน” ไม่ใช่อย่างทำตามอย่างกันไปเหมือนที่บางครั้งเราก็เห็นในกันอยู่นะคะ แน่นอนที่ว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาหรือขอให้ทนายทำเรื่องให้ แต่รับรองว่าเมื่อเทียบกับความถูกต้องและเวลาที่เสียไป คุ้มแน่นอนค่ะ

บทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปไม่ใช่เป็นการให้คำแนะนำ หากท่านมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาในบทความ อยากจะถามคำถามในกรณีส่วนตัวท่านสามารถโทร.มาสอบถามกับผู้เขียนได้ที่เบอร์ (850)598-1709 หรือ (626)999-4751 หรือจะอีเมลมาหาผู้เขียนที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. ก็ได้ค่ะ หากผู้เขียนไม่ได้รับสายก็ฝากข้อความไว้ได้ จะติดต่อท่านกลับไปภายหลัง รวมทั้งถ้าอยากจะติดตามบทความย้อนหลังก็สามารถติดตามได้ที่เวบไซด์ของหนังสือพิมพ์เสรีชัย http://www.sereechai.com/ คอลัมน์ “เรียนรู้เมื่ออยู่เมืองลุงแซม”

อ้างอิง:   https://en.wikipedia.org/wiki/RAISE_Act