Get Adobe Flash player

เรื่องที่กระทบหัวใจ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารในโลกโซเชียลมีเดีย คงเคยได้ดู หนังสั้น 9 นาทีเศษๆ เรื่อง “เดือน...เพ็ญ” ซึ่งเป็นกิจกรรมของเด็กๆ โรงเรียนบ้านสร้างก่อ อุดรธานี บทโดย ด.ญ.พลอยไพลิน ขันอาษา นำแสดงโดย ดญ.น้ำทิพย์ เวฬุนาวิน

เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงในชนบทภาคอีสาน ที่ถูกมองว่ายากจน สกปรก มาโรงเรียนสาย หลับในห้องเรียน เพื่อนรังเกียจ ถูกครูเอานิ้วจิ้มหน้าผา

ก ตราหน้า ที่หน้าชั้นว่า “ปึกแล้วก็ยังปึกอีก แอบเอาอาหารกลางวันที่โรงอาหารใส่ถุง หนีโรงเรียนกลับบ้านตอนพักเที่ยง

ถูกเพื่อนฟ้อง ครูตามไปดู พบว่าก่อเตาฟืนเอาอาหารมาอุ่นเติมน้ำ แล้วป้อนให้หญิงชรา ในกระท่อม ที่โกโรโกโส

ครูเข้าไปกอด แล้วกล่าวคำพูดว่า “เดือน ครูขอโทษลูก”

หนังเรื่องนี้จบลงด้วยความรู้สึกที่บาดหัวใจอย่างเจ็บปวด

มีผลงานหนังสั้นอีกชิ้นหนึ่ง “แม่เจน ลูกจูน” หรือ “My Beautiful Woman” เป็นเรื่องของนักศึกษาสาวชั้นปีที่ 4 ที่ถูกนินทาว่ามีลูกกับเสี่ยตั้งแต่อายุ 18 ปี

วันนั้น เธอเลิกเรียนรีบวิ่งไปร่วมงานวันแม่ ที่เจนต้องนั่งหน้าเวที ไปทำหน้าที่แม่ เพื่อรับมาลัยจากลูกสาว “นองจูน” ในโรงเรียนชั้นอนุบาล  

แล้วนึกย้อนไปถึงวันที่เธอเก็บ จูน มาจากกองขยะ แล้วนำมาเลี้ยงดู ทั้งไปเรียน ทั้งกระเตงเลี้ยงลูก ด้วยความรัก เท่าที่แม่คนหนึ่งจะมีต่อลูกคนหนึ่งได้

เพื่อนที่ห่วงใยเคยถามว่า ทำไมจึงไม่บอกทุกคนเรื่องจูน เพราะจะทำให้เธอดูไม่ดี แต่เธอตอบกลับมาว่า “ให้คนอื่นเขามองเราไม่ดี ยังดีกว่ามองจูนไม่ดี หรือเปล่า”

ภาพน้องจูนมอบมาลัยให้แม่ แล้วโผเข้ากอดพร้อมพูดว่า “หนูรักแม่นะ” ภาพของแม่บนร้อยยิ้มที่เปื้อนน้ำตา เป็นฉากจบ

น่าจะเป็นหนังสั้นที่ดีที่สุดที่เคยดู

ทั้งสองเรื่องที่ยกมา กระทบหัวใจของผู้คน บนความแตกต่างของต้นทุนชีวิตอย่างเหลือเกิน

ทุกคนในสังคม ย่อมเคยผ่านทุกข์สาหัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ในบางเวลาอยากมีใครสักคน เพียงเพื่อมาจับไหล่ ก็พอให้ทุกข์นั้นเบาบาง

สังคมจึงอยากเห็นและโหยหาการหยิบยื่นความเมตตา เกื้อกูล ให้แก่กัน

เหมือนน้องเดือนเพ็ญ เด็กหญิงผู้โดดเดี่ยว แต่ตอนจบก็ได้รับความเข้าใจอย่างถ่องแท้จากครู และเชื่อว่า ต่อจากนี้เธอคงได้รับการดูแลหัวใจดวงน้อยที่แสนว้าเหว่ให้ดีขึ้น

หรือชะตากรรมของน้องจูน ที่รอดชีวิตอย่างหวุดหวิดจากการถูกทิ้งในกองขยะ สู่อ้อมอกหญิงสาวที่มาทำหน้าที่แม่อย่างสมบูรณ์ ด้วยความรักสุดหัวใจ

ในภาพที่ตัดกันเหมือนสีขาวกับสีดำ เหมือนความดีงามกับความโหดร้าย และเป็นภาพจริงที่เกิดในสังคมคนเมืองกรุง...

เมื่อมีคลิปวิดีโอ รถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนรถ “มินิคูเปอร์ สีเหลือง” เพียงเล็กน้อย

เจ้าของรถเป็นหนุ่มรูปงาม แต่งตัวดี ลงมาจากรถพร้อมเพื่อนที่คุมเชิงอยู่ เดินไปกระชากคอหนุ่มมอเตอร์ไซค์ มาให้ดูรอยที่เฉี่ยวชน พร้อมกับชกเข้าที่ใบหน้าสามครั้ง จนดั้งจมูกหัก

ในขณะที่ยังหิ้วคอเสื้อ และคู่กรณีไม่แสดงอาการว่าจะตอบโต้  

ทั้งยังบังคับให้ “กราบรถกู” จนชายคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ ตะโกนออกมาว่า

 “เฮ้ย! แจ้งตำรวจซิ ทำร้ายร่างกายได้ไงเล่า”

ต่อมาทราบว่า เจ้าของรถมินิคูเปอร์ คือนาย "น๊อต อัครณัฐ" อริยฤทธิ์วิกุล อายุ 28 ปี เป็นดารา นักจัดรายการโทรทัศน์ชื่อดัง

ส่วนคู่กรณีที่ขับมอร์เตอไซค์ คือนายบอย กิตติศักดิ์ สิงโต อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่สรรพากร ตลิ่งชัน

คลิปที่กระทบจิตใจผู้คนนี้ แพร่ไปอย่างรวดเร็ว และมีผู้เข้ามาดู มาแสดงความเห็นสูงสุด ทุกคนต่างเจ็บแค้นจากการกระทำที่คิดว่าตน “เหนือมนุษย์”

แม้กระทั่งนักคิดอย่าง นายวิกรม กรมดิษฐ์ ก็ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

"ผมไม่เห็นด้วยกับการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้มี แต่กลับกลายมาเป็นการทำร้ายร่างกายคนที่เขาไม่แสดงการขัดแย้งอะไรเลย ไม่รู้ว่าคุณคนนี้แกใหญ่โตมาจากใหน ถึงแสดงความป่าเถือนต่อหน้าสาธารณชนได้ถึงขนาดนี้ หากเป็นคนไร้การศึกษาก็อาจพอเข้าใจได้ แต่ได้ข่าวว่าจบถึงจุฬาและมีอาชีพเกียวกับสื่อสาร แถมยังได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นอีก ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วงสังคมไทยเราจริงๆ ว่าความเห็นแก่ตัว แล้วมักจะทำความเดือดร้อนรุนแรงกับคนที่อ่อนแอกว่า ถือเป็นเรื่องที่สังคมหรือองค์กรที่ว่าจ้างคนจำพวกนี้ ไม่ควรปกป้องพฤติกรรมป่าเถื่อนที่โลกปัจจุบันรับไม่ได้ สังคมไทยต้องรักษาความยุติธรรมและสงบสุขด้วยกันไม่ควรมีที่ยืนให้กับคนเถื่อนเหล่านี้ครับ"

เช่นเดียวกับ  "ต๊ะ นารากร ติยายน" ผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีนี้ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า 

"น๊อต อัครณัฐ เจ้าของวลี กราบรถกู พูดกับสื่อเมื่อคืนนี้ตอนตี 1 ผลจาก กราบรถกู มีคนคอมเมนท์ ด่ากันเยอะในโลก social ต๊ะจะไม่ขยี้ในประเด็นนั้น

แต่จะขอพูดถึง กระบวนการสร้างคนให้เป็นสินค้าของแกรมมี่ น๊อต เป็นหนึ่งในสินค้าที่แกรมมี่สร้างมา เพื่อเป็นพิธีกรในรายการทีวี จากนั้นเมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่วัยรุ่นก็ได้มาเล่นละคร มีเด็กวัยรุ่นมากมายที่เติบโตมาจากระบบนี้ คือจะมีคนที่ทำหน้าที่หาเด็กๆ ทั้งหญิงชาย ที่หน้าตาเข้าที บุคลิกเข้าท่า แล้วจับมาฝึกทักษะต่างๆ ทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร ดีเจ เด็กคนไหนผลงานดีมี FC มาก ก็จะได้รับการดูแลเยี่ยงเทวดา ในแกรมมี่มีงานตำแหน่งหนึ่งที่เรียกว่า ฝ่ายดูแลศิลปิน คนพวกนี้แหละ จะทำหน้าที่รับคำสั่งจากผู้ใหญ่และมามอบหมายศิลปินอีกทีนึง กระบวนการสร้างคนให้เป็นสินค้าแบบนี้แหละ ทำให้คน “โต” อย่างผิดธรรมชาติ จึงเกิดอาการหลงชื่อเสียง คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์พิเศษ เกิดอาการตามอารมณ์ตัวเองไม่ทัน แบบเจ้าน๊อต กราบรถกู ล่าสุดฝ่าย PR แกรมมี่ออกมายกเลิกการแถลงข่าวที่ชั้น 30 ตึกแกรมมี่ แสดงว่าแกรมมี่ตัดหางปล่อยวัดสินค้าตัวนี้เรียบร้อยแล้ว ฮึๆๆๆ"

ต่อมาบริษัท จีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด ต้นสังกัด ก็ออกมาประกาศว่า

"จากเหตุการณ์การเผยแพร่คลิปพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของ น็อต อัครณัฐ ผ่านทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้นบริษัท จีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด ในฐานะต้นสังกัด รู้สึกเสียใจกับการกระทำดังกล่าวเป็นอย่างยิ่งและเห็นถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จากฐานะการเป็นพิธีกรและนักแสดงซึ่งควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน บริษัทฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับกรณีที่เกิดขี้น โดยได้พิจารณาถึงบทลงโทษ เพื่อจะได้ไม่เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชนและสังคม ตามนโยบายของบริษัทฯ ที่ไม่สนับสนุนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยมีข้อสรุปว่า บริษัทฯ ได้ยกเลิกสัญญาการเป็นพิธีกรและนักแสดง ในสังกัดของบริษัทฯ และขอยุติการทำงานทุกประเภทของ น็อต อัครณัฐ โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปบริษัท จีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด 7 พฤศจิกายน 2559"

เช่นเดียวกับ สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ซึ่งน็อตเป็นพิธีกรอยู่ คือรายการ ‘Thailand Science Challenge’ รวมถึงการแสดงละครโทรทัศน์อยู่อีก 1 เรื่องคือ “ก๊วนสืบหลังเลิกเรียน” ก็มีประกาศออกมาว่าจะระงับการออกอากาศผลงานทั้งหมดของน็อต อัครณัฐ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่เป็นแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมแก่เด็กและเยาวชน โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

คลิปของน็อด ถูกพูดถึงตั้งแต่ระดับชาวบ้านร้านตลาด ไปจนถึง ผบ.ตร.แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี

บางคนกล่าวโทษว่า น็อต ได้ถูกสังคมพิพาษาเกินกว่าเหตุ

แต่จริงๆ แล้วสังคมไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำ นอกจากแสดงความรู้สึกเจ็บไปพร้อมๆ กับหนุ่มมอเตอร์ไซค์ ที่ถูกชกหน้าแต่กระทบหัวใจ สร้างความรู้สึกร่วมในความเจ็บปวดต่อค่าความเป็นมนุษย์

ยิ่งเอาทนายเข้ามาร่วมแสดง ว่าข้าใหญ่ ไปโชว์ภาพกวาดวัดเพื่อกลบข่าว ว่าข้าเป็นคนดี ยิ่งเข้ารกเข้าพง ไปกันใหญ่

การที่น็อตกล่าวว่า "ถ้ารู้จักผมจริงๆ ถ้าเคยเชื่อในตัวผม ขอร้องนะครับอย่าเพิ่งไปไหน อย่าเอาคลิปแค่นาทีครึ่งมาตัดสินผม"

คำตอบคือ นาที่ครึ่งก็เกินพอ เพราะไม้ขีดก้านเดียว ก็เผาเมืองได้ทั้งเมือง เหนี่ยวไกครั้งเดียว ก็ทำลายชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ ไหนเลย นาทีครึ่งจะไม่เพียงพอที่จะทำลายตัวเองให้ย่อยยับ

มีคนบอกว่า “สงสาร บัวขาว จริงๆ ต่อยแทบตายกว่าจะดัง “ไอ้น็อต” ต่อยแค่สามหมัด ดังเป็นพลุแตก

และยังเป็นบทเรียนที่สอนใจคนดังทั้งหลายได้รู้ว่า ที่คิดว่าตนเหนือคนอื่น วิเศษกว่าคนอื่น ให้สำนึกว่าในโลกใบนี้ ไม่มีใครเหนือใคร ไม่มีใครจะยอมให้ใครเหยียบย่ำได้ตามใจชอบ.