Get Adobe Flash player

นักการเมืองทางเลือกใหม่ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

คนที่ติดตาม สนใจการเมืองอย่างใกล้ชิดในประเทศไทย มักจะถูกแบ่งฝ่ายว่าเป็นพวกเสื้อเหลือง เสื้อแดง และพวก “สลิ่ม” ในความหมายของคนหลายสี โดยเปรียบกับขนม “ซ่าหริ่ม” ที่มีลักษณะเป็นเส้นที่มีหลายสี

และคิดว่า คนไทย คงถูกจัดอยู่ในพวกใดพวกหนึ่ง ในจำนวนเหล่านี้

แต่ในขณะเดียวกัน ก็อย่าเพิ่งมองข้ามคนไทยอีกจำพวกหนึ่ง ที่ก้าวพ้นความเป็น “สีเสื้อ” เคารพความถูก และแยกแยะความผิดออกเป็นเรื่องๆ ไปไม่ใช่ฝ่ายฉันจะต้องถูกเสมอ แต่ถ้าเป็นฝ่ายคุณ ทำอะไรก็ผิด และมองสิ่งที่เห็นและเป็นไปด้วยความรู้สึก เหนื่อยหน่ายกับความล้าหลังของบุคคลในการเมือง โดยมองว่าพวกเขาไม่คิดที่จะก้าวไปให้ทันโลก ที่ล่วงหน้าไปไกลมากแล้ว

อาจมีบางคน บางกลุ่ม ที่ยอมจำนนอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ แม้ไม่เคยจะชอบระบอบนี้ แต่ความไม่มีทางเลือกของประชาชน ก็ยังคิดว่า “เผด็จการ” น่าจะเลวน้อยกว่ากลุ่มการเมืองสองสามฝ่ายที่มีอยู่ในประเทศ

แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ยังไม่เคยเลิกหวังในระบอบประชาธิปไตย เพราะระบอบนี้ในภาคทฤษฎีได้ให้โอกาสกับหนึ่งคน มีค่าเท่ากับหนึ่งเสียงของตน

แม้วันนี้จะยังไม่ใช่ ในสิ่งที่ต้องการ แต่ก็ยังมีความหวังที่จะไปถึงจุดนั้น

และไม่ยอมถูก “สนตะพาย” จากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

โอกาสนี้ จึงยังมีความหวังทางเดียวคือเฝ้ามองไปที่ ผู้คนชุดใหม่ ผู้ที่เกิดมาเป็นคนที่มุ่งทำชีวิตให้เป็นประโยชน์ มีจิตอาสา พร้อมจะนำความรู้ความสามารถของตน เข้ามาทำงานให้กับบ้านเมืองและประชาชน ในจุดต่างๆ ของประเทศ รวมทั้งมาทำงานการเมือง “เป็นนักการเมืองทางเลือกใหม่” โดยไม่เสียเวลากับการสร้างภาพเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่น จิกด่า หรือตอบโต้รายวันกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จนแยกไม่ออกไม่รู้ว่าใครดีใครชั่ว

เมื่อวันอาทิตย์ อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์บ้านเมืองแล้วหดหู่ใจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุประมาณว่า ในพรรค ปชป.ไม่มีใครที่เข้าร่วมเคลื่อนไหว กับ กปปส. เพราะลาออกจากพรรคไปแล้ว ส่วนถ้ามีเลือกตั้งเมื่อใดสมาชิกของพรรคจะกลับมารวมตัวกัน เพราะทุกคนอยากกลับมาเป็นสมาชิกของพรรคเหมือนเดิม

ซึ่งนี่ก็เป็นการแก้ตัวไปแบบน้ำขุ่นๆ ที่ขาดความรับผิดชอบ

เข้าทาง นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด จากพรรคเพื่อไทย ได้ทีออกมาขยายผลว่า สังคมได้ตั้งคำถามมาตลอดว่า ปชป.กับ กปปส.คือกลุ่มเดียวกันหรือไม่ แต่ก็มีความพยายามสื่อสารกันว่าทั้งสองกลุ่มไม่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้นเมื่อนายอภิสิทธิ์พูดยอมรับเช่นนี้ จะเท่ากับเป็นการสารภาพคำโตหรือไม่ สังคมน่าจะมองภาพออกและเข้าใจมากขึ้น

และว่า ปชป.บอยคอตการเลือกตั้ง แล้ว กปปส.ก่อจลาจลขัดขวางการเลือกตั้ง แยกกันเดิน รวมกันตี ชัตดาวน์ประเทศ ปิดกระทรวงการคลัง ธนาคารรัฐ เพื่อไม่ให้สามารถจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว จนเป็นเหตุของการทำรัฐประหารนั้น จะร่วมกันรับผิดชอบอย่างไร เป็นทฤษฎีสมคบคิดที่มีการดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน ดำเนินยุทธวิธีสร้างความวุ่นวายอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การก่อรัฐประหารหรือไม่ ฯลฯ

ขึ้นต้นก็ดูมีเหตุมีผล แต่ก็ไม่วายที่จะพยายามโยงไปเรื่อย เพื่อให้ฝ่ายที่ถูกกล่าวถึงดูแย่ลงไปให้มากที่สุด

มาที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่ 1 กล่าวถึงการตอบโต้ทางการเมืองระหว่างนักการเมืองและพรรคการเมืองกรณีปัญหาราคาข้าวว่า รู้สึกไม่สบายใจ อยากขอร้องบรรดานักการเมืองและพรรคการเมืองสำรวมกริยาด้วยการ “ลด-ละ-เลิก” กิจกรรมทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ขัดแย้งตอบโต้กันและกัน ความจริงแต่ละคนแต่ละท่านเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติควรรู้ถึงความเหมาะสมและกาลเทศะไม่ควรต้องให้ใครมาติติง

บางเรื่องก็ทำแบบ “ปิดทองหลังพระ” บ้างก็ได้ อย่างเช่นการช่วยชาวนา ไม่ต้องชิงดีชิงเด่นชิงดัง และไม่ต้องกล่าวโจมตีกันและกันจนกลายเป็นวิวาทะทางการเมืองขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ และโซเชียลมีเดียทุกวันๆ เช่นที่ผ่านมา

ไม่ทันขาดคำ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ปชป. อดีตพวกเดียวกัน ได้ยินเข้า ก็สวนกลับทันควันเหมือนกัน แถมหาเสียงให้ตัวเองบ้างว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยแสดงความเห็นว่า เป็นการไม่เหมาะสมที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาบีบน้ำตาดราม่ารับซื้อข้าวจากชาวนา เราในฐานะอดีต ส.ส.ที่รู้ที่มาที่ไปโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็จำเป็นต้องออกมาบอกความจริงให้ประชาชนได้รับทราบ ว่าโครงการรับจำนำข้าวของชาวนาที่ล้มเหลวและมีการทุจริตในอดีตก็เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์

และว่านายอลงกรณ์ จะมาชุบตนเป็นครูระเบียบ ก็ดูเกินพอดีเพราะฐานะก็ไม่แตกต่างไปจากนักการเมืองคนอื่นๆ ควรตักเตือนแม่น้ำ 5 สาย ว่าอย่าหลงระเริงในลาภ ยศ สรรเสริญและลาภมิควรได้ให้มากนัก คำก็ปราบคอรัปชั่น สองคำก็ปราบโกง แต่ปรากฏว่าถ้าเป็นพวกเดียวกัน รุ่นเดียวกันกลับกลายเป็นข้อยกเว้นได้อย่างไร แล้วการปฏิรูปประเทศจะเดินหน้าตามคำคุยไปได้หรือ โดยเฉพาะ สปท. สนช.ด้วยกันเองกับนายอลงกรณ์ บางคนกินเงินเดือน 2 ที่ 3 ที่ไม่อายฟ้าดิน

เรียกว่าคลุกฝุ่นมั่วกันไปหมดไม่มีใครยอมเสียเปรียบใคร

จากการตอบโต้รายวันของแต่ละคน ใครเป็นฝ่ายผิด ใครเป็นฝ่ายถูก หรือผิดทั้งหมดแทบจะไม่ใช่ประเด็น

เพราะที่แย่กว่านั้นคือความจุกจิกน่ารำคาญ ที่เราๆ ท่านๆ มองว่า ล้วนเป็นพฤติกรรมของผู้ใหญ่แต่ขาดวุฒิภาวะ

เรา อยากเห็นนักการเมืองไทย มองอะไรให้ไกลตัวเองมากกว่านี้ อยากให้มองประเทศในองค์รวม ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล รวมทั้งฝ่ายที่เคยค้าน หรือเคยเป็นรัฐบาล ที่จะต้องทำงานในสายเดียวกัน ร่วมกันดูแลประเทศให้ทั่วถึง ต้องพร้อมที่จะแก้ปัญหาชาติได้ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ช่วยกันนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ใครชำนาญด้านใด ก็ทำด้านนั้นๆ ให้เกิดประสิทธิภาพ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านกฏหมาย ฯลฯ

ใครเชี่ยวชาญด้านการศึกษา ก็ทำด้านแผนการศึกษาชาติ

ลึกลงมาที่รายละเอียด เช่นด้านเกษตรกรรม อันเป็นอาชีพหลักของบ้านเรา แต่... เราเคยช่วยกันคิดบ้างไหมว่า จะปลูกข้าวแบบที่คนปลูกยากจนไปอีกนานเท่าใด เราจะปล่อยยาฆ่าแมลง สารพิษลงบนแผ่นดิน ในน้ำ ในอากาศ ไปอีกนานแค่ไหน

หรือเราจะทำการเกษตรแบบรอฟ้ารอฝน รอนางแมวไปเช่นนี้จริงนะหรือ

เราจะปลูกอะไร ขายอะไร ขายให้ใคร ที่ตลาดในตำบล ตลาดในจังหวัด ตลาดในประเทศและตลาดโลกต้องการ และทำกำไรงาม แทนที่จะดักดานกับการขายของที่ต้นทุนสูงแต่ราคาต่ำ

เราจะต้องเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจชนิดใด ที่จะสร้างรายได้ ไม่ใช่เลี้ยงเหมือนกันทั่วประเทศ ใครเลี้ยงอะไร ฉันเลี้ยงด้วย ตามกันไป จนล้นตลาด ไร้ราคา ขาดทุนแบบครบวงจร

เรื่องป่า เรื่องน้ำ เรื่องความสมดุลธรรมชาติ เราต้องการพื้นที่ป่าโดยการขับไล่ประชาชนออกนอกพื้นที่ไปอีกนานเท่าใด แทนที่จะฟื้นฟูเขาหัวโล้นที่มีอยู่ ให้เป็นป่าที่สมบูรณ์

ปีนี้น้ำท่วม อีกปีภัยแล้ง เรื่องแค่นี้ นักการเมืองหลายยุคในปัจจุบันจัดการไม่ได้

บ้านเรามีฝนมากเพียงพอ ถ้ามีระบบกักเก็บน้ำที่ดี ก็จะมีน้ำใช้ไปตลอด ส่วนปัญหาน้ำท่วม ประเทศไทยมีแม่น้ำจำนวนมาก มีทางออกสู่ทะเลที่อยู่ไม่ไกล แต่ขาดคูคลอง ขาดการการระบายน้ำจากที่สูงลงต่ำ ทำไมจึงไม่เริ่มต้น

สมัยก่อนยังมีคลองหลวง คลองหนึ่ง คลองสอง ฯลฯ สมัยนี้มีแต่ช่วยกันถมที่ สกัดกั้นทางเดินของน้ำ การบริหารจัดการของรัฐขาดประสิทธิภาพ แม้แต่เมืองบางเมืองที่อยู่บนเกาะกลางทะเล พอฝนตก ก็เกิดน้ำท่วมบนเกาะ ฯลฯ ซึ่งดูเป็นเรื่องน่าอายมาก

เรื่องต่างๆ ที่ยกมาเพียงบางส่วน และเราก็มั่นใจว่า ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนไทยรู้วิธีการแก้ปัญหากับเรื่องเหล่านี้

แต่นักการเมืองปัจจุบัน คนดีน้อยเหลือเกิน มีแต่พวกทุ่มทุนแล้วจ้องถอนทุน เอาแต่พวกพ้อง แค่ต่างพรรคก็สาดโคลนใส่กันไม่จบสิ้น มุ่งหาเสียงให้แค่ได้เข้าสภาฯ แต่ไม่คิดจะเข้าไปทำงาน

และเราก็อยากเห็นคนรุ่นใหม่ อาสาเข้ามาช่วยชาติ แทนนักการเมืองหน้าเก่าๆ น่าเบื่อหน่ายจำพวกนี้

จึงถือเป็นโอกาส ที่นักการเมืองกลุ่มเดิมๆ ที่มีพฤติกรรมที่น่าเบื่อหน่าย สร้างความเดือดร้อนรำคาญและไร้ประโยชน์

ได้เปิดทางให้เลือดใหม่ที่มีความรู้ มีวิสัยทัศน์ ได้อาสาเข้ามาทำงาน นำเสนอวิธีคิดและกระบวนการพัฒนาชาติในด้านต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมอย่างมุ่งมั่น โดยไม่คิดที่จะเล่นเกมชิงความได้เปรียบ ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร

เปิดโอกาสให้ประชาชน ได้เลือกคนเหล่านั้นเข้ามาแทนที่ เปลี่ยนภาพลักษณ์ของนักการเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ ให้เป็นน้ำสะอาด

อย่าให้ “กองทัพ” นำมาเป็นข้ออ้าง ในการทำรัฐประหาร ให้ประชาชนต้องจำใจอยู่ภายใต้แอกบนบ่า อยู่กับการปกครองที่มีแต่ข้อห้ามและคำสั่ง จนขาดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์.