Get Adobe Flash player

รัฐบาล ‘โดนัล ทรัมป์’ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐยุติลง ผลปรากฏว่า โดนัล ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน มีชัยเหนือ ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 แห่งพรรคเดโมแครต

ซึ่งผลจากป๊อปปูล่าโหวต คลินตันชนะ แต่มาแพ้ที่ อีเลคทอรัล โหวต

ก็ย่อมมีเสียงสะท้อนออกมาบ้างจากฝ่ายที่สมหวัง และฝ่ายผิดหวัง มีการชุมนุมประท้วงตามที่ต่างๆ จากคนที่ไม่อยากให้ “ทรัมป์” เป็นผู้นำประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า ในประเทศแม่แบบประชาธิปไตยเอง ความคิดของผู้คนเมื่อไม่สมหวัง ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทย ใครจะคิดว่าสิ่งที่สหรัฐเคยตำหนิคนในประเทศนั้นประเทศนี้ จะกลับมาเกิดในสหรัฐเสียเอง

แต่สำหรับนักประชาธิปไตย ชนะก็คือชนะ แพ้ก็คือแพ้ ถึงแม้จะเป็นประธานาธิบดีที่เราอาจไม่ได้เลือก แต่ก็ต้องเคารพสิทธิของคนอื่น ที่มีจำนวนผู้เลือกมากกว่า

เป็นไปได้ตั้งแต่ต้นที่ว่า สิ่งที่เราคิดอาจจะผิด และสิ่งที่คนอื่นคิดอาจจะถูก จึงควรให้โอกาส กับฝ่ายเห็นต่างที่มีเสียงมากกว่า ได้ทำงาน แม้ยังกังขาว่า ทำไมเสียงของประชาชนทั้งประเทศ จึงแพ้เสียงของตัวแทนเพียงไม่กี่ร้อยคนก็ตาม

ซึ่งตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องไปแก้ที่รัฐธรรมนูญ

เมื่อชาวอเมริกัน ได้ “โดนัล ทรัมป์” มาเป็นประธานาธิบดี ก็เป็นธรรมดาที่ผู้คนจะต้องจับตา สิ่งที่เขาหาเสียง รับปากกับประชาชนไว้

ถ้าย้อนไปเปรียบเทียบกับการเมืองในประเทศไทยตั้งแต่เกือบ 70 ปีที่ผ่านมา สะท้อนผ่านบทเพลงชื่อ “มนต์การเมือง” แต่งโดย  “สุเทพ โชคสกุล” ขับร้องโดย “คำรณ สัมบุญณานนท์” ขอหยิบยกมาบางตอน

“เสียงโฆษณาของนักการเมือง ยกเอาแต่เรื่องที่ดีงามมาพูดจา เอาหนังมาฉายให้ชาวไร่ชาวนา ได้ดูได้ชมกันทั่วหน้า ระรื่นตื่นตากันทั่วไป จะสร้างไอ้โน่นจะสร้างไอ้นี่ที่ยังขาดแคลนทั่วทุกถิ่นทุกแดนฟังดูก็แสนจะชื่นใจ ถนนหนทางลำคลองจะสร้างให้มากมาย เลิกเลี้ยงวัวเลี้ยงควายจะซื้อรถให้มาไถนา.....”

ลองมาดูว่า “ทรัมป์” หาเสียงอย่างไรที่ให้ชาวอเมริกันเคลิ้ม เขาบอกว่าจะสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐฯ เม็กซิโก เพื่อป้องกันการอพยพเข้าของชาวเม็กซิกัน ที่พยายามเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ โดยทรัมป์ จะให้รัฐบาลเม็กซิโกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

คนฟังสะใจดี ซึ่งประธานาธิบดีแบบนี้ไม่เลือกไม่ได้แล้ว ซึ่งต่อมาเขาก็ยืนยันว่า จะส่งแรงงานที่ผิดกฎหมายกลับประเทศ  2-3 ล้านคน

ความคิดสร้างกำแพง ไม่ได้เป็นของใหม่เพราะ จิ๋นซี ฮ่องเต้ เคยสร้างกำแพงเมืองจีน เมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ป้องกันผู้รุกรานจากภายนอก โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยฮ่องเต้องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จ รวมระยะทาง 21,196.18 กิโลเมตร และสามารถป้องกันการรุกรานได้กว่า 2,000 ปี ก่อนที่ชาวแมนจู จะมายึดแผ่นดินได้ เมื่อปี พ.ศ. 2187 ไม่ใช่เพราะกำแพงไม่ดี แต่เพราะการแตกความสามัคคีของชาวฮั่นเอง

กำแพงยักษ์อีกแห่งคือ “กำแพงเบอร์ลิน” เพื่อปิดกั้นพรมแดนระหว่างเยอรมนีตะวันตก กับเยอรมนีตะวันออก มีความยาวแค่ 155 กิโลเมตร สร้างปี 2504 และถูกทลายเมื่อปี 2532

กำแพงทรัมป์จะสร้างสำเร็จหรือไม่ สกัดกั้นชาวเม็กซิกันได้แค่ไหน โปรดติดตาม อย่ากระพริบตา

นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังหาเสียงโดยพุ่งเป้าไปที่การยกเลิกประกันสุขภาพ โอบามาแคร์ เรื่องอะไรที่คนรวยจะต้องแบกภาระคนจน ตรรกะ ง่ายๆ แค่นี้ใครไม่เลือกทรัมป์ ก็บ้าแล้ว

อีกนโนบายที่ดุดันของทรัมป์ คือการใช้ความกลัวแบบหัวหดของชาวอเมริกัน ที่ชอบเถียงกันจนจมูกชนกัน แต่ไม่ยอมต่อยกันซะที โดยไม่ให้ชาวมุสลิมเข้าประเทศ เพราะกลัวการก่อการร้าย

ทรัมป์เอาการก่อการร้าย ไปโยงกับชาวมุสลิม จึงประกาศนโยบายห้ามมุสลิมเข้าประเทศ งานนี้ชาวผิวขาวคงชอบ แต่ต้องไม่ลืมว่าโลกปัจจุบัน คือโลกไร้พรมแดน ไม่ใช่โลกของคนผิวขาว (เท่านั้น) อีกต่อไป  

หาเสียงแล้วทำตามที่พูดได้หรือไม่ ถ้าทำได้ แค่ 3 ข้อ คือสร้างกำแพง เลิกโอบามาแคร์ ห้ามคนมุสลิมเข้าประเทศ อะไรจะตามมาบ้าง แค่คิดก็หนาว

แต่ถ้าหาเสียง แล้วทำไม่ได้ตามที่พูด ก็หนาวเหมือนกัน บอกได้เลยว่า การเมืองสหรัฐ กำลังเดินตามการเมืองไทย

เราลองมาฟังเพลงเดิม

“ดีอกดีใจแต่นี้ต่อไปคงสุขอารมณ์ ชาวนาพากันชื่นชมนิยมดังเขาพูดมา พอเป็นผู้แทนนั่งแท่นอยู่ในสภา ตั้งหลายปีที่ผ่านมาจะไถนายังต้องใช้ควาย

ถนนหนทางที่ว่าจะสร้างก็ยังไม่มี มันกินอิฐทรายกันป่นปี้ถนนจะมีกันได้ยังไง เขาเป็นผู้แทนกันยังไม่ทันเท่าไร ทรัพย์สินเงินทองมีมากมาย มันน่าแปลกใจเมื่อคิดขึ้นมา ปากบอกรักชาติ ผมฟังอนาถใจจริง  เห็นแต่เขาจะช่วงจะชิงตำแหน่งใหญ่ยิ่งกันในสภา  วิ่งเต้นหาเสียงกินเลี้ยงกันใหญ่ตามเหลาตามบาร์  บางคราวยกพวกเข้าเข่นฆ่ามันเหลือระอาผู้แทนเมืองไทย”

ยังไม่ทันเริ่มเข้ารับตำแหน่ง มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์ ดูจะอ่อนความรุนแรงลง มีลักษณะปรองดอง และประนีประนอมมากขึ้น

แต่สิ่งที่น่าห่วงใย คือด้านต่างประเทศ ถ้าทรัมป์ มุ่งผลประโยชน์ขอชาวอเมริกันมาก่อน แล้วละเลยดุลอำนาจ ปัญหาต่างๆ ในโลกก็จะตามมาไม่มากก็น้อย แล้วในที่สุด ก็จะกลับมากระทบกับอเมริกาโดยตรง

การติเรือทั้งโกลนของนักวิเคราะห์ต่างๆ อาจไม่เป็นจริงอย่างที่คิด เพราะอภิมหาเศรษฐีอย่างทรัมป์ ย่อมมีความมั่นใจเกินร้อย กับความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ ที่เขาต้องการให้เกิดขึ้น    

อย่างเช่น เรื่องของโลกร้อน ที่ทรัมป์ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เขามองว่าเป็นเพียงการแปรปรวนของธรรมชาติที่เป็นปกติ ทั้งยังเป็นเรื่องโกหก เพียงเพื่อต้องการลดความสามารถในการแข่งขัน ที่สหรัฐมีต่อนานาประเทศ

โดยทรับป์เชื่อว่า นี่เป็นแผนร้ายของจีน

นั่นหมายความว่าข้อตกลงใดๆ ที่สหรัฐทำไว้กับนานาประเทศ จะถูกละเลยโดยประเทศมหาอำนาจ ที่เป็นหัวขบวน นั่นคือสหรัฐกำลังท้าทายกฏหมายระหว่างประเทศ

สิ่งใดที่เป็นการอนุรักษ์ไว้เพื่อสิ่งแวดล้อม ทรัมป์ จะแปลงออกมาเป็นต้นทุนที่สร้างกำไรให้สหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นผืนป่าก็ดี พลังงานสะอาดก็ดี ทรัมป์ไม่เห็นความจำเป็น

ว่าไปแล้วก็น่าเห็นใจทรัมป์ เพราะปัจจุบันประเทศอเมริกา เหมือนนักธุรกิจแต่งสูท ทำตัวรวย ออกสังคมหรูหรา แต่หนี้สินล้นพ้นตัว บัตรเครดิตถูกใช้เต็มทุกใบ ถ้าเอาแต่โลกสวย มุ่งแต่ประชานิยม ไม่คิดทำมาหากินอย่างตั้งใจ อนาคตของชาติก็จะลำบาก

เอ็นจีโอ ที่เคยต่อต้านพลังงานจากถ่านหิน พลังงานนิวเคลียร์ ฯลฯ ถึงช่วงเวลาที่ทรัมป์ จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ สร้างทุกสิ่งให้เป็นสนามการค้า แปลงทุกอย่างให้เป็นเงิน จะลงมือสำรวจในทุกพื้นที่ๆ เคยอนุรักษ์ ไม่เว้นแม่อุทยานแห่งชาติ

อะไรที่เดโมแครตเคยทำ รีพับลิกันภายใต้ร่มเงาของทรัมป์ ก็จะทำในแนวตรงกันข้าม

ไม่อยากจะคุยว่า สิ่งเหล่านี้ รัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัย เคยทำมาก่อน สหรัฐเสียอีกที่ตามไทยมาห่างๆ

สำหรับเรา ประเทศไทย นโยบายของสหรัฐน่าจะกระทบไทยไม่มาก ที่สำคัญ ไทยและภูมิภาคแถมนี้ เราเริ่มมีความเข้มแข็งพอตัว ปราศจากปัญหาสู้รบในประเทศ มีการรวมกลุ่ม พึ่งพาตัวเองได้พอสมควร ที่สำคัญคือเรามีคลังอาหาร และมีการถ่วงดุลอำนาจโดยไม่พึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบลูกน้องนักเลง เราจึงเป็นผู้ดู และพร้อมที่จะกำหนดเกมการดูด้วยตัวเอง

เรามองว่าการเปลี่ยนแปลงของสหรัฐ จะเป็นบทพิสูจน์ความเข้มแข็งของสหรัฐเอง และอีก 4 ปีจะมีคำตอบว่าประชาชน จะนิยมแนวทางนี้หรือไม่.