Get Adobe Flash player

เหตุผล,ความขัดแย้ง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ข่าวคราว เรื่องราวของ พระเทพญาณมหามุนี หรือพระไชยบูลย์ ธมฺมชโย หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า “พระธัมมชโย” แห่งวัดพระธรรมกาย ยังคงถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในโลกของข่าวสาร จากผู้คนหลายกลุ่มหลายสถานะ บนความแตกต่างกันทางความคิดโดยสิ้นเชิง

สำหรับผู้ที่ศรัทธามองว่าวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย ได้ทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากมาย ตั้งแต่โครงการธรรมทายาทและอุปสมบทหมู่ ระดับอุดมศึกษา ภาคฤดูร้อน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2515 ฝึกสมาธิ อบรมธรรมทายาท จนถึงปัจจุบัน

โครงการธุดงค์ปีใหม่ ให้พุทธศาสนิกชนได้มาศึกษาและปฏิบัติธรรมร่วมกัน สามารถร่วมกิจกรรมกันได้ทั้งครอบครัว

โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ธรรมทายาทนานาชาติ ด้วยหลักสูตรอบรมถึง 3 ภาษา อังกฤษ จีนและญี่ปุ่น มีชาวต่างชาติจาก 40 ประเทศทั่วโลกมาเข้ารับการอบรม

โครงการตักบาตรพระ 500,000 รูปทุกวัดทั่วไทย โครงการอบรมสามเณรธรรมทายาท "ยุวชนรอบวัด"

โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก วางแผนเผยแผ่ไปยังประเทศต่างๆ โดยตั้งเป้าถึง  208 ประเทศในอนาคต

โครงการอุปสมบทหมู่ 1 แสนรูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทย โครงการบวชอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน

มีการเผยแผ่ศาสนาไปยังต่างประเทศ ได้สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งแรกขึ้นที่ลอสแอนเจลิส สู่ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา โอเชียเนีย และทวีปเอเชีย รวมทั้งวัดสาขาและศูนย์ปฏิบัติธรรมในประเทศไทยกว่า 100 แห่ง

โครงการถวายพระประธานให้กับวัดพุทธในต่างประเทศ อบรมและบรรพชาสามเณรในต่างประเทศ โครงการสอบตอบปัญหาศีลธรรมเพื่อสันติภาพโลก  โครงการวิสาขบูชานานาชาติ ฯลฯ

ทางวัดยังมีงานด้านสาธารณสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่นล่าสุดได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาล เป็นต้น

ในทางสังคม ความเจริญของวัดพระธรรมกายตั้งแต่แรกสร้าง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขยายพื้นที่ ไปกระทบกระทั่งกับชาวบ้านข้างเคียงจนเป็นข่าวใหญ่ ในยุคต้นๆ ยังมีการตั้งข้อกสังเกตว่า มีการบิดเบือนคำสอนในพระพุทธศาสนา ดังเช่นที่ว่า

“ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำทรงสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่องเป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไป กลายเป็นสอง มีความเข้าใจ ความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยก เป็นอนัตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบัน และอนาคต”

 การขายบุญ ขายสวรรค์ โดยแปลงศรัทธาเป็นเงินยิ่งทำด้วยเงินจำนวนมากยิ่งได้บุญมาก จนวัดกลายเป็นที่สะสมทรัพย์ที่มากมายมหาศาล และข้อที่กล่าวหาที่รุนแรงที่สุดคือ “การสร้างมวลชนจากศาสนจักร เพื่อครอบงำอาณาจักร” การทำกิจกรรมทางการเมืองควบคู่ไปกับกิจกรรมของศาสนา ฯลฯ

ในทางสังคม มีคดีใหญ่หนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือการฉ้อโกงครั้งใหญ่ในสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น

โดยระบุว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียน  และ อดีตรองผู้จัดการดูแลด้านการเงิน และผู้เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง   ยักยอก ฉ้อโกงประชาชน ปกปิดข้อความจริงที่ควรแจ้งให้สมาชิกและกรรมการทราบ ตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการอนุมัติสินเชื่อปล่อยเงินกู้  โดยไม่มีหลักประกัน ส่งผลให้สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น   ได้รับความเสียหายจำนวนมหาศาล

มีการดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญา 2 คดี และศาลแพ่งอีก 1 คดี ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ และละเมิด  เพื่อติดตามเอาทรัพย์สินคืน เรียกค่าเสียหายและสินไหมทดแทน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1 หมื่น 2 พัน ล้านบาท

ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าชุดตรวจสอบเส้นทางการเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้สรุปผลการสอบสวนเส้นทางเงินกรณี อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่สั่งจ่ายเช็ครวม 878 ฉบับ เป็นเงิน 11,367 ล้านบาท ให้กับกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลรวม 7 กลุ่ม ซึ่งเข้าข่ายเป็นการยักยอกทรัพย์หรือสนับสนุนให้ลักทรัพย์ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวไม่มีมูลหนี้ต่อกันจริง

และระบุว่าเส้นทางการเงิน เกี่ยวข้องกับกลุ่มพระธัมมชโย และมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้หารือร่วมกับหัวหน้าพนักงานอัยการร่วมสอบสวนแล้ว พิจารณาเห็นว่า ตั้งแต่ปี 2552-54 กลุ่มวัดพระธรรมกาย พระธัมมชโย และมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาฯ ได้รับเช็คจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น รวม 21 ครั้ง เป็นเงิน 1,205,160,000 บาท โดยที่ไม่มีมูลหนี้กับทางสหกรณ์ฯ

และว่า พฤติการณ์ดังกล่าวของพระธัมมชโย อาจมีส่วนเป็นผู้สนับสนุนนายศุภชัย ในการยักยอกทรัพย์ของสหกรณ์ หรือสนับสนุนให้ลักทรัพย์นายจ้างหรือรับของโจร ความผิดฐานฟอกเงินและความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

ดีเอสไอ นำผลการสอบสวนปากคำพยาน พร้อมเอกสารทางการเงินเกี่ยวกับผู้รับเช็คทั้ง 878 ฉบับ ส่งมอบให้กับพนักงานอัยการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

17 พฤษภาคม 2559 ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับพระเทพญาณมหามุณี ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร หลังจากที่ไม่ได้มารายงานตัวตามหมายเรียกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ล่าสุด หลังสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) มีความเห็นควรสั่งฟ้องในคดีพิเศษที่ 27/2559 ในฐานความผิดสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

เรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร

เพราะหากมองไปในรายละเอียด มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย หนึ่งเป็นการบังคับใช้กฏหมาย ที่ทุกคนเมื่อมีข้อกังขาเกิดขึ้น ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

โดยผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาต้องไปสู้กันในชั้นศาล และศาลที่ไม่เกิน 3 ศาลจะผู้พิจารณาตัดสิน ไปตามหลักฐานของแต่ละฝ่าย

แต่งานนี้ ไม่ง่ายอย่างคดีทั่วไป เพราะมีมวลชนจำนวนมาก เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นมวลชนที่ถูกเพาะบ่มมาจากศรัทธา และเมื่อศรัทธาแล้ว ก็มีความเชื่อต่อมาว่า “ฝ่ายตน” ไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นการกลั่นแกล้งของฝ่ายอำนาจ และพร้อมที่จะปกป้องพระ-วัด รวมถึงการเผชิญหน้าในรูปแบบอารยขัดขืน

ดังเช่นที่ โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของดีเอสไอ ที่มีการประชุม เพื่อเตรียมวางแผนเข้าวัดพระธรรมกายนำตัวพระธัมมชโยส่งฟ้องศาลตามคำสั่ง อสส.ว่า ศิษย์วัดพระธรรมกายก็เป็นอย่างที่เห็น คือร่วมกันสวดมนต์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายและขั้นตอนต่างๆ นั้นมีฝ่ายกฎหมายรับผิดชอบประสานต่อไป และเชื่อว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่ หากมีความชัดเจนก็จะนำมาพูดคุยต่อไป คณะศิษย์ทุกคนยืนยันว่าเข้าวัดมาเพื่อปฏิบัติธรรม ไม่ได้มาก่อกำแพงมนุษย์สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้เกิดขึ้น

ก่อนหน้านั้นก็บอกว่า “อย่าทำให้พวกเขาตกใจ”

ฟังดูเหมือนการประนีประนอม แต่ก็น่าจะไม่ใช่

ในทางสังคม เรื่องนี้ ไม่ใช่เฉพาะปัญหาในทาง “นิติศาสตร์” เท่านั้น แต่เป็น “รัฐศาสตร์” เข้ามาเกี่ยวพันด้วย

ฝ่ายลูกศิษย์ก็ฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่มองเรื่องนี้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย ก็ฝ่ายหนึ่ง รวมทั้งฝ่ายการเมือง ที่ต้องการผลทางมวลชน ก็ฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้ามหรือฝ่ายที่อยากให้มีการโค่นล้ม ก็อีกฝ่ายหนึ่ง

ทั้งกระทรวงยุติธรรม ดีเอสไอ ตำรวจ แม้กระทั่ง คสช. ก็ไม่กล้าบู่มบ่ามเพราะเกรงจะเกิดปัญหา “น้ำผึ้งหยดเดียว”

ฝ่ายที่กดดันให้จับกุมทันที โดยไม่ต้องการให้เลือกปฏิบัติ ก็เร่งรัดให้คำเนินคดี

ฝ่ายที่ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ ธุระไม่ใช ก็น่าจะเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง

ในภาพรวมประเทศเรากำลังเข้าสู่ยุค การแตกแยกทางความคิดในระดับที่รุนแรง สังคมเห็นต่างกันทุกเรื่อง ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มีจุดยืนในการแยกความดีกับความชั่วต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แต่ในความเห็นต่างนั้นมันมีความถูกต้อง (ที่แท้จริง) อยู่ในนั้น ที่คนรุ่นผู้เขียนอาจมีอะไรมาบังตาจนมองไม่เห็น

คงต้องฝากกับคนรุ่นหนุ่มสาวที่มีวิสัยทัศน์ เพราะถ้าคนรุ่นใหม่มีความเที่ยงธรรมในการแยกผิดแยกถูก โดยไม่ยึดติดความเป็นพวกเขา-พวกเรา ก็จะสามารถนำพาชาติบ้านเมืองไปในทางที่ถูกที่ควร.