Get Adobe Flash player

การรับมือน้ำท่วม โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง เดือนอ้าย เดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง เป็นเพลงกลอนเก่าแก่ ที่ท่องจำร้องเล่น ต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

เมื่อสมัยยังเป็นเด็ก บ้านเราเป็นเมืองลุ่ม พอถึงหน้าน้ำ น้ำมาก็ท่วมทุกปี

เรือกสวนที่อยู่สองฟากฝั่งของแม่น้ำสายใหญ่เสียหาย ข้าวในนาที่อยู่ลึกไปท้ายทุ่งสุดลูกหูลูกตา ก็จมอยู่ใต้น้ำ ถ้าท่วมนาน ข้าวในนาก็เน่าเสีย ความย่อยยับก็จะเกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้านเรา

ได้แต่นั่งร้องเพลง..... “ปีทั้งปีมีหวังที่ข้าวกล้าในนา คราดหว่านไถแต่เดือนห้า หวังขายข้าวกล้าเอาเงินแต่งงาน ฟ้าดินพิโรธเจ้าอย่าโกรธว่าต้องคอยนาน มาร่วมคิดอ่านยืดการวิวาห์เป็นปีหน้าต่อไป

พี่เห็นจะต้องผิดสัญญาพี่ว่าสิ้นหน้านาพี่จะซื้อทองให้ เพราะน้ำเหนือมันไหลบ่า  ไหลกลบผืนนาพี่ล่มจมไป อย่าว่าแต่ทองที่น้องขอ แม้ข้าวสารกรอกหม้อพี่เองก็จนใจ..... (บทเพลงของ ชัยชนะ  บุญณโชติ).....

หนุ่มๆ รับปากกับสาวว่าขายข้าวเอาเงินไปแต่งงาน ท้ายที่สุดก็ได้แต่ก่ายหน้าผาก ร้องเพลงนาล่ม

สมัยนั้น น้ำท่วมเอง ก็ลดเอง รัฐบาลไม่เคยเข้ามาดูแล พูดอีกทีก็คือ พวกเราชาวบ้านไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่ารัฐบาลจะต้องมีหน้าที่มาดูแลประชาชน

เราจึงต้องพึ่งพาตัวเอง ตั้งแต่การสร้างบ้านเรือนให้ใต้ถุนสูง สร้างยุ้งฉางเล้าเป็ดไก่ให้พ้นน้ำ เตรียมที่ดอนสำหรับสัตว์เลี้ยง ขุดคูระบายน้ำ เตรียมเรือให้อยู่ในสภาพใช้งาน หาอวน แห เตรียมคันเบ็ด เบ็ดราวให้พร้อมใช้ในหน้าน้ำ ฯลฯ

พอน้ำมาก็หาปลาได้ ทงเบ็ด วางเบ็ดราว ได้ปลาที่มากับกระแสน้ำมามากมาย บรรเทาความลำบากได้พอสมควร

ข้อดีของน้ำท่วมคือเมื่อน้ำลด ดินสวน ดินนา จะอุดมด้วยธาตุอาหารของพืช ปุ๋ยธรรมชาติที่มากับน้ำ ทำให้พืชพันธุ์ต่างๆ ที่ปลูกในปีต่อไปงอกงาม

ดูข่าวจากเมืองไทย เมื่อวันจันทร์

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศ เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคใต้ตอนล่าง และคลื่นลมแรงในอ่าวไทย หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงยังคงปกคลุมตอนเหนือของเกาะสุมาตรา และกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างช้าๆ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ในบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ฝนที่ตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ และหลีกเลี่ยงการสัญจรผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมไว้ด้วย

ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยและทะเลอันดามันยังคงมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีกหนึ่งวัน และประชาชนริมชายฝั่งในภาคใต้ฝั่งตะวันออกระมัดระวังอันตรายจากคลื่นซัดฝั่งไว้ด้วย

โดยภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง 80% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง 70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถานการณ์อุทกภัย วาตภัยและน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1-6 ธ.ค.59 พบว่ามีผู้เสียชีวิต 14 ราย

สาเหตุส่วนใหญ่ในเบื้องต้นของเด็ก ถูกน้ำพัด 5 ราย และพลัดตกน้ำ 1 ราย ส่วนในกลุ่มผู้ใหญ่ เกิดจากการออกไปหาปลา พลัดตกน้ำ และเรือล่ม

ได้อ่านข่าวซ้ำซากเช่นนี้มา 50-60 ปี เหมือนรอยเกวียน รอยโค

ดูคลิป และภาพข่าวในโลกโซเชียลมีเดีย เห็นกระแสน้ำหลาก น้ำป่าที่ถาโถมมาอย่างรุนแรงจากเขาหลวง ต้นแม่น้ำตาปี อีปัน คลองแม่น้ำ คลองพุมดวง และคลองพุนพิน

เหมือนหนังเก่าที่ฉายซ้ำ

สมัยที่เรียนอยู่ชั้นมัธยม ปีนั้นน้ำท่วมใหญ่มาก ครูใหญ่ที่โรงเรียน ท่านชื่อ เดโช บุญชูช่วย (นักประพันธ์รางวัลนราธิปฯ ปี 2550) ได้เขียนบทกลอนบทหนึ่งใจความว่า

“น้ำตาคนคลองนี้ ที่ย้อยหยด ถ้ารวมหมดคือน้ำคลอง เนืองนองไหล ลุ่มตาปีนี้นรก อุทกภัย อีกเมื่อไรชลประทานจะผ่านมา.....”

ผ่านไปหลายสิบปี แต่น้ำตาคนคลองนี้ก็ยังย้อยหยด และชลประทาน ก็ยังไม่ได้ผ่านมา

รัฐบาลปัจจุบัน จะว่าท่านไม่ทำงานก็ไม่ได้ เห็นว่าได้สั่งผู้ว่าฯ ในเขตพื้นที่ให้ดูแล มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เรือท้องแบน ถุงยังชีพ อะไรทำนองนี้ ไปบรรเทาความเดือดร้อนกันที่ปลายเหตุไปตามมีตามเกิด

จริงๆ แล้ว สภาพท้องถิ่นชนบท ตอนนี้ชีวิตผู้คนค่อนข้างลำบาก ชาวสวนมะพร้าวมีปัญหาเพราะขายมะพร้าวไม่ได้ราคา ข้าวไม่ต้องพูดถึง เพราะตอนนี้ปริมาณข้าวเปลือกล้นตลาด ข้าวที่รัฐเก็บตุนไว้ท่วมไปทั่วยุ้งฉาง ยางพารา ราคาตกแล้วตกอีก

พอน้ำมา ก็เท่ากับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

เราไม่อยากโทษรัฐบาลว่าไม่ดูแลประชาชน เพียงแต่รู้สึกว่า รัฐบาลนี้มุ่งแต่เรื่องความมั่นคง มีแต่เรื่องข้อห้าม กฎเกณฑ์ มีแต่เรื่องการจะจับกุม

รัฐบาลพูดเสมอว่าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัส แต่ดูเหมือน รัฐบาลไม่ได้ทำจริงจัง มุ่งแต่ประกอบพิธีกรรม เพื่อกลบเกลื่อนข่าวความล้มเหลวในการบริหารประเทศโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ถ้าดูข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ ก็บอกว่าทุกอย่างกำลังดีขึ้น ที่มีปัญหาอยู่บ้างก็โทษว่าเป็นเพราะต่างประเทศมีปัญหา ที่ไหนๆ ก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมีปัญหาบ้าง ก็ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนทำ

รัฐบาลบอกว่าเรากำลังไปได้ดี

แต่พอมาดูจากแหล่งข่าวอื่นกลับมีข้อมูลที่ตรงกันข้าม

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวไม่ได้ตามเป้าหมายที่คาดไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ

การส่งออกเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา หดตัว 4.4% และดูจากบรรยากาศการค้าโลกในช่วง 2 เดือนที่เหลือ (พ.ย.-ธ.ค.) ไม่คล่

อย่างไรก็ตาม กกร.ยังมองเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวกลับมาในช่วงไตรมาส 2 หรือ 3 ปีหน้า โดยคาดเศรษฐกิจไทยปี 2560 จะขยายตัวที่ 3.5-4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการของภาครัฐ สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน รวมถึงการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง และแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น ช่วยหนุนให้การส่งออกกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมีส่วนช่วยผลักดันให้การส่งออกภาพรวมฟื้นกลับมาเป็นบวกได้ คาดปี 2560 การส่งออกจะขยายตัว 0-2%องตัวมากนัก ยอดคำสั่งชะลอตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง ขยายตัวในอัตราชะลอลงเมื่อเทียบครึ่งปีแรก คาดว่าการส่งออกปี 2559 ติดลบ 1 ถึงโตเป็น 0% ตามเป้าหมายเดิม

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง กล่าวว่า

ประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะเติบโต 3.2% จากปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโต 3.2% เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ การท่องเที่ยวที่ยังดี แต่อาจโตน้อยลง เพราะได้รับผลกระทบจากทัวร์ศูนย์เหรียญ

ทั้งนี้ มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.5% ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปอยู่ที่ 37.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากปีนี้ที่คาดว่าจะปิดที่ 35.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีหน้า ขณะที่นโยบายของสหรัฐที่มีประธานาธิบดีคนใหม่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างจำกัด เพราะสหรัฐเป็นประเทศที่ไทยส่งออกเป็นอันดับ 5 เท่านั้น โดยมองว่าญี่ปุ่น เกาหลี จะได้รับผลกระทบอย่างมาก

นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอีก 3 เดือนข้างหน้า (ก.พ.2560) อยู่ที่ 95.69 ลดลง 8.47% จากเดือนที่ผ่านมาที่อยู่ 104.55

โดยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนทุกกลุ่มปรับตัวลดลง โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่ปรับตัวลดลง 12.5% จากเดือนก่อน เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่านโยบายภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐ ที่ส่งผลทำให้เม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่มากขึ้น

แต่การลงทุนภาครัฐบาลไทย เป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีความเชื่อมั่น ขณะที่หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดคือพาณิชย์ ส่วนหมวดสื่อสารและสิ่งพิมพ์เป็นหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด

นี่คือสิ่งที่นักวิชาการพูด แต่ถ้าฟังจากปากพ่อค้าแม่ค้า ก็จะได้ยินอีกอย่าง เช่นขายไม่ดี หากินลำบาก ข้าวของแพง ได้กำไรน้อย

ร้านค้าต่างๆ ก็ซบเซา

หากมองกันในแง่ดี เรื่องของ “ข้าวยาก หมากแพง” ไม่ใช่ของใหม่ มันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ที่สำคัญและควรจะเป็นคือ

รัฐ จะต้องบอกความจริงกับประชาชน ดีก็ต้องบอกว่าดี แย่ก็ต้องบอกว่าตรงไหนที่แย่

เพื่ออะไร ก็เพื่อให้ประชาชนได้ปรับตัว เตรียมตัว รับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

จะยากแค่ไหน ก็ต้องอยู่ให้ได้ ผ่านมันไปให้ได้ และถ้าเรารู้ปัญหาก่อนก่อน แล้วพยายามทำตัวให้พร้อม มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ก็น่าจะดีกว่าที่เราอยู่อย่างมืดบอด ไม่รู้อะไรเลย.