Get Adobe Flash player

รับมือความเปลี่ยนแปลง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

วันก่อนเพื่อนของผู้เขียน คุณร่มฉัตร ชมมณี หรือ “อี๊ด อินทรา” ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งของประเทศไทย ได้แชร์ข้อความของคุณสุริยะใส กตะศิลา ในหัวข้อ โลกหมุนเร็วกว่าที่คิด สืบเนื่องจากการปิดตัวของหนังสือพิมพ์บ้านเมือง

ในหัวข้อ โลกหมุนเร็วกว่าที่คิด ได้ยกเอาความเห็นของ คุณประสิทธิ์ องอาจตระกูล ว่าโลกดิจิตอล "น่ากลัว" กว่าที่คิด เปรียบเหมือน "คลื่นยักษ์" ที่ทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า

หลังจากที่คลื่นลูกนี้ Disrupt (ทำลายล้าง) ธุรกิจฟิล์มถ่ายรูปแล้ว ต่อมาก็ทำลายล้างธุรกิจเทปซีดี ตอนนี้กำลังทำลายล้างธุรกิจทีวีและธุรกิจสิ่งพิมพ์

(ปัจจุบัน คนแทบไม่ดูทีวี คนอ่านหนังสือน้อยลงมาก หันไปเล่น Smartphone กันหมด)

ต่อไปคลื่นลูกนี้กำลังมุ่งสู่ธุรกิจการเงิน สาขาของธนาคารหลายแห่งจะปิดตัว หรือควบรวมกิจการ

ห้างสรรพสินค้าจะกลายเป็นเหมือนโชว์รูม คือ คนไปเดินดูสินค้า แต่ไม่ซื้อ กลับมาซื้อผ่านออนไลน์ที่ถูกกว่า 20-30%

และมีธุรกิจอีกมากมายที่ "รอคิว" ที่จะถูกทำลายล้างอยู่

ภายในอีกไม่กี่ปี ตำแหน่งงานในสหรัฐ จะหายไปหลายล้านตำแหน่ง

ในตอนท้าย ได้ตั้งคำถามว่า "ตัวเราล่ะ" เตรียมพร้อมที่จะรับคลื่นลูกนี้หรือยัง เตรียมพร้อมเพื่อรับแรงกระแทกจากคลื่นดิจิตอล คลื่นยักษ์ที่จะทำลายล้างทุกสิ่ง ยกเว้นคนที่พัฒนาและปรับตัวอยู่เสมอ

ความเห็น จบลงตรงนี้ แต่ก็เกิดคำถามในใจว่า มีใครบ้าง หรือจะมีสักกี่มากน้อยที่ “เป็นคนที่พัฒนาและปรับตัวอยู่เสมอ”

พวกเรา...หลายคน เกิดในยุค “เบบี้บูม” ได้ผ่านกาลเวลา ผ่านการปรับตัวอยู่เสมอมาแล้วเกือบตลอดชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่ง เกิดความรู้สึกว่าถึงแม้จะพยายามตามอย่างไรก็ไม่ทันเสียแล้ว เรื่องที่เด็กๆ คิดว่าง่าย แต่เรากลับทำไม่ได้

แค่ใช้โทรศัพท์มือถือ ก็ทำไม่เป็น จดไว้ก็ไม่จำ จำได้ไม่กี่วันก็ลืม จนต้องยอมแพ้

เหมือนกับคำที่บางคนเคยพูดว่า “ช่วยหยุดโลกให้ที ฉันจะลง” ความหมายคือการหยุดตัวเอง จะไม่ตามความเปลี่ยนแปลงไปไหนอีกแล้ว

ยอมที่จะสูญพันธุ์เหมือนฟิล์มถ่ายรูป เหมือนเทปบันทึกเสียง เหมือนแผ่นซีดี เหมือนนาฬิกาข้อมือ ฯลฯ

เมื่อก่อนคนที่บ้านฝันจะทำงานแปลสารคดีหลังเกษียณจากการทำงาน โดยคำแนะนำชักชวนจากเพื่อนซึ่งอยู่ในวงการนี้ไว้นานแล้ว.... แต่วันข้างหน้าในระยะเวลาอันใกล้ จะไม่มีหนังสือให้เขียน ไม่มีตลาดและไม่มีคนอ่าน

ก็เลยเปลี่ยนความคิด ไปทำไร่ทำสวน ไปปลูกพืชกินได้ เช่นปลูกข้าวในกระถาง ปลูกผักบุ้งไร้ดิน โหระพา กระเพรา ไว้กินเองบ้าง ให้แมลงกินบ้าง ไม่คิดจะตามโลกยุคใหม่ไปไหนอีก

แต่ก็แอบหวังว่า ถ้าตราบใดที่คนยังต้องกิน โลกยังต้องการอาหาร การปลูกสิ่งที่กินได้ มันจะไม่มีวันล้าหลัง อย่างน้อยก็จนกว่าผู้คนจะหันมากินอาหารแท่งแบบ “ไซเลนท์ กรีน” ในภาพยนตร์

ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว หากคนสูงวัยตามไม่ทันยังถือว่าปกติ แต่ถ้าเมื่อใดเด็กก็ตามไม่ทัน อนาคตของชาติมีปัญหาแน่ เพราะสังคมก็จะไร้ทิศทาง

ซึ่งตรงนี้ ผู้ที่รับผิดชอบบ้านเมือง รับผิดชอบด้านการศึกษา จะต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วนี้ด้วยความรอบคอบ

แล้วเมื่อวันวาน คุณสุริยะ สิทธิชัย ผู้ช่วย ผอ.ททท.แอลเอ ได้แชร์ข้อความ ซึ่งเป็นจดหมายเปิดผนึกของ “คุณสุมิตรา จันทร์เงา” ทำให้ผมได้อ่านด้วย

ซึ่งแม้แต่อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ และบุคคลสำคัญในด้านการศึกษา ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ฯลฯ ท่านก็ให้ความสำคัญและจดหมายนี้เช่นกัน... เนื้อความในจดหมายเขียนถึงนายกรัฐมนตรีระบุว่า

กราบเรียน ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

การจากลาของนิตยสารหนึ่งเล่ม ในเชิงธุรกิจอาจหมายถึงการหยุดเลือดไม่ให้ไหลเพื่อรักษาชีวิตเจ้าของธุรกิจเอาไว้ แต่ในเชิงวัฒนธรรม นี่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนาดใหญ่ของโลกการอ่านการเขียน ซึ่งรัฐบาลจะทำตัวเป็นไม่รู้ไม่เห็นแบบนี้ไม่ได้

นักเขียน บรรณาธิการ ผู้สร้างสรรค์ศิลปะวรรณกรรมทุกรูปแบบ คนออกแบบภาพประกอบ คนจัดหน้าหนังสือ พนักงานพิสูจน์อักษร งานพิมพ์ ช่างพิมพ์ล้วนได้รับผลกระทบในชีวิตความเป็นอยู่ถ้วนหน้า

นิตยสารตายไปหนึ่งเล่ม เจ้าของหนังสือยังอยู่ได้ แต่นักเขียนนับสิบนับร้อยชีวิตต้องหมดพื้นที่ทำมาหากิน สิ่งนี้คือโศกนาฏกรรมที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยังปิดตาข้างหนึ่งทำเป็นมองไม่เห็น

รัฐบาลอุดหนุนให้ชาวบ้าน Shopping ซื้อของกันเยอะแยะ ส่งเสริมให้คนออกเที่ยวไปใช้จ่ายตามโรงแรมรีสอร์ท เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวแล้วเอาใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ บอกว่านี่คือการช่วยประเทศชาติ แต่รัฐบาลไม่เคยสนใจเรื่องการอ่านเลย

ชาตินี้จะได้ยินไหมว่าถ้าใครเอาใบเสร็จซื้อหนังสือรวมกันเยอะๆ สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ หรือจะได้ยินไหมว่ารัฐบาลอุดหนุนการพิมพ์หนังสือด้วยวิธีการต่างๆ

จะมีโอกาสได้ยินไหมว่า รัฐบาลอุดหนุนผู้สร้างสรรค์ศิลปะวรรณกรรมด้วยงบประมาณก้อนใหญ่ ให้เป็นกองทุนนักเขียนและค

นทำงานศิลปะซึ่งส่วนใหญ่กำลังจะอดตาย

จะฝันมากเกินไปไหม สำหรับยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ที่เราเฝ้ารอว่ากำลังจะมาถึงนั้น กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรมจะใส่ใจเรื่องส่งเสริมการเขียนการอ่านและการเรียนรู้ ในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์มากกว่าการจัดอีเวนท์แบบโง่เขลาใช้เงินเป็นล้านๆ บาทมาละลายทิ้งข้างถนน

จะเป็นไปได้ไหมว่าสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ทุกคน ที่มีผลงานสร้างสรรค์ควรได้รับการเผยแพร่ โดยรัฐบาลจะมีทุนก้อนแรกจัดพิมพ์หนังสือให้พวกเขาเหมือนที่ทำกันอยู่ในหลายประเทศ

คงต้องยอมรับว่าเรากำลังอยู่กับการใช้อำนาจจัดระเบียบสังคม แต่เราทำมันได้แค่ปัดกวาดความสกปรกบนถนนและริมทางเท้า เรามิได้สนใจเติมปุ๋ยบำรุงรากเหง้าศิลปะ วัฒนธรรม ของประเทศชาติเลย

เราแค่กวาดขยะจากถนนลงไปในท่อระบายน้ำ แล้วปล่อยให้น้ำท่วมเมืองเวลาฝนตก ก่นด่าเมื่อน้ำท่วมขัง พอผ่านฤดูฝนคนก็ลืมเรื่องน้ำท่วมสิ้น

เป็นแบบนี้ซ้ำซากมาทุกปีและมันคงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

อนาคตทางด้านศิลปวัฒนธรรม ศิลปะวรรณกรรม ทัศนศิลป์ ช่างมืดมนเสียจริง ความหวังเดียวที่ยังเหลืออยู่เป็นแสงริบหรี่ก็คือความช่วยเหลือจากรัฐบาลนี้

กราบเรียนมาด้วยความเคารพรักในฐานะคนเขียนหนังสือคนหนึ่ง

นางสาวสุมิตรา จันทร์เงา

วันที่ 14 ธันวาคม 2559

..........................

ประเด็นที่ขออนุญาต นำจดหมายนี้มาลงพิมพ์ ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่นำเสนอ แต่อย่างน้อย จดหมายฉบับนี้คือการจุดประกายทางความคิดที่มีค่ายิ่ง เป็นความคิดที่ฝากไปถึงผู้ที่รับผิดชอบบ้านเมือง ทั้งปัจจุบันและอนาคต ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันนำเสนอ ไปสู่การหาข้อสรุป ที่เป็นประโยชน์ในการรับมือความเปลี่ยนแปลงอย่างชาญฉลาด.