Get Adobe Flash player

ความยุติธรรมของผู้รักษากฏหมาย โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ข่าว ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร วัย 54 ปี ผู้รับราชการครูมา 31 ปี ผู้ต้องหาขับรถชนคนตายถูกศาลตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ในประเด็นของ “แพะรับบาป” หรือไม่

ต้องเสียอนาคต ลูกไม่ได้เรียนหนังสือ แถมยังถูกสามีทิ้งในระหว่างจำคุก

พ้นโทษแล้วก็ไม่สามารถกลับไปทำอาชีพครูตามเดิมได้ ซ้ำยังถูกสังคมรังเกียจ

ข่าวระบุว่า เหตุการณ์เกิดเมื่อกลางดึกคืนหนึ่งในเดือนมีนาคม ปี 2548 บริเวณบ้านสร้างเม็ก ตำบลท่าลาด อำเภอเรณู จังหวัดนครพนม มีอุบัติเหตุ รถกระบะชนรถจักรยาน เป็นเหตุให้นายเหลือ พ่อบำรุง ผู้ขับขี่จักรยานเสียชีวิต

จากสำนวนของพนักงานสอบสวน ระบุว่าผู้กระทำผิดคือ ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร

โดยพนักงานอัยการจังหวัดนครพนม ยื่นฟ้องครูจอมทรัพย์ เป็นจำเลย ข้อหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย และไม่หยุดช่วยเหลือ และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที

ครูจอมทรัพย์ ให้การปฏิเสธข้อหาและต่อสู้คดี

เดือนสิงหาคม 2549 คำพิพากษาจำเลยมีความผิด ฐานขับรถโดยประมาทอาจเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือทรัพย์สิน ฯลฯ ให้จำคุกรวมกระทงต่างๆ 3 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ศาลพิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา

โจทก์ฎีกา... ศาลฎีกามีคำพิพากษาลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 ว่าจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

แต่เมื่อติดคุก 1 ปี 6 เดือน จึงได้รับการอภัยโทษ

แต่ครู้ยังรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม

เว็บไซต์ มติชน กล่าวถีง นายเสน่ห์ สุพรรณ อายุ 54 ปี เพื่อน ครูจอมทรัพย์ มีการร้องขอความช่วยเหลือไปยังกระทรวงยุติธรรมจนมีการรื้อคดีขึ้นมาใหม่

นายเสน่ห์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมเพื่อนในกลุ่มไม่ปักใจเชื่อว่า ครูจอมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวจะขับรถเดินทางไปยามค่ำคืนในที่อื่น โดยเฉพาะต่างจังหวัด เพราะในแต่ละวัน ชีวิตประจำวันของครูจอมทรัพย์ เดินทางแค่บ้าน โรงเรียนและธุระตัวเมืองสกลนคร โดยเฉพาะทะเบียนรถ โตโยต้า ไมตี้เอกซ์ บค 56 สกลนคร ไม่มีรอยบุบรอยชน จึงรวมกลุ่มเพื่อนสืบเสาะเรื่องราวในทันที เพราะมั่นใจว่าเพื่อนไม่ได้ขับรถไปชนใครเสียชีวิต

จึงลงพื้นที่ไปสอบถามพยานที่เห็นเหตุการณ์ ก็ทราบว่าเห็นรถกระบะชนจริงเห็นผู้ชายเดินลงจากรถด้วย ก่อนจะขับรถออกไป จำได้แต่ บค 56 จังหวัด สีรถไม่ทราบเพราะมืดค่ำ ต่อมาทราบว่า บค 56 จังหวัดนครพนม เป็นรถสีแดง ส่วน บค 56 มุกดาหาร เป็นสีเขียว จึงตัดทะเบียนจังหวัดนครพนมออกไป คงเหลือแต่ป้ายมุกดาหาร เพราะสีรถที่ติดในจักรยานคนเสียชีวิตเป็นสีเขียว จากนั้นจึงเดินทางไปตามชื่อที่อยู่ของผู้ครอบครองที่จังหวัดมุกดาหารแต่ไม่พบเจ้าตัว เพราะว่าไม่ได้อยู่ที่จังหวัดมุกดาหารแล้ว ระหว่างนั้นตอนศาลอุทรณ์ยกฟ้องนางจอมทรัพย์พวกตนจึงหยุดการตามหาเพราะไม่เห็นเจ้าตัว

หลังจากนางจอมทรัพย์ ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก จึงเริ่มติดตามใหม่โดยการไปที่เดิมจนพบบุคคลที่เจ้าของรถรถ บค 56 มุกดาหาร เป็นผู้ชายสูงใหญ่ สูง 175 เซนติเมตร ซึ่งตรงกับคำให้การของพยานที่เกิดเหตุ แต่ตอนนั้นไม่กล้าพูดเนื่องจากหวั่นว่าจะไปกล่าวหาคนอื่น จึงใช้เพื่อนชายและหญิงเข้าไปตีสนิท โดยมีเพื่อนของชายคนดังกล่าวที่พวกตนสงสัยเข้าไปด้วยเพื่อให้สนิทใจ ก่อนจะไปมาหาสู่กันและทำทีถามซื้อรถเก่า จนกระทั่งชายคนที่เป็นเจ้าของรถ บค 56 มุกดาหาร สารภาพว่า เป็นคนที่ขับรถไปชนคนปั่นจักรยานจนเสียชีวิต หลังหยุดรถและลงมาดูคนที่ชนแต่เห็นแน่นิ่ง

ประกอบกับคนเริ่มมุงหวั่นว่าจะไม่ปลอดภัยจึงรีบขับหนี จากนั้นนำรถไปซุกป่าอ้อยและขายทิ้ง แล้วลงไปอยู่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่จังหวัดมุกดาหารเมื่อปี 53 จึงทำให้ไขข้อกระจ่างว่า คดีนี้เพื่อนของตัวเองตกเป็นแพะแน่นอน

จนมีการไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไปชี้ที่เกิดเหตุเพื่อสารภาพ เพราะสำนึกผิด ต่อมาศาลสั่งให้นายสับ วาปี อายุ 59 ปี เจ้าของรถ กระบะ Isuzu บค 56 มุกดาหาร ชดใช้ค่าเสียหาย 170,000 บาท ให้กับญาติผู้เสียชีวิต

นายเสน่ห์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ตนพร้อมเพื่อนได้หาหลักฐานมาขัดแย้งจนได้ และเห็นตัวผู้กระทำผิดตัวจริงด้วย เป็นการล้างบาปที่ไม่ได้ก่อไว้ให้กับเพื่อน

แต่การรื้อคดีก็ไม่ง่าย โดยเฉพาะฝ่ายตำรวจ ที่เรียงหน้าออกมาปกป้องสถาบันของฝ่ายตน และประกาศว่าจะฟ้องกลับในคดีนี้เช่นกัน

จนกลายเป็นศึกศักดิ์ศรี ระหว่างครู กับตำรวจ

เพราะถ้าพบหลักฐานว่า คดีนี้ ตำรวจผิด ก็จะมีอะไรที่จะตามมาอีกมากมาย เช่น การถูกฟ้องร้องในคดีแพ่ง การชดเชยค่าเสียหาย การนำตัวตำรวจที่ทำหลักฐานเท็จมาลงโทษ รวมทั้งถึงเวลาที่ “ตำรวจ” จะต้องได้รับการปฏิรูปหรือยัง

ซึ่งตำรวจเอง ก็คงไม่ยอมง่ายๆ

เว็บไซต์ “คมชัดลึก” พูดถึงการการรื้อคดี เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมาว่า หลังจากที่ก่อนหน้านี้ครูจอมทรัพย์ ได้ร้องไปยังกระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอให้รื้อคดีขึ้นมาไต่สวนใหม่ เนื่องจากเธอไม่ได้ทำผิด โดยทางญาติได้สืบจนพบตัวคนทำผิดจริง

ครูจอมทรัพย์ กล่าวว่า มีความมั่นใจในพยานหลักฐานใหม่ที่ดีเอสไอและญาติรวบรวมมา ซึ่งพยานหลักฐานที่สำคัญ คือ คนที่ทำผิดตัวจริงในคดีนี้ อย่างไรก็ตามผลการตัดสินจะออกมาอย่างไรก็อยู่ที่การพิจารณาของศาล

ในส่วนการดำเนินการเพื่อขอกลับเข้ารับราชการใหม่นั้น ครูจอมทรัพย์บอกว่า ต้องรอคำตัดสินของศาลก่อน หากศาลให้รื้อคดีและตัดสินว่าครูจอมทรัพย์ไม่ผิด จึงจะสามารถทำเรื่องเพื่อขอกลับเข้ารับราชการได้

ครูจอมทรัพย์บอกว่า ตั้งแต่ครูเจอคดีนี้ ทั้งช่วงที่ต่อสู่คดีอยู่ข้างนอกจนถึงช่วงที่ต้องเข้าคุกไป ครูสูญเสียคนที่รักไปเกือบ 10 คน แล้ว โดยก่อนหน้านี้ก็เสียพี่สาวคนโต และลูกชายคนโตไปด้วย

แต่ปรากฏว่าในวันรื้อคดี กลับไม่มีพยาน ฝายของครูจอมทรัพย์ มาโชว์ตัวที่ศาล ลางแพ้ของครูจอมขวัญ จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง

สำหรับเรา มองว่าเรื่องนี้ดูแล้วยังวังเวง และเป็นที่เคลือบแคลงของประชาชน ระหว่างด่านของผู้ที่มีอิทธิพลในบ้านเมือง กับความยุติธรรม ใครจะเป็นผู้ชนะ.