Get Adobe Flash player

ประเทศไทย 4.0 โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณธานี แสงรัตน์ กงสุลใหญ่ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ได้แถลงถึงแนวทางการทำงานของสถานกงสุลใหญ่ฯ ในปีงบประมาณ 2560 โดยเน้นงาน “สามด้าน” ประกอบด้วย ด้านกงสุล ด้านชุมชนและงานด้านเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกันยังได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาล เกี่ยวการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ที่เรียกว่า “ประเทศไทย 4.0”

ซึ่งคำนี้เป็นคำที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ บนโลกสมัยใหม่

เราชาวบ้านอาจไม่คุ้นชิน และมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากศึกษาจากภาพรวมแล้ว ไม่เพียงชาติเท่านั้นที่จะต้องพัฒนา

แต่ประชาชนจะต้องพัฒนาตัวเองเพื่อตามให้ทันโลกที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่ออยู่ให้ได้อย่างมีคุณภาพด้วยเช่นกัน

นับแต่อดีตประเทศไทย ได้มีแผนพัฒนาชาติมาเป็นระยะ ในช่วงแรกมีเป้าหมายเพื่อก้าวให้พ้นคำว่า “ประเทศด้อยพัฒนา” หรือประเทศในโลกที่สาม ไปสู่ “ประเทศกำลังพัฒนา”

ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ยุคแห่งการล่าอาณานิคม ข้าศึก คือมหาอำนาจตะวันตก ไม่ว่าอังกฤษหรือฝรั่งเศส ที่เข้ามารุกรานในแถบบ้านเรา ทั้งแย่งดินแดน และยึดเอามาเป็นเมืองขึ้น นึกจะบังคับขู่เข็ญ นึกจะเอาเรือรบมาปิดน่านน้ำก็ทำโดยไม่เกรงใจ เพราะเขาเชื่อว่า เราด้อยพัฒนา ไม่มีปัญญาสู้รบ ดาบ ไม่สามารถสู้กับปืนไฟได้

ในหลวงรัชกาลที่ 4 ทรงเตรียมการ ด้วยการให้พระราชโอรสศึกษาภาษาอังกฤษ เพื่อให้รู้ทั้งภาษาและวิธีคิดอย่างตะวันตก

ครั้นถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จประพาสต่างประเทศ เริ่มจาก ชวา อินเดีย เพื่อศึกษาระบบการปกครองและวิทยาการ ของประเทศที่เป็นอาณานิคมของประเทศยุโรป

รศ. 112 ฝรั่งเศสส่งเรือปืนเข้ามาที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา และนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง อังกฤษและฝรั่งเศสได้ทำสัญญาลับ ให้สยามเป็นประเทศกันชน

ทำให้พระองค์มีความจำเป็นต้องเสด็จฯ ไปยุโรป เพื่อให้ยุโรปได้รู้จัก เรา และรู้ว่าสยามไม่ใช่ประเทศป่าเถื่อน เนื่องจากยุโรปมักจะล่าอาณานิคมโดยการอ้างว่าประเทศเหล่านั้นป่าเถื่อนไม่ศิวิไลซ์ ชาวผิวขาว ซึ่งถือว่าตนเองเหนือกว่าจึงมีสิทธิที่จะปกครองผู้ที่อ่อนแอกว่า

รัชกาลที่ 5 เสด็จ ประพาสยุโรปครั้งแรก ทรงเจริญสัมพันธ์กว่า 10 ประเทศ มีประโยชน์ในด้านการเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีความพยายามในการ "อภิวัฒน์สยาม"  เพื่อนำพาประเทศไปสู่สภาวะที่เป็นสมัยใหม่ จัดระเบียบวัฒนธรรม มีการออกรัฐนิยม 12 ฉบับ

แม้อาจมีการมองต่างมุมว่าเป็นการสร้างหรือทำลายกันแน่ ในการห้ามกินหมาก ห้ามนุ่งโจงกระเบน ให้ใช้ช้อนส้อม แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ตามมาก็คือ การเตรียมความพร้อมของประชาชน เพื่อรับมือวัฒนธรรมใหม่ที่รุกคืบเข้ามาโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง เพื่อให้รู้เขา รู้เรา ให้รู้ว่าฝรั่งคิดอย่างไร

ประเทศไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อีก จึงต้องพัฒนาการทางสังคม การเมืองการปกครอง แม้จะต้องประดิษฐ์วัฒนธรรมขึ้นใหม่จากฐานเก่าๆ ก็ต้องทำ

ด้วยวัฒนธรรมที่ผสมผสานตะวันตกกับตะวันออก เพื่อให้ความเป็นอารยะเข้าถึงทุกคน รวมถึงการแต่งกาย

การนุ่งผ่าม่วง ไม่สวมเสื้อของชายชาวสยาม เหมาะกับเมืองร้อนก็จริง แต่ฝรั่งมองอย่างเย้ยหยันว่า เรา มีผ้าพันกายเพียงชิ้นเดียว

สิ่งที่น่าสนใจคือ การรณรงค์เพื่อให้พลเมืองรู้หนังสือ

“ปรัศนีย์ เกศะบุตร” กล่าวว่า รัฐบาลจอมพล  ป. ได้ดำเนินการจัดการศึกษาผู้ใหญ่ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นปฏิบัติจากการพัฒนาบุคลากรในระบบราชการก่อน ต่อจากนั้นจึงขยายไปสู่พลเมืองทั่วประเทศ

จุดมุ่งหมายของการรณรงค์คือ รัฐบาลต้องการปลูกฝังความคิดและเผยแพร่นโยบายสร้างชาติของรัฐให้แก่พลเมือง โดยใช้ระบบการศึกษาเป็นเครื่องมือและเพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงการเป็นประเทศที่เจริญ ทัดเทียมกับอารยประเทศ  ลักษณะของการดำเนินงานมีตั้งแต่ การโฆษณาชักชวน การบีบบังคับทางอ้อมโดยระบุถึงความจำเป็นของการรู้หนังสือ การใช้กลไกอำนาจรัฐ ประกาศรัฐนิยม  และการออกพระราชกำหนดส่งเสริมการรู้หนังสือ

รวมถึงการสร้างมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สร้างบ้านพักคนชรา ฯลฯ

ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นอกจากให้เลิกสูบฝิ่น ปราบอันธพาลแล้วงานสำคัญคือ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504–2509) นี่คือวิสัยทัศน์ที่ได้รับการยอมรับ ในฐานะที่ท่าน “ใช้คน” ได้เหมาะกับงาน

ยุคจอมพลสฤษดิ์ ยังได้ขยายระบบสาธารณูปโภคสำคัญ เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน ให้กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งเรียกว่า "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก"

ได้พยายามทำเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง ประกาศนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว พัฒนาเมืองพัทยา ให้เป็นเมืองพักผ่อนตากอากาศเหมือน บัวโนสไอเรส ให้กรุงเทพฯ เหมือนรีโอเดจาเนโร มีความพยายามเน้นภาคการเกษตรเป็นหลักใหญ่

เราคงเคยได้ยินคำว่า “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ” รณรงค์เพลงปลุกใจเช่น “เพลงกสิกรไทย”

ที่มีเนื้อร้องว่า กสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม

อันชีวิตของกสิกรนั้น ต่างยึดถือความขยันหมั่นหนักหนา ทนทำงานอยู่ระหว่างกลางดินฟ้า ถึงแดดกล้าฝนพรำก็ทำไป... ความเป็นอยู่แสนง่ายสบาย นะดวงจิตรักสงบไว้ไม่มักใหญ่ มุ่งแต่งานเป็นชีวิตและจิตใจ มีนิสัยที่แผ่เผื่อเอื้ออารี ... กสิกรรมจึงประจักษ์เป็นหลักมั่น อาชีพสำคัญคู่ไทยวิไลศรี ไทยจะเข้มไทยจะแข็งแรงทวี ก็ด้วยมีกสิกรรมประจำเทอญ

สิ่งเหล่านี้คือโมเดลที่เรียกว่า “ประเทศไทย 1.0”

จนกระทั่งเข้าสู่ “ประเทศไทย 2.0” ที่เน้นอุตสาหกรรมเบา จนถึงปัจจุบัน “ประเทศไทย 3.0” ที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก

การหยุดอยู่กับที่คือการถอยหลัง.... ปัจจุบัน “ประเทศไทย 3.0” กำลังจะล้าหลังไปอีก เพราะการแข่งขันบนเวทีโลก ได้เปลี่ยนไป ไม่อาจที่จะทำแบบเดิมได้อีก

ชาวนาขายข้าวเป็นเกวียนๆ เอาไปซื้อโทรศัพท์มือถือได้แค่เครื่องเดียว ฯลฯ

เช่นเดียวกับ ร้านโชห่วยที่ขายดี แล้ววันหนึ่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต และศูนย์การค้าก็มาเปิด ก็จะไม่มีใครมาซื้อของจากโชห่วยอีก

แต่ศูนย์การค้าที่ว่าแน่ เจอระบบขายออนไลน์ ไม่ต้องเช่าสถานที่ไม่ต้องสร้างอาคาร ราคาถูกกว่าถึงครึ่ง

ศูนย์การค้าที่ว่าใหญ่ ก็อาจล้มครืนได้ นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

ปัญหาราคาข้าวไม่แน่นอน ขายได้แต่ผู้ปลูกข้าวยังยากจน นั่นหมายถึงความผิดพลาดในระบบที่ต้องแก้ไข ปัญหาการแข่งขันของยางพารา ปัญหาการส่งออกที่กำลังไม่แน่นอน ปัญหาการควบคุมมาตรฐานของต่างชาติ ที่มากำหนดเงื่อนไขให้ไทยต้องทำตาม

ปัญหาอุตสาหกรรม เช่นรถยนต์ แม้เราเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่เราก็ได้เพียงค่าแรง คนผลิตเป็นเพียงกรรมกรผู้ใช้แรงงาน ในขณะที่ผลกำไรมหาศาลตกอยู่ที่ประเทศเจ้าของแบรนด์

เราจึงจะย่ำอยู่ตรงนี้ไม่ได้ จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ประเทศไทย 4.0”

ข่าวบอกว่า “ที่เป็นอยู่กันตอนนี้ต้องเผชิญกับดักสำคัญที่ไม่อาจนำพาประเทศพัฒนาไปมากกว่านี้ จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องสร้างโมเดลใหม่ขึ้นมา เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ และนำพาประชาชนทั้งประเทศไปสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” ให้ได้ภายใต้ 3-5 ปีนี้”

การอยู่ในโลกยุคใหม่อย่างทันโลก เป็นหน้าที่ของผู้บริหารประเทศ แต่ในความเป็นคนสมัยใหม่ เราประชาชนไม่สามารถอยู่ด้วยการ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” สนุกอยู่กับการเสพยาบ้า เอามอร์เตอร์ไซค์ไปแข่งซิ่งกันบนท้องถนน หรือไปโรงเรียนเพื่อยกพวกตีกับโรงเรียนอื่น เพราะที่สุดแล้ว อนาคต คงพากันลำบากไปตลอดชีวิต และนำพาประเทศไปสู่จุดอับ

ซึ่งแน่นอน คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสำเร็จในชีวิต กับช่วงเวลาไม่ถึง 100 ปีบนโลก จะต้องมีวิธีคิดที่ตามโลกทัน หรือบางคนอาจต้องคิด “ที่จะไปรอคนอื่นข้างหน้า” เรียนอย่างไร ค้าขายอย่างไร ทำการเกษตรอย่างไร วางแผนชีวิตในอนาคตแบบไหน

สิ่งเหล่านี้มีให้ศึกษาค้นคว้าจากสื่อโลกสมัยใหม่ และเป็นสิ่งที่เด็กไทยจะต้องตีโจทย์ให้แตกและคิดให้เป็น

เกริ่นไว้เพียงเท่านี้ก่อน เอาไว้สัปดาห์หน้า เรามาหารายละเอียดว่า “ประเทศไทย 4.0” คืออะไร.