Get Adobe Flash player

ต้องไม่ปล่อยให้วัยรุ่นออกมารุมทำร้ายผู้คน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากหัวหน้าคณะปฏิวัติ ประเทศไทยน่าจะมีประชากรประมาณ 18-25 ล้านคน ไม่หนาแน่นแออัดเหมือนในปัจจุบัน

ปกติ รัฐบาลทหาร มักมุ่งเน้นที่ความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นหลัก

จอมพลสฤษดิ์ มีมาตรา 17 เป็นดาบอาญาสิทธิ์ สามารถสั่ง “ประหารชีวิต” ผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคงได้ทันท่วงที

ความจริงกฎหมายมาตรานี้ ไม่ต่างจาก ม. 44 ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้นำมาใช้เพื่อการนี้

สมัยนั้น... ว่ากันว่า จอมพลฯ ลงทุนนั่งรถจี๊ป ออกลาดตระเวณด้วยตนเอง เจอนักเลงก็ “โปวโฉว” กันเดี๋ยวนั้น ส่วนงานหลักก็มุ่งการปราบปราม “อันธพาล ผู้กว้างขวาง” อย่างราบคาบ

คนมือบอนเผาตลาดไล่ที่ ข่มขืนผู้หญิง คนร้ายไปทำผิดปล้นฆ่า ทำตัวเป็นอั้งยี่ ฯลฯ จะถูกจอมพลฯ จัดการอย่างไม่เหลือหรอ

เราจะไม่พูดในประเด็นที่ว่า การกระทำของจอมพลสฤษดิ์ ถูกหรือผิด เพราะเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นจนเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว “การเอาประวัติศาสตร์มาขึ้นศาล” ก็ไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์อันใด

แต่สิ่งที่เห็นเป็นผลที่ตามมาในยุคนั้นคือ “อันธพาล” ไม่กล้าที่จะ “ครองเมือง” อีก ทำให้สุจริตชนคนธรรมดา อยู่ได้อย่างสงบโดยไม่ต้องนอนผวา

ความจริง เรื่องเช่นนี้ ไม่ต้องใช้อำนาจของจอมพล ขอเพียงให้กฏหมายเข้มแข็งและศักดิ์สิทธิ์โดยไม่เลือกปฎิบัติ ก็จะทำให้ประชาชนอยู่ในวินัย

ในประเทศที่เจริญแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าคนในชาติเขาจะมีวินัยมากกว่าประเทศอื่นๆ เพียงแต่ประชาชนของเขากลัวกฏหมาย บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยได้

สมัยปัจจุบัน ภายใต้การปกครองที่มีทหารเป็นใหญ่ แต่ดูเหมือนว่า เหล่าอันธพาล จะกลับมาครองเมืองอีกรอบ กลุ่มวัยรุ่น นึกจะรุมกระทืบใครก็ทำ นึกจะข่มขืนก็ไปลากมา นึกจะฆ่าใครก็ฆ่าอย่างผักปลา ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ราวกับบ้านเมืองไม่มี่ขื่อ ไม่มีแป

ลุกลามจนกลายเป็นลัทธิเอาอย่าง เมื่อกลุ่มโน้นทำได้ กลุ่มนี้ก็ต้องทำได้ จนเกิดเป็นคดีไม่เว้นแต่ละวัน

เรามองว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของเหล่าอันธพาลแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความผิดของผู้รักษากฎหมาย เป็นความผิดของผู้ดูแลบ้านเมือง ที่ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ อยู่อย่างไม่ปลอดภัย

อย่างเช่นข่าว ข่มขืนเด็กหญิงในรถไฟ แล้วโยนร่างออกนอกหน้าต่าง

วัยรุ่นรุมทำร้ายชายพิการซึ่งทำงานในร้านขนมปังจนตาย

ฆ่าบันฑิต มศว เพื่อแย่งโทรศัพท์มือถือ ทั้งยังพูดว่า ถ้าไม่ขัดขืน ก็ไม่ตาย อย่างนี้เป็นต้น

ถามว่า แล้วผู้ถูกกระทำ สามารถตอบโต้ได้ขนาดไหน

ผู้หญิง ถูกสามีทำร้าย โกรธขึ้นมาก็เอาปืนจี้หัว วันๆ ก็อยู่ด้วยความหวาดผวา ผู้หญิงคิดสั้นๆ จ้างมือปืนมาฆ่าสามี ศาลตัดสินให้ประหารชีวิต 

น่าเศร้าที่ว่าผู้หญิงเป็นเหยื่อของสามี ดิ้นรนไปมากน้อยแค่ไหน ที่สุดก็กลายเป็นเหยื่อของกฎหมาย ที่สังคมของเพื่อนมนุษย์ ไม่สามารถปกป้องเธอได้

มาดูกรณี เด็กนักเรียนชั้น ม.4 ถูกวิศวกรยิงเสียชีวิต

ตอนแรกที่ยังไม่มีใครเห็นภาพจากกล้องวงจรปิด ฟังจากปากแม่ของผู้ตาย ก็ว่าลูกชายแค่ลงไปช่วยเจรจา ก่อนถูกยิง ตนไม่เข้าใจว่าทำไมมาเที่ยวพร้อมกับลูก เมีย และแม่ ทำไมต้องพกปืนมาด้วย คงต้องไปตรวจสอบสุขภาพจิตวิศวกรคนที่ลงมือยิง

ต่อมาเมื่อประชาชนได้ดูจากล้องทั้งที่หน้ารถ และวงจรปิดจึงเห็นชัดเจนว่า วัยรุ่นไปรุมทำร้ายวิศวกร ที่ในรถมีทั้งแม่ ภรรยาและลูก

ทำให้โลกโซเชียลมองว่า กรณีนี้เป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวเอง ป้องกันครอบครัวที่มีทั้งแม่ ภรรยา และลูก ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง

แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะวิศวกรเจอข้อหาหนัก ฆ่าคนตายโดยเจตนา และพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ หรือที่มีคำถามว่า ทำไมไม่ยิงขา ยิงแขน หรือยิงขึ้นฟ้า

อีกทั้งมีนักกฎหมายออกมาระบุว่า ถ้าขึ้นศาล วิศวกรอาจติดคุกในข้อหากระทำเกินกว่าเหตุ

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราเห็นว่าไม่เป็นธรรมเพราะคนผิดคือกลุ่มวัยรุ่น คือกลุ่มที่ก่อปัญหา ทำให้มีการป้องกันตัว

คนผิดคือรัฐ ที่ปลอยให้อันธพาลเป็นใหญ่

หรือวิธีการของกระบวนการยุติธรรม จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขไปพร้อมกับการปฎิรูปประเทศด้านอื่นๆ คือต้องยึดทั้งกฏหมาย ไปพร้อมๆ กับข้อเท็จจริง

มีความเห็นหนึ่งที่น่าสนใจ โดยผู้ใช้นามว่า สารวัตรเอก หุ่น เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สลุย ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นว่า

“ผมคิดแบบนี้… วิศวกรนั่งในรถ หลังจากหนีและหลีกเลี่ยงเหตุปะทะมาตลอด (ตามวิสัยของคนมีปืนถูกกฎหมาย และได้เคยฝึกมา ไม่มีใครอยากยิงปืนตัวเองในที่สาธารณะ ถ้าไม่ร้ายแรงถึงชีวิตจริงๆ) การนั่งในรถเป็นมุมอับที่หนีไม่ได้ ทั้งยังโดนจอดรถปะกบหน้าหลัง มีกลุ่มวัยรุ่นคู่กรณี วิ่งกรูกันเข้ามาล้อมทั้งคัน คนนั่งในรถมุมยิงกดมันไม่มี คนรุมกันเข้ามาก็ไม่อาจคาดเดาว่ามีอาวุธอะไรมาบ้าง ถึงได้เหิมเกริมขนาดนี้ จะมีช่องยิงก็ที่ระดับอก ทาบระดับเดียวกับหน้าต่างรถเท่านั้น ยิงขาคงไม่มีโอกาสแน่

กรณีถ้าเล็งแขน (สมมุติเล็งได้อย่างทนายบางท่านแนะ) เป้าเคลื่อนที่ไปมา ไม่ได้หยุดนิ่ง มีโอกาสยิงไม่โดนแขน ก็จะพลาดไปโดนตัวอยู่ดี ถ้าไม่โดนทั้งแขนทั้งตัวคราวนี้หลุดไปโดนผู้บริสุทธ์เบื้องหลังแน่นอน เพราะที่เกิดเหตุมีรถและคนมากมาย และการยิงพลาด นั่นหมายถึงต้องยิงซ้ำนัดที่ 2-3-4-5

การยิงสุ่มเพียง 1 นัดระหว่างโดนรุมยำ ไม่มีใครหวังให้ตาย เหยื่อเพียงหวังก็เพื่อหยุดยั้งภัยร้ายแรงที่เข้าถึงตัวแล้ว อย่างจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ตนและครอบครัวปลอดภัย และต้องชี้ไปที่เป้าหมายใหญ่เพื่อให้เหตุการซึ่งหน้าหยุด และไม่ให้กระสุนพลาดไปโดนผู้ไม่เกี่ยวข้อง คนครองปืนอย่างถูกกฎหมายทุกคน ต้องใส่ใจเคสนี้อย่างจริงจัง เพราะมันเกิดกับใครก็ได้ ถ้าไม่รักษาชีวิตเราจะซื้อปืนถูกกฎหมายไว้ทำไม

“มีปืนแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี” “ปืนมันคือทรัพย์สิน ที่ใช้ดูแลชีวิตและทรัพย์สินของเรา”และ “เป็นสิ่งที่ต้องใช้ ในโอกาสสุดท้าย ที่ยังมีชีวิตเท่านั้น” หากเราถูกฆ่าตายแล้ว มีปืนไม่ยิงก็ไร้ประโยชน์ จำไว้ครับ “เดินขึ้นสู้ในศาล ดีกว่าถูกหามขึ้นศาลา”

กรณีนี้ เราเห็นด้วยกับคุณสารวัตร และไม่อยากเห็น “วิศวกร” ต้องติดคุกเพียงเพราะต้องการยับยั้งคนเลวไม่ให้ทำร้ายครอบครัว และไม่อยากให้ ฝ่ายยุติธรรม มองข้ามเสียงสะท้อนของประชาชน ที่เฝ้ามองคดีนี้

อยากให้พิจารณา ทั้งกฎหมาย และความรู้สึก และความเป็นจริง

การที่ในบางประเทศมีคณะลูกขุน ที่คัดเลือกมาจากผู้มีอาชีพต่างๆ มาร่วมพิจารณาคดี น่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะลูกขุน สามารถตัดสินด้วยความรู้สึกที่เป็นธรรม ควบคูกับการใช้อำนาจกฏหมาย.