Get Adobe Flash player

อำนาจรัฐ กับวัดพระธรรมกาย โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เรื่องของการใช้อำนาจ ม.44 ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมาก จนอยากจะมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น (อีกรอบ) อาจตรงใจ หรือไม่ตรงใจท่าน ก็ขอให้ถือว่านี่เป็นความคิดของคนเพียงคนเดียว ท่านไม่ต้องเชื่อก็ได้

เริ่มจากรัฐบาล คสช.มีอำนาจในการสั่งการได้ก็จริง แต่เป็นรัฐบาลที่เข้ามาด้วยวิธีพิเศษ เพราะฉะนั้นอำนาจนี้ ก็มีทั้งคนยอมรับและไม่ยอมรับ การกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จึงมีทั้งผู้สนับสนุนและต่อต้าน

สำหรับวัดพระธรรมกายเรื่องคำสอนก็เป็นประเด็นหนึ่ง จะผิดหรือถูก ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ว่าใครจะมองอย่างไร

เพราะการสอนแบบผิดในศาสนาพุทธ ไม่ได้มีแต่วัดพระธรรมกาย พวกปลุกเสก ทรงเจ้าเข้าผี ขายแต่วัตถุมงคล พวกแก้ราหู เป่าเทียนตัดเค๊ก จัดแฮปปี้เบิร์ดเดย์หลวงพ่อ ขึ้นราคาลูกนิมิต ปีทั้งปีทอดแต่ผ้าป่า หากันแต่เงิน ฯลฯ ก็น่าจะไม่ได้มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า

แม้แต่สายพุทธวจน เอง หลายประเด็นก็ยังมีการถกเถียงให้ตรวจสอบ

แต่ประเด็นปัญหาของวัดพระธรรมกายมีอยู่ 2 เรื่อง คือหนึ่ง การบริหารจัดการเงินที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งมีบุคคลหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยให้พระเป็นผู้เซ็นเอกสาร ซึ่งดูเหมือนเจ้าของ แต่แท้จริงคือการรับผิดและรับชอบตามกฏหมาย

หลายคนไม่เชื่อว่าทีมสงฆ์จะบริหารจัดการเงินได้ พระก็เซ็นไปตามที่ฝ่ายที่ดูแลเงินให้เซ็น เพราะฉะนั้นผู้บริหารจัดการเงินคือกลุ่มผู้บริหารตัวจริง ส่วนเงินจะเข้ามาอย่างไร ออกไปแบบไหน มีความเป็นมาอย่างไร เข้าบริษัทใคร มีความโปรงใสแค่ไหน ตรงนี้คนนอกไม่มีทางรู้ได้

อย่าว่าแต่คนนอกเลย แม้แต่พระ หรือผู้ที่มีจิตศรัทธา ก็ไม่มีทางรู้

ประเด็นที่สองคืออำนาจ ความศรัทธาของมวลชนคืออำนาจที่ยิ่งใหญ่ แม้กระทั่งฝ่ายการเมือง ก็พยายามเข้ามามีส่วนร่วมในอำนาจนี้ เพราะถ้าเมื่อใดก็ตาม ที่ศิษย์พระธรรมกายเห็นว่า นักการเมืองกลุ่มนี้เป็นพวกเดียวกับธรรมกาย สามารถปกป้องพระธรรมกายได้ เขาก็พร้อมที่จะเทคะแนนให้

แต่อำนาจนี้ก็เป็นดาบสองคม คือใช้ได้ก็จริง แต่ก็ทำให้เกิดความหวาดระแวง และกระแสต้าน ซึ่งจะส่งผลต่อความรุนแรงทั้งบวกและลบ ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เมื่อใดก็ตามที่ศาสนจักร ขบเกลียวกับอาณาจักร ก็จะนำพาไปสู่ปัญหา

ถึงตรงนั้นหากดูจากประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าไม่มีใครยอมใคร

เหมือนยุคพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน หรือจักรพรรดิชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งเป็นชาห์องค์สุดท้าย

ก่อนที่ “อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี” ผู้นำทางศาสนาจะโค่นล้มพระเจ้าชาห์ได้สำเร็จ ที่เรียกว่า ฟากิฮ์ หรือ รอฮ์บัรร์ ถือเป็นผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณมีอำนาจครอบคลุมทั้งการเมืองและการปกครอง

ในแผ่นดินใหญ่จีนโบราณ “วัดเส้าหลิน” ซึ่งนอกจากเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแล้ว ยังเป็นแหล่งของการฝึกวรยุทธ์ ที่เรียกว่า “กังฟู”

เมื่อใด้ก็ตามที่เส้าหลินมีอำนาจมากเกินไป ก็จะถูกระแวงจากอาณาจักร การทำลาย เส้าหลิน จึงมีให้เห็นเสมอ

ในราชวงศ์ชิง จากเหตุผลทางการเมือง มีการส้องสุมผู้คน มีการรวบรวมจอมยุทธเพื่อการบางอย่าง ทำให้มีความหวาดระแวงเกิดขึ้น ฝ่ายอำนาจพยายามที่จะลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง พระถูกห้ามไม่ให้ฝึกกังฟู แต่กระนั้นก็ตาม ยังคงมีการลักลอบฝึกกันอย่างลับๆ ทั้งในบริเวณวัดและตามสถานที่ต่างๆ

ในที่สุดวัดเส้าหลิน ถูกจักรพรรดิหยงเจิ้ง ส่งกองทัพมากวาดล้างและเผาทำลาย

กล่าวกันว่า ตลอดระยะเวลา 1,500 ปี วัดเส้าหลินถูกเผาครั้งยิ่งใหญ่ถึง 3 ครั้ง

ในวงจรการเงินในประเทศไทย มันมีที่ไปที่มาโยงใยไปตามวงจรของมัน แต่ก็มีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ในระดับหนึ่ง

เรื่องเริ่มต้นที่สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ที่มีเงินฝากประมาณ 15,000 ล้านบาท พบว่ามีการทุจริตครั้งมโหฬารเกิดขึ้น และที่ทำให้เกิดเป็นข่าวใหญ่ เพราะเงินที่ถูกโกงไปนั้น เป็นเงินฝาก เงินออม จากการเก็บหอมรอมริบของประชาชน ของมูลนิธิเล็กๆ ที่หวังดอกเบี้ย มาทำให้เกิดประโยชน์   

เมื่อมีการตรวจสอบการฉ้อฉล การฟอกเงิน ก็พบว่าเส้นทางการเงินไปเกี่ยวข้องกับบางส่วนของวัดพระธรรมกาย ข่าวระบุว่า “มีคนของสำนักธรรมกายได้เข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แทนผู้บริหารชุดเดิม ในช่วงปี 2552-2555” ฯลฯ

รายละเอียด การจ่ายเช็คต่างๆ ถูกตรวจสอบ รวมทั้งที่ไปเกี่ยวข้องกับพระธัมมชโย เรื่องที่ดิน และอื่นๆ

ถ้าตอนนั้น พระธัมมชโย ไปชี้แจงกับทางการ ข้อกล่าวหาหนักก็จะกลายเป็นเบา เรื่องก็อาจจะจบลงด้วยดี

แต่น่าเสียดายที่ผู้บริหารการเงินของวัดพระธรรมกาย เลือกที่จะไม่ยอมให้พระธัมมชโยไปพบเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ให้ราคากับอำนาจรัฐ

อ้างว่าป่วย ไม่สามารถไปพบเจ้าหน้าที่ ใช้วิธีหลบหลีก และออกข่าวว่า ใช้อำนาจรัฐรังแกศาสนา

ซึ่งตรงนี้เรามองว่า เป็นการเดินแต้มที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ของฝ่ายบริหารธรรมกาย

เป็นการสร้างอำนาจศาสนจักรซ้อนอำนาจอาณาจักรอย่างไม่ระมัดระวัง

เพราะถึงแม้ป่วยจริง ไปให้ปากคำเจ้าหน้าที่ไม่ได้ แต่ถ้ายอมให้เจ้าหน้าที่มาหาที่วัด ก็ยังทำได้ พระท่านปวดขา ไม่ได้ปวดปาก

ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหน จะไม่มีใครอยากมีปัญหากับวัด โดยเฉพาะวัดใหญ่ ที่มีคนศรัทธามากๆ เพราะเท่ากับต้องสู้กับศรัทธาของประชาชน ซึ่งจะได้ไม่คุ้มเสีย

แต่เมือมีการขัดขืน ความรู้สึกเสียหน้าก็เกิด ศึกศักดิ์ศรีก็ต้องมี ตำรวจเองก็ไม่สามารถซุกเรื่องนี้ให้เงียบลงได้ จึงจำเป็นต้องเดินหน้าใช้กฏหมาย จนเกิดสิ่งที่เห็น

ดีเอสไอ หยุดไม่ได้ ตำรวจหยุดไม่ได้ รัฐบาล คสช.ก็ยิ่งหยุดไม่ได้

ประเด็นที่น่าสงสัยคือ ทำไมฝ่ายเสนาธิการของวัด จึงไม่ยอมให้พระธัมมชโย ไปพบกับเจ้าหน้าที่ หรือเป็นเพราะว่าถ้าไปพบแล้วมีการสืบสาวขยายผล คนที่ทำผิดใหญ่หลวงอาจไม่ใช่พระ

จึงต้องหลบหลังจีวร ให้พระซึ่งเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งหลาย มารับบาปแทน

ซึ่งถ้าเป็นจริง หมากเกมนี้นับว่าโหดเหี้ยมมาก

ผู้ที่น่าสงสารก็คือผู้ที่ศรัทธาวัดพระธรรมกาย กลายเป็นโล่มนุษย์ คิดว่ามาเพื่อปกป้องพระที่พวกตนนับถือ ปกป้องพระพุทธศาสนา แท้จริงพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันไม่ใช่

ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ เท่าที่สังเกต ถามอย่างหนึ่งแต่ตอบไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ละฝ่าย ไม่ได้พูดเรื่องเดียวกัน มุ่งแต่ทำสงครามจิตวิทยาแย่งมวลชน ไม่ได้แก้กันที่ต้นเหตุคือ “แก้ข้อกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรม”

ที่สุดแล้ว พระต้องหนี อยู่ไหนก็ไม่รู้ และเมื่อหนีแล้วก็ต้องหนีไปจนกว่าจะหมดอายุความ ตรงนี้น่ากลัวว่าพระธัมมชโย จะไม่ปลอดภัยจากผู้กระทำความผิดตัวจริงในฝ่ายเดียวกัน

เรื่องนี้ ซับซ้อนซ่อนเงื่อน บางคนบอกว่าต้องหนีจนกว่าจะมีรัฐบาลประชาธิปไตยที่พวกเขาเชื่อว่ารัฐบาลชุดเดิมจะกลับมาช่วย

แต่จะมั่นใจได้อย่างไร จะเชื่อนักการเมืองได้แค่ไหน หรือใครจะกล้าออกมายืดอกปกป้อง เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้านักการเมืองมาช่วย ก็จะเสียมวลชนกลุ่มที่ไม่เอาธรรมกาย หรือไม่ก็อาจเป็นชนวนทำให้รัฐบาลล้ม เมื่อนักการเมืองดีดลูกคิดแล้ว จะคุ้มกันหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่า พระธัมมชโย ไม่ควรเชื่อใคร ควรมาพบเจ้าหน้าที่ พบรัฐบาลทหารนี่แหละ เพื่อบอกความจริงทั้งหมด ใครเป็นผู้ทำให้เกิด อย่างที่กล่าวแล้วว่าถ้าตรงไหนผิดก็แก้ไข และยินดีชดใช้ที่เกิดความเสียหาย ต้องไม่ลืมว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ใจร้าย รัฐบาลก็คงไม่ได้โหดร้าย และท้ายสุด ยังมีกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทางวัดมีกำลังพอที่จะจ้างทีมทนายที่เก่งๆ ของประเทศ มาสู้คดีได้ เพราะนี้จะเป็นทางรอดทางเดียว ซึ่งอาจเป็นหนทางที่จะได้กลับมาอยู่วัดอีกครั้ง

ดีกว่าที่ หลวงตาอิน หรือหลวงตานา ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไปชั่วชีวิต แล้วยกวัดที่สร้างมากับมือให้ “หลวงตาอยู่” เสวยสุข.