Get Adobe Flash player

อยู่ในอเมริกาใต้อำนาจ‘ทรัมป์’ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

การเมืองในสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีมหาเศรษฐี โดนัล ทรัมป์ อาจจะเป็นรูปแบบใหม่ที่มีเรื่องน่าตื่นเต้นไม่เว้นแต่ละวัน นับตั้งแต่การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรก ที่บอกไว้ว่าจะเน้นด้านความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของชาติ จะเพิ่มงบใช้จ่ายด้านกลาโหม เพื่อสร้างกองทัพให้เข้มแข็งจะทำให้ชาวอเมริกันอยู่อย่างปลอดภัย

จะให้ความสำคัญกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง จะสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก เนรเทศคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย และกวาดล้างพวกผู้ก่อการร้ายให้หมดไปจากโลก

แล้วประธานาธิบดี ก็เริ่มทำตามที่บอกไว้ ตั้งแต่เรื่องการระงับวีซ่า 7 ประเทศมุสลิม ทั้งๆ ที่ชาวมุสลิมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ส่วนผู้ก่อการร้ายที่มีอยู่ในโลกนี้ พวกเขามีอุดมการณ์อื่น  

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ย่อมทำให้เกิดภาพของการเผชิญหน้า

ในความเป็นมหาเศรษฐี ทำให้ทรัมป์มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เขาพร้อมที่จะตอบโต้กับใครก็ได้ ทุกเม็ด ทุกดอก

วันก่อน ทรัมป์ เผยแพร่ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ประกาศว่า เขาจะไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 29 เมษายน โดยไม่ได้บอกเหตุผลว่าเพราะอะไรจะไม่เข้าร่วมงาน แต่ก็มองได้ว่าเป็นเพราะความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนัก ระหว่างเขากับสื่อต่างๆ  โดยที่ก่อนหน้านั้น เขาได้กล่าวโจมตีสื่อมวลชนว่าเป็นพวกจอมปลอม

ทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้สื่อบางสำนัก อาทิเช่น บีบีซี ซีเอ็นเอ็น บัซฟีด นิวยอร์กไทม์ส และ ลอสแอนเจลิสไทมส์ เข้าร่วมฟังการแถลงข่าวของรัฐบาลเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

สิ่งที่ประธานาธิบดีเริ่มทำอีกเรื่องคือการ ขอให้กระทรวงกลาโหมเพิ่มงบประมาณสำหรับต่อเรือ สร้างเครื่องบินรบ และเพิ่มกำลังทหารในน่านน้ำและจุดตรวจระหว่างประเทศที่สำคัญช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลจีนใต้ โดยจะสร้างกองทัพให้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

แต่นโยบายด้านต่างๆ ที่ว่ามานั้น คงไม่ส่งผลกระทบกับคนกลุ่มน้อยที่เขามาทำมาหากินในสหรัฐมากมายนัก ยกเว้นปัญหาที่เกี่ยวกับอิมมิเกรชั่น

อ่านจากข่าวของเสรีชัยเอง ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดนัลด์ ทัมป์ ได้ประกาศถึงการจู่โจมของเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นเพื่อจับกุมผู้ที่อยู่อย่างผิดกฎหมายนั้น ว่าเป็นการทำตามสัญญาที่ให้ไว้ขณะที่รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี การดำเนินการต่อไปนี้ เป็นนโยบายให้เจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติระยะยาวและเป็นงานประจำ

ข่าว เจ้าหน้าที่จากสำนักงาน Immigrations and Customs Enforcement หรือเรียกสั้นๆ ว่า ICE ได้บุกจับผู้ที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย 7 รัฐ ในที่ทำงาน ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ สถานที่จอดรถ บ้านพักอาศัย โดยกักตัวไว้จำนวนหลายร้อยคน ส่วนหนึ่งถูกเนรเทศกลับไปยังประเทศเม็กซิโกทันที

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ได้ทวีตเพิ่มเติมว่า เป็นการรักษาสัญญาว่าจะจับกุมและเนรเทศพวกแกงค์ พวกค้ายาเสพติดและอื่นๆ จากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งซึ่งเขาได้สัญญาว่าจะเนรเทศโรบินฮู้ด 3 ล้านคน

ข่าวนี้ได้สร้างความหวาดหวั่นให้ผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายอยู่ไม่น้อย

ยกตัวอย่าง เมื่อไม่กี่วันก่อน มีโอกาสไปทำธุรกรรมกับหน่วยงานโซเชียล ที่เขตเมืองใกล้บ้าน

มีข้อน่าสังเกต 2 เรื่อง เรื่องแรกก็คือมีผู้มาติดต่อบางตาจากครั้งก่อนๆ และเรื่องที่สอง มีการขอดูเอกสารเกี่ยวกับสถานภาพการอยู่ในสหรัฐ ซึ่งที่ผ่านมา ไม่เคยมีการขอดูเอกสารเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยากให้คนไทยบางท่านที่อยู่เกินกว่าที่วีซ่ากำหนด อย่าได้ตื่นตระหนก เพราะเชื่อว่า “คนไทย” ไม่ใช่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เพราะเราเป็นคนกลุ่มน้อยกลุ่มเล็กๆ เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ นับเป็นชนชาติที่ก่อปัญหาน้อยมาก และเป็นชนชาติที่แทบไม่เคยเรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ

อยากให้มองว่า การกวาดล้างจับกุมในลักษณะนี้ เป็นเรื่องปกติ สมัยอื่นๆ ก็ใช่จะไม่มี

อย่างเช่นสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ก็ได้เนรเทศโรบินฮู้ดออกจากประเทศเป็นอันดับแรกของการดำรงตำแหน่งเช่นกัน

จนได้รับฉายาว่า ราชาแห่งการเนรเทศ ซึ่งมีมากกว่าสองล้านคน และปี 2012 จำนวน 409,000 คน มากกว่าประธานาธิบดีคนอื่นๆ เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงนโยบายนี้ ในวาระที่ 2 ของการดำรงตำแหน่ง จึงได้สั่งให้เนรเทศโรบินฮู้ดที่กระทำผิดอาญาร้ายแรงเท่านั้น

จึงไม่ควรตื่นตระหนกกับข่าวต่างๆ โดยเฉพาะข่าวลือที่อาจมีการใส่สีตีไข่จนดูน่ากลัว   

จากปฎิบัติการเชิงรุกของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้รับการวิเคราะห์ว่า การจับกุมโรบินฮู้ดครั้งนี้ เป็นสัญญาณว่าได้เริ่มต้นปฏิบัติการที่ก้าวร้าว และจะเพิ่มผู้ที่ถูกเนรเทศจำนวนมากภายใต้คำสั่งนี้

แต่กระนั้นก็ตาม ผลจากการกระทำของเขา ก็ถูกจับตามองและถูกวิจารณ์ในวงกว้าง

นักพิทักษ์สิทธิมนุษยชน วิจารณ์การจับกุมของเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นทั่วประเทศ มีภาพจับกุมพวกที่หลบหนีและพวกก่อคดีอาชญากรรม ที่เท็กซัส วิดีโอในโซเชียลมีเดีย ภาพผู้ชายคุกเข่าขณะถูกจับโดยเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นที่หน้าร้านอาหารแฟสฟู้ด เป็นที่กล่าวขวัญว่าน่ากลัวสำหรับครอบครัวและเด็กๆ ที่ได้เห็น

ข่าวว่าที่ลอสแอนเจลิส มีผู้ถูกจับเพียง 161 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้กระทำผิดอาญาร้ายแรงและรอการเนรเทศ

นั่นก็หมายความว่าผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด ก็ย่อมไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเช่นกัน

มีข่าวต่อเนื่องในสัปดาห์ถัดมา เมื่อวันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์

นโยบายด้านอิมมิเกรชั่น ของประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้เริ่มต้นปรับปรุงการปฏิบัติงานและวางนโยบายอิมมิเกรชั่น

ด้วยการวางรากฐานการจับกุมบุคคล ที่หลบหนีเข้ามาทางเขตแดนเม็กซิโก ซึ่งไม่ได้มีแต่เฉพาะเม็กซิกันเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มประเทศละตินอเมริกา เช่นบราซิล กัวเตมาลา อีคัวดอร์ เฮติ และฮอนดูรัส

ข่าวว่าทรัมป์ไม่สนใจว่าใครจะมาจากประเทศอะไร เพราะถ้าเข้าเมืองมาทางเม็กซิโก ก็จะเนรเทศกลับไปยังเม็กซิโก โดยไม่สนใจเสียงทัดทาน

จอห์น เคลลี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคง ได้เซ็นเอกสารที่บันทึกรายละเอียดทั้งหมด ถึงการเนรเทศผู้ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย

โดยเน้นกระทำผิดคดีอาญาร้ายแรงเป็นอันดับแรก พวกปล้นทรัพย์ ลักขโมย ไปจนถึงการลักเล็กขโมยน้อยตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าต่างๆ และผู้ที่มีการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและผู้ที่เพิ่งข้ามเขตแดนเข้ามาในประเทศ

ปฎิบัติการของทรัมป์ หากเจตนาเพื่อกวาดล้างคนที่ทำผิดกฏหมาย ก็คงไม่มีกระแสต้าน หรือมีก็คงไม่มาก

เพราะเท่ากับเป็นการลดการก่ออาชญากรรมของประเทศสหรัฐ ให้น้อยลง.