Get Adobe Flash player

เมืองใต้บาดาล โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ช่วงนี้มีข่าวคราว เรื่องราวเกี่ยวกับ “น้ำท่วมโลก” ในสื่อโชเชียลมีเดีย ออกมาถี่ขึ้น เมื่อโพสต์มาคนหนึ่งก็มีการแชร์ตามๆ กันไป เหมือนข่าวที่ลือกันว่า โลกจะแตกเมื่อปี 2000 แต่เมื่อโลกไม่แตก เราก็อยู่ต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนข่าวเรื่องน้ำท่วมโลก คนโพสต์คนแรกพยายามระบุว่า ได้อ้างอิงมาจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาวาย ว่าในปี 2020 (พ.ศ.2563) ระดับน้ำในทะเลจะสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 6,400 นิ้ว หรือ 160 เมตร เหตุเพราะอุณหภูมิสูงขึ้นภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกจะละลาย

ส่วนเมืองที่เกิดผลกระทบมีหลายเมืองในหลายประเทศ ที่เราคุ้นเคยเช่น นิวยอร์ค ฟิลาเดนเฟีย ลอส แอนเจลิส ฯลฯ

นอกนั้นก็มี แคนาดา คิวบา รวมทั้งหลายเมืองในแถบอเมริกาใต้ ยุโรป ฯลฯ

แถบเอเชีย ก็มีโตเกียว นางาซากิ ของญี่ปุ่น, โซล เกาหลีใต้, ไทเป ใต้หวัน

เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง จีน, ฮานอย เวียดนาม, สิงคโปร์ซิตี้ สิงคโปร์, ย่างกุ้ง เมียนมา, ลงไปออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

รวมทั้งกรุงเทพฯ และเมืองชายทะเล เกาะแก่งต่างๆ ของบ้านเรา ซึ่งถ้าจริงฟังดูก็น่าจะเดือดร้อนไม่น้อย

เมื่อมาถึงตรงนี้ ถามว่าในประวัติศาสตร์ เคยมีเมืองที่จมอยู่ใต้น้ำบ้างหรือไม่ ตอบได้ว่ามึ

ข้อมูลจาก sharethisthing, surya21, wittyffed

กล่าวถึงเมืองซือเฉิง หรือเมืองสิงโต เมืองโบราณใต้น้ำในประเทศจีน อยู่ลึกลงไป 40 เมตรในทะเลสาบเฉียนเต่า มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม เคยเจริญรุ่งเรืองในยุคราชวงค์ฮั่น และเป็นศูนย์กลางของมณฑลเจ้อเจียงอีกด้วย

ส่วนสาเหตุที่เมืองนี้จมลงใต้น้ำก็เพราะว่า ทางรัฐบาลจีนได้สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำซินอันซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองนี้ในปี ค.ศ 1959

เมืองใต้น้ำอีกเมืองชื่อ Baiae ในประเทศอิตาลี

ในอดีต เมืองแห่งนี้เคยเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของเหล่าผู้มีฐานะและมีชื่อเสียง จนกระทั่งเมื่อ 1500 ปีก่อน ระดับน้ำก็ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้เมืองนี้อยู่ใต้น้ำ ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักประดาน้ำ ผู้อยากเห็นซากอารยธรรมโบราณ

อีกแห่ง เมือง Port Royal ประเทศจาไมก้า ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าของเหล่าโจรสลัด ที่เต็มไปด้วยอบายมุขและสิ่งผิดกฎหมายมากมาย และเมืองนี้เคยมีอุบัติภัยทางธรรมชาติที่โหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในโลก โดยในปี 1692 เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และเกิดคลื่นยักษ์สึนามิตามมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีกว่า 2,000 คน และส่วนหนึ่งของเมือง ก็จมลงสู่ใต้น้ำในทันที ฯลฯ

เว็บต์ http://board.postjung.com/534710.html

กล่าวถึงอุทยาน Yonaguni ที่ญี่ปุ่นติดกับใต้หวัน

เป็นอุทยานหินขนาดใหญ่ซี่งมีการค้นพบเมื่อปี 1987 อุทยานนี้มีอายุเก่าแก่ประมาณหมื่นปี และคาดว่าสร้างขึ้นสมัย Ice Age ก่อนที่ระดับน้ำทะเลจะสูงขี้นถึงปัจจุบัน ส่วนแนวของปะการังบริเวณนั้นมีอายุประมาณ 6 พันปี ซี่งบ่งบอกว่าน้ำทะเลได้ท่วมขี้นมาในบริเวณนี้ ซึ่งตรงกับประวัติศาสตร์คำเล่าต่างๆ เกี่ยวกับน้ำท่วมโลก ส่วนคนที่อาศัยอยู่ที่นั้นได้มีหลักฐานว่ามีอายุเก่าแก่ถีง 32,000 ปี

ที่ประเทศคิวบา มีการค้นพบเมืองใต้น้ำ เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซี่งลึกลงไปใต้น้ำ ซี่งอยู่ลึกกว่า 2,000 ฟุต หรือ 650 เมตร ฯลฯ

ในตำนานปรัมปราของฝรั่ง ก็เคยกล่าวถึงเมืองทั้งเมืองที่จมหายไปในมหาสมุทร

จากเว็บไซต์ http://cakecoong.exteen.com

กล่าวถึง แอตแลนติส อาณาจักรที่สาบสูญ ผู้ที่สร้างตำนานอาณาจักรนี้ คือ  “เพลโต” นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวคิดตะวันตก

กล่าวกันว่าอาณาจักรแอตแลนติส เป็นทวีปหนึ่งที่อยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ที่เชื่อกันว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยแรกของโลก ชนชาติที่อาศัยอยู่บนทวีปแอตแลนติสเป็นชนชาติผิวแดง มีความรู้ความสามารถในศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งงานด้านประติมากรรม สถาปัตยกรรมและวิศวกรรม    โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์

รู้จักประดิษฐ์ไฟฟ้าใช้  โดยความสำเร็จในทางวิทยาศาสตร์ของชาวแอตแลนติสนั้น อาศัยพลังงาน แสงอาทิตย์เป็นสำคัญ

แต่แล้วก็เกิดมหันตภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ ทั้งวันและคืนที่โหดร้าย ในขณะที่เกาะยิ่งใหญ่แห่งแอตแลนติสก็จมหายไปในทะเล

จากบทบันทึกของเพลโตได้กล่าวถึงดินแดนแห่งนี้ไว้ว่า ได้ล่มสลายลง และถูกคลื่นยักษ์ กวาดกลืนจนไร้ร่องรอย แอตแลนติส เป็นเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในงานเขียนของเพลโตชื่อทีมาอุส และ ครีติอัส ซึ่งเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่บรรพบุรุษของเพลโตเล่าต่อกันมาว่า แอตแลนติสเป็นชนชาติที่อยู่บนเกาะ ในช่วงระหว่าง 11,500 ปีที่แล้ว ซึ่งได้พัฒนาอารยธรรม จนเจริญก้าวหน้าไปมาก ส่วนสาเหตุที่ทำให้ดินแดนแห่งนี้ล่มสลายนั้นมีทั้งจากภัยธรรมชาติหรือ จากตำนานเทพเจ้ากรีกที่ระบุว่าชาวเมืองแอตแลนติสมีความละโมบ และกระหายอำนาจ เทพเจ้า จึงลงโทษด้วยการทำลายเมืองไปในที่สุด

ทั้งนักประวัติศาสตร์และนักสำรวจพยายามค้นหาที่ตั้งของแอตแลนติส จากที่เพลโตได้เขียนไว้ว่า แอตแลนติสตั้งอยู่เลยเสา หินแห่งเฮอร์คิวลีสออกไป ซึ่งในปัจจุบัน คือ ช่องแคบยิบรอลตา ดังนั้นแอตแลนติส จึงควรอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยน่าจะเป็นหมู่เกาะ อะซอเรสหรือ มาดีราส หรือ คานารีส แต่การศึกษา ทางโบราณคดีที่หมู่เกาะเหล่านี้ไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ ว่าเคยเป็นอาณาจักรแอตแลนติส มาก่อน เมื่อไม่มีหลักฐานใดๆ ในแอตแลนติก

จึงเป็นตำนานอันลี้ลับ ให้มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้ากันต่อไป

ประเทศเราก็เคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับแผ่นดินไหว จนเมืองทั้งเมืองจมอยู่ใต้น้ำเช่นกัน

จากตำนาน ท้าวผาแดง นางไอ่ น่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่เมืองสุวรรณโคม แต่ชาวเมืองกลับเชื่อว่า เป็นเพราะพญานาค ขึ้นมาทำลาย

ตำนานกล่าวถึง ท้าวผาแดง เจ้าชายเมืองผาโพง, กับท้าวพังคี ลูกชายพญาศรีสุทโธ พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ต่างหลงรักผู้สาวคนเดียวกันคือ “นางไอ่” ลูกสาวเจ้าเมืองสุวรรณโคม

“ท้าวพังคี” แปลงกายเป็นกระรอกด่อน (กระรอกเผือก) เพื่อมาชมโฉมนาง แต่ถูกนายพรานยิงตาย ความทราบถึงพญาศรีสุทโธ ผู้เป็นพ่อโกรธมาก จีงยกพลมาถล่มเมือง

ตำนานแผ่นดินไหวระบุว่า “พอตกตอนกลางคืนผู้คนกำลังหลับสนิท เหตุการณ์ร้ายก็ได้เกิดขึ้น เสียงครืนๆ แผ่นดินถล่มดังมาแต่ไกล บ้านเรือนพังทลาย ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก  แผ่นดินเมืองสุวรรณโคมก็ล่มทลายลงเป็นหนองหาน ต้นลำน้ำปาว ส่วนบ้านดอนแก้ว หรือดอนแม่ม่าย แห่งเดียวที่ไม่ได้ล่มทลายลง ดังที่เห็นในปัจจุบัน

เรื่องนี้จบเศร้า ท้าวผาแดง พานางไอ่ ขึ้นหลัง “ม้าบักสาม” ควบหนีออกจากเมือง แต่ในที่สุดนางไอ่ก็ถูกพญานาคใช้หางฟาดตกลงจากหลังม้า และจมลงในน้ำตายไปต่อหน้า เมื่อท้าวผาแดงเหมือนใจจะขาด กลับถึงเมือง ข้าวปลาไม่กิน ร่างกายผ่ายผอม เกิดล้มป่วยลงและตรอมใจตายตามนางไปในที่สุด

ส่วน เว็บไซต์ของจังหวัดกาญจนบุรี ก็กล่าวถึง วัดใต้น้ำที่ชื่อวังก์วิเวการามเดิม

ข่าวว่านักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในช่วงหน้าแล้ง บางเดือนน้ำหลังเขื่อนลดลงมาก ก็จะสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชมโบสถ์ใต้น้ำแห่งนี้ได้

ส่วนสาเหตุที่วัดจมอยู่ใต้น้ำ เกิดจากปี 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มีโครงการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือเขื่อนเขาแหลม เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า มีการเก็บกักน้ำหลังเขื่อน ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนท่วมตัวอำเภอเก่า รวมถึงวัดวังก์วิเวการาม ทางการจึงได้อพยพชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ออกจากบริเวณที่น้ำท่วม และย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขาด้านฝั่งตะวันตกของลำน้ำแควน้อย ส่วนบริเวณวัดเดิม ถูกปล่อยให้จมอยู่ใต้น้ำ เป็นที่รู้จักกันในนามของ "วัดใต้น้ำ" หรือ เมืองบาดาล