Get Adobe Flash player

แม่พิมพ์ของชาติ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เรื่องราวชีวิตของ “น้องคิว”  นักเรียนจากบุรีรัมย์ สอบติดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ภาคเคมีแต่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมงวดแรกจำนวน 36,700 บาท

เพราะแม่ได้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน เมื่อช่วงปลายปี ส่วนพ่อแท้ๆ ก็ทิ้งไปตั้งแต่น้องคิว 4 ขวบ ขณะพ่อเลี้ยงหลังแม่เสียชีวิตแล้วก็ไม่เหลียวแลและไม่ให้อยู่ร่วมบ้านด้วย  จนน้องคิว ต้องไปขออาศัยอยู่กับป้า ที่มีอาชีพขายข้าวแกง

แต่โชคยังดี ที่โลกนี้ไม่ได้โหดร้ายเกินไป เพราะเมื่อข่าวนี้แพร่ไป ได้มีผู้ที่ทยอยกันมาช่วยเหลือ

อย่างเช่น พ.ญ.เสาวณีย์  แสงอรุณ  แพทย์เจ้าของคลินิกแถวเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย พ.ญ.สิริพร   วิเชษฐพงศ์  และ นพ.สมเกียรติ   วิเชษฐ์พงศ์ แพทย์จากโรงพยาบาล จ.ร้อยเอ็ด  ได้ประสานผ่านมา ว่ามีความต้องการจะช่วยเหลือน้องคิวโดยจะส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาตรี

และหากช่วงที่ศึกษาอยู่ น้องคิวเจ็บป่วยก็พร้อมจะรักษาให้ฟรี ทั้งยังระบุว่า หากเงินที่ได้รับบริจาคจากผู้ใจบุญไม่เพียงพอ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อ ก็พร้อมจะส่งเสียจนศึกษาจบตามความฝัน หากศึกษาจบแล้วก็ไม่ต้องการอะไรตอบแทน เพียงอยากให้น้องคิวเป็นเด็กดี มีงานทำที่มั่นคงสามารถเลี้ยงตัวเองได้และช่วยเหลือสังคมเท่านั้น

หลายคนที่ติดตามข่าว รู้สึกขอบคุณ กับสิ่งที่คุณหมอและทุกท่าน ที่หยิบยื่นอนาคตให้กับน้อง

ซึ่งน้องคิว บอกว่า หากศึกษาจบตามฝันและได้ทำงานที่เพียงพอเลี้ยงตัวเองได้ ก็จะตอบแทนบุญคุณของป้าที่ดูแล และหากมีอะไรที่ทำเพื่อสังคมได้ก็พร้อมจะทำ ที่สำคัญหากมีงานที่มั่นคงแล้วก็พร้อมจะช่วยเหลือน้องๆ ที่ขาดโอกาสเหมือนกับตนเองเหมือนกับที่ตน  ได้รับโอกาสจากผู้ใจบุญเช่นกัน

ฟังแล้วก็สุขใจ

อีกรายหนึ่งครับ ที่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้คือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี-เจ้าของมหาวิทยาลัยรังสิต ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Arthit Ourairat" ด้วยข้อความสั้นๆ ว่า "ขอให้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิต วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ยินดีต้อนรับ"

อ่านแล้วรู้สึกประทับใจในความเป็นครู ที่ไม่ได้มุ่งเปิดมหาวิทยาลัยเพื่อเงินแต่เพียงอย่างเดียว ถึงแม้น้องคิว ไม่ได้มาเรียนตามที่ ดร.อาทิตย์ตั้งใจไว้ก็ตาม

มีเรื่องที่สะเทือนใจต่อพฤติกรรมของครู ที่ทำร้ายลูกศิษย์บ่อยมาก จนเกิดความรู้สึกว่า คนเหล่านั้นเขารักอาชีพครูแค่ไหน

ภาพจากคลิปวิดีโอ ครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งกำลังทำร้ายเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลด้วยการบีบคอ และจับข้อเท้าลากไปกับพื้น

อีกคลิปเป็นชั้นเรียนของเด็กอนุบาลเช่นกัน ในชั่วโมงการระบายสี เห็นภาพครูคนหนึ่งทำร้ายร่างกายเด็ก และฉีกกระดาษที่เด็กระบายสี

มีการพูดว่า ครูรักคนที่เชื่อฟังคุณครู ฉีกทิ้งค่ะๆ ต้องใช้วิธีแบบนี้เด็กจะได้จำ ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานข้าว เลยอารมณ์ไม่ดี

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ลูกคือแก้วตาดวงใจ การฝากลูกไว้กับครู นั่นเพราะเขามีความเชื่อว่า ครูจะรักเด็กเหมือนที่พ่อแม่รัก หาไม่แล้วจะเลือกอาชีพนี้ทำไม

ดร.อาทิตย์ ถือเป็นตัวอยางครูในเมือง เรามาดูอีกด้านหนึ่ง

โดยเฉพาะครูผู้ทิ้งแสงสีความเจริญและความสะดวกสบาย ไปตกระกำลำบากในท้องถิ่นที่ห่างไกล มุ่งพัฒนาการศึกษาในชนบท เป็นเหมือนแสงเทียนเล่มน้อยๆ ที่ส่องสว่างอยู่กลางบ้านไพร

อ่านเรื่องเล่าจากเว็บพันทิพย์ เล่าประสบการณ์ครู 5 คนมีโอกาสไปเป็นครูอาสาที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

หมายเหตุ... อำเภอนี้ ครูชลินทร์ ปิ่นวัฒนะ (ปัจจุบันบวชเป็นพระ และเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านป่านาบุญ) และคณะ รวมทั้งผู้เขียน และนักศึกษาค่ายอาสาฯ ของ “แม่โจ้” เคยเดินทางไปสร้างอาคารเรียน ที่โรงเรียนบ้านตุงติง ต.ตุงลอย ไม่รู้ว่าจะไกลกันแค่ไหน กับโรงเรียนที่คุณครูไป

เธอเล่าว่า เดินทางจากขอนแก่น-เชียงใหม่ ด้วยบัส ระยะทาง 652 กม.จากเชียงใหม่ - อมก๋อย ระยะทางเกือบ 200 กม. จากอมก๋อย-ขึ้นเขา 80 กม. เป็น 80 กม. ที่ยาวนานที่สุดในชีวิต

ปลายทางคือ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านผาผึ้ง ต.สบโขง อ.อมก่อย

ผาผึ้ง เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่สามารถติดต่อโลกภายนอกได้

ไปพบพ่อหลวง หรือผู้ใหญ่บ้าน ไปอาบน้ำที่น้ำตก สัมผัสชีวิตจริงบนดอย

หลังจากพ่อหลวง ช่วยไปป่าวประกาศว่าวันนี้ครูมาแล้ว เด็กๆ ก็กระตือรือร้นช่วยกันจัดห้องเรียน ทำห้องเก็บของเป็นห้องครัว โรงอาหาร

เล่าประสบการณ์กับการเจองู ที่มาอาศัยร่วมชายคา

ในแต่ละวัน ตอนเช้าสอนเด็กๆ แต่ตอนบ่ายเด็กๆ จะสอนครู พาไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ ตอนเย็นก็จะเรียนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต  พาเด็กๆ ไปเล่นน้ำ อาบน้ำที่ลำธาร สระผมให้กับเด็กๆ ด้วยแชมพูที่ครูเตรียมมา ฯลฯ

ครูเล่าความลำบาก แต่ก็รับรู้ได้ถึงความสุข

ครูอีกคน บอกว่าเป็นครูดอยมา 7 ปีแล้ว ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนค่อนข้างไกลประมาณ 60 กม. จึงพักที่บ้านพักครูในโรงเรียน  กลับบ้านทุกวันศุกร์  ไปโรงเรียนวันจันทร์เช้า ถนนไปค่อนข้างลำบาก ฤดูฝนทางลื่น ฤดูหนาว ฝุ่นคลุ้ง  บนดอยไม่มีแสงสี ไม่มีร้านเกม ไม่มีแหล่งมั่วสุม  เด็กไม่เกเรมาก อยู่แล้วมีความสุขกว่าโรงเรียนบนพื้นราบ

ได้เข้าไปอ่านในเว็บต่างๆ พร้อมกับนึกภาพตามไปด้วย

แม้แต่ความตั้งใจของคนในวงการบันทิงบางคนอย่างเช่น เอ๊ะ-อิศริยา สายสนั่น นักแสดงสาว ที่ยังไม่ทิ้งการเรียน โดยแบ่งเวลาไปเรียนปริญญาเอกที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอตั้งใจว่า หลังเรียนจบ จะขอเป็นครูที่ดี นำความรู้ที่มีไปแบ่งปันให้เด็กในชนบท รวมทั้งจะพยายามทำความดี สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวม ตามรอยในหลวง ร.9

คนโบราณเปรียบครู เป็น “แม่พิมพ์” ของชาติ คำว่าแม่พิมพ์ในความหมายนี้ คือ “เบ้า” หรือ “แบบ” สำหรับหล่อเป็นรูปต่างๆ หล่อเสร็จก็แกะแม่พิมพ์ออกแล้วหล่อไม่ได้อีก

“แม่พิมพ์” จึงเป็นชื่อเฉพาะ ไม่ว่าครูหญิง หรือครูชาย เราก็ใช้คำว่า แม่พิมพ์ ถ้าใครเรียกว่า “พ่อพิมพ์” จึงผิดไปจากความหมายเดิมครับ.