Get Adobe Flash player

การตรวจสอบด้วยวิธีเอาคืน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ความคิดเห็นของคนบ้านเรา มักแบ่งได้เป็นอย่างน้อยสองฝ่ายเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลและดีเอสไอ หาพระธัมมชโยไม่พบ จนต้องยุติค้นวัดพระธรรมกาย ก็มีเสียงแตกออกไปสองฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งบอกว่าทหารทั้งกองทัพ แต่ไม่มีปัญญาที่จะจับ “ภิกษุ” รูปเดียว

ขออนุญาต ใช้สรรพนามว่า “ภิกษุ” ตามความเห็นของ โหรรุ่นใหญ่ “ณาฒ สหัชชะ” และเป็นพี่ใหญ่ของพวกเรา รวมทั้งเป็นเจ้าของคอลัมน์ “ตามใจผู้เขียน” ใน “เสรีชัย”    

โดยให้เหตุผลว่า ภิกษุ หรือ ภิกขุ เป็นคำเรียกนักบวชชายในพระพุทธศาสนา แปลว่า “ผู้ขอ” อย่างเช่นขออาหาร เพื่อประทังชีวิต

ต่างกับคำว่า “พระ” ที่แปลว่าผู้ประเสริฐ

เพราะฉะนั้นเพื่อเห็นแก่พระศาสนาที่งดงาม ควรจะพิจารณาว่า วาระใด ควรจะใช้คำนำหน้าอย่างไร

กลับมาที่ความเห็นข้างต้น รัฐบาล คสช. หาภิกษุรูปเดียวไม่เจอ ก็ถูกค่อนว่า “แล้วจะไปทำอะไรกิน” ส่วนอีกฝ่ายก็มองว่า เห็นไหม ธรรมะ อย่างไรก็ต้องชนะอธรรม แถมเย้ยว่าคนที่ทำลายศาสนา ไม่มีทางที่จะทำได้สำเร็จ  

มองไปถึงความไม่ชอบธรรมในการใช้กฎหมาย ม.44 ของนายกฯ

แต่นั่นเป็นความรู้สึกว่า ชอบ หรือไม่ชอบ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นต้นทุน แต่ในความเป็นจริงคือเรื่องของการตรวจสอบ ไม่มีใครสามารถหลีกพ้น ส่วนที่ว่าทำไมตรวจสอบฝ่ายหนึ่ง แต่อีกฝ่ายทำไมถึงรอดไปได้ ก็อยากให้ทุกฝ่ายอดใจรอ

วันนี้คือคิวของ “ธัมมชโย” วันข้างหน้าอาจจะเป็นคิวของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามก็เป็นได้ หรือผู้ที่กำลังตรวจสอบอยู่ขณะนี้ ก็อาจจะเป็นผู้ถูกตรวจสอบในวันหน้าได้เช่นกัน เพราะนี่คือความยุติธรรมของสิ่งที่เรียกว่า ความสมดุล

สิ่งเหล่านี้ อยู่เหนือการควบคุมของ “เรา-ประชาชน” ที่แม้เห็นความไม่ถูกต้องอยู่ตรงหน้า ตะโกนบอกจนสุดเสียง ก็ไม่อาจทำให้เกิดความถูกต้องขึ้นมาได้ ถึงต้องมีการนำคนหมู่มากชุมนุมเรียกร้องกันอย่างที่เคยเห็น

หรือมีการจับอาวุธเข้าป่าเพื่อต่อสู้อย่างแต่เก่าก่อน หรือไปตั้งป้อมสู้นอกประเทศอย่างปัจจุบันที่หลายคนทำ

เพราะฉะนั้นจะชอบหรือไม่ชอบ จะรักใครหรือไม่รักใคร หรือไม่พอใจว่าใครทำอะไรที่ไม่ถูกต้องเอาไว้ ทุกฝ่ายก็จะหนีไม่พ้นการตรวจสอบไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน

อย่างกรณี นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีต ส.ส.และแกนนำกลุ่ม นปช. พร้อมพวก รวม 13 คน ในเหตุการณ์ บุกปิดล้อมโรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา และล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (อาเซียนซัมมิท) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อปี 2552

ตอนนั้นหลายคนตำหนิ ว่าแม้ไม่ชอบรัฐบาล แต่ก็ไม่ควรทำร้ายประเทศ แล้วก็เจอจนได้ เพราะล่าสุด ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก นายอริส มันต์ กับพวก เป็นเวลา 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ผ่านไปแล้วสองศาล เหลือศาลสูงจะเป็นผู้ชี้ขาด ก็ถือว่ายังมีโอกาสสู้อีกยก

ถ้าเป็นทองแท้ ย่อมไม่กลัวไฟ

แต่ถ้าไม่แท้ เจอไฟแล้วอย่างไร ก็จะได้เห็นกัน

อริสมันต์ คนเดียวกันนี้เมื่อมกราคม ปี 53 เขาประกาศเชิญชวนต่อหน้าผู้ชุมนุม ให้นำขวดแก้วคนละใบ บรรจุน้ำมัน 75 ซีซี หรือ 1 ลิตร ถ้ามี 1 ล้านคนก็จะได้ 1 ล้านลิตร มาเผา กทม.ก็จะกลายเป็นทะเลเพลิง ส่วนที่ต่างจังหวัดก็ให้จัดการได้เลยที่ศาลากลางฯ

ในตอนนั้น แม้แต่คนที่มีความเห็นทางการเมืองเหมือนกันกับ อริสมันต์ บางคน ยังรู้สึกถึง “อันตรายของวิธีคิด” ต่อการปลุกระดมที่ไม่ถูกต้อง มุ่งเอาชนะด้วยความแค้นไม่คำนึงถึงผลกระทบ ที่จะเกิดกับมวลมนุษย์

กรณีนี้ ถึงแม้ยังไม่ได้ลงมือทั้งหมด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อคำที่พูดไว้ โดยเฉพาะด้านกฎหมาย ทั้งไทยและสากล

ในเมืองไทย เรามีพรรคการเมืองใหญ่ พรรคขนาดกลางและพรรคเล็กไม่กี่พรรค ที่มีโอกาสผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งบ้านเราแตกต่างจากประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอื่นๆ คือจะมีระบอบ “รัฐประหาร” เข้ามาแทรกในการปกครองด้วย

บุคคลเหล่านี้ มีทั้งทำดีและทำไม่ดี ไว้กับชาติบ้านเมือง

ทั้งคนในพรรคการเมือง หรือคนในกระบวนการรัฐประหาร เมื่อยามที่อยู่ในอำนาจ จะสามารถรอดจากการถูกตรวจสอบ แต่เมื่อใดที่อำนาจหมดลง แล้วฝ่ายอื่นขึ้นมามีอำนาจแทน การตรวจสอบก็จะเข้าถึงผู้คนเหล่านั้น จนบางคน ทั้งที่เป็นนักการเมือง หรือแม้แต่นายพลคนสำคัญ ต้องหลบหนีไปต่างประเทศ ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเกิด จนตลอดชีวิต

อย่างเช่นวันก่อนมีข่าวว่า สตง. แจ้งให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในช่วงรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวนกว่า 60 คนว่า สตง.ได้ตรวจสอบทุกภาษี

ก็มีข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักข่าวอิศราออกมาระบุว่ามี 4 นักการเมืองใน 60 ราย กำลังถูกสอบภาษีปมทรัพย์สินเพิ่ม

ข่าวว่า มีการระบุชื่อนักการเมือง 4 รายดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินเสร็จแล้ว 34 ราย และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าวมีทรัพย์สินและหนี้สินถูกต้องและอยู่จริงตามที่แสดง และจากการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สิน ไม่พบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติแต่อย่างใด

ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก 26 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สิน

ถ้าพบว่าผิด ก็ว่ากันไปตามผิด

โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คนเหล่านั้น พ้นไปจากห่วงโซ่ของอำนาจ เรื่องราว ข้อมูลที่มีอยู่ จะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบได้อย่างเต็มที่

เช่นเดียวกับที่ มีข่าวว่าทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอให้มีการตรวจสอบการเสียภาษีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

โดยระบุว่า จากกรณียื่นรายการบัญชีทรัพย์สินอื่นเป็นเช็ค 1 ล้านบาทต่อ ป.ป.ช.ในช่วงรับตำแหน่งเป็น รมว.กลาโหม

โดยย้ำว่า “การมายื่นเรื่องตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้ “เอาคืน” เพียงแต่หากรัฐบาลต้องการใช้อภินิหารทางกฎหมาย ในการตรวจสอบเสียภาษีการซื้อขายหุ้นของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็ต้องมีการตรวจสอบการเสียภาษีของนักการเมืองคนอื่นด้วย เพราะกฎหมายไม่ได้บอกว่าจะใช้เฉพาะคนใดคนหนึ่งเท่านั้น”

เราเชื่อว่า ข่าวนี้ คงออกมา “แค่ขู่” หรือเพื่อเขียนเสือให้วัวกลัว เพราะต่อให้มีการตรวจสอบ ก็ทำอะไร พล.อ.ประวิตรไม่ได้ เพราะอำนาจล้นซะขนาดนั้น แต่ต่อไปข้างหน้านั้นไม่แน่

ซึ่งถ้า เพื่อไทย คิดจะ “เอาคืน” คสช. กันจริงๆ หลังเลือกตั้ง ก็น่าจะได้เห็นกัน

อีกด้านหนึ่งบ้างครับ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เขียนบทความในเรื่องเกี่ยวกับการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำนวน 329.2 ล้านหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็ก

ในหัวข้อ “คดีหุ้นชินคอร์ป ชินวัตรภาคแอมเพิลริช” นี่ก็ว่าจะให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมา โดยให้เหตุผลว่า

“ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ท่านตัดสินเป็นเอกฉันท์ไว้แล้วว่า กฎหมายยึดทรัพย์กับกฎหมายเก็บภาษีนี้ไม่ซ้ำซ้อนกัน ทุจริตทางนโยบายได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควร ก็ต้องริบทรัพย์สินที่ได้มามิให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง นี่เป็นการลงโทษ ไม่ใช่บังคับชำระหนี้เหมือนหนี้ภาษี ถูกลงโทษแล้วจะอ้างเป็นใบอนุญาตว่าไม่ต้องชำระหนี้ภาษีด้วยไม่ได้ หรือชำระหนี้เสียภาษีแล้วจะอ้างเป็นเหตุให้คอร์รัปชันโดยอิสระ ยึดทรัพย์ไม่ได้ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน คดีทั้งสองประเภทนี้แม้จะไปถึงขั้นยึดทรัพย์ก็ยังคนละเรื่องกันอีกอยู่ดี” นายแก้วสรรกล่าว

ในกระบวนการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ ของทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายการเมือง สิ่งที่เรียกว่า “เอาคืน” ระหว่างกันและกัน เกิดขึ้นแน่นอน

ไม่ว่าใครฝ่ายใด จะเอาคืนต่อฝ่ายใด เรื่องเหล่านี้ จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้น คนถูก ก็จะรอดไปได้ ส่วนคนผิดไม่มีโอกาส “ลอยนวล” เรื่องเช่นนี้ ประเทศชาติจะได้รับประโยชน์.