Get Adobe Flash player

หัวหน้าศาลสูงผู้ยิ่งใหญ่ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เห็นการไล่จับ “โรบินฮู้ด” ในอเมริกาตามนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ แล้วรู้สึกหดหู่  เหมือนกับคนอเมริกันในปัจจุบันลืมประวัติศาสตร์ ผู้อพยพเมื่อ 500 ปีที่ผ่านมา ไปแล้วหรืออย่างไร

เพราะ “อเมริกา” คือดินแดนของนักแสวงโชค ที่ใครๆ ต่างก็มุ่งหน้ามายังดินแดนนี้ ในยุคต้นๆ มีทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮอลแลนด์ สเปน

มาอยู่ในดินแดนที่คนเอเซีย ได้มาตั้งรกรากอยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อน

ชาวอังกฤษมาสร้างนิวอิงแลนด์ ในแถบ แมสซาชูเซตส์ โรดไฮแลนด์ คอนแนคติกัต นิวแฮมป์เชียร์ พวกเขาไม่มีใครมี “กรีนคาร์ด” เลยสักคน แล้วยังปฏิบัติกับเจ้าของแผ่นดินเดิมไม่ดีเลย  

พวกเราคนไทย ที่จากบ้านจากเมืองมาหางานทำ มาขุดทองอยู่ในดินแดนแห่งนี้ มาเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเสียงให้เป็นสำเนียงฝรั่ง ก็ไม่ใช่เรื่องตลกขบขันแต่อย่างใด 

เพราะแม้ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ที่มาพบอเมริกาคนแรกๆ (เลฟ เอริกสัน มาเจอก่อน) ชื่อจริงๆ ในภาษาอิตาเลียนก็คือ “กริสตอโฟโร โกลอมโบ”

เห็นไหม และท่านก็เป็นอีกคนที่ไม่มีใบเขียว

มาเจอชนพื้นเมือง เช่นมายา-แอซแทค-อินคา ก็ไปเรียกเขาว่า “อินเดียนแดง” แต่เดี๋ยวนี้ไม่เรียกแล้ว เพราะถือว่าเป็นคำไม่สุภาพ

มาสู้รบกับเขา มาแย่งดินแดนเขา แล้วยังนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ให้เห็นว่าพวกที่มาจากยุโรปเป็นฮีโร่ ส่วนชาวอินเดียนนั้นป่าเถื่อน

เด็กๆ จากประเทศอื่นเชื่อภาพยนตร์ ก็เชียร์ให้คนผิวขาวฆ่าอินเดียน

ได้ดินแดนแล้ว ไปล่าคนในแถบแอฟริกามาเป็นทาส ทั้งล่ามโซ่ ทั้งกดขี่ใช้งานเหมือนไม่ใช่คน นับเป็นร้อยๆ ปี จนต้านกระแสความเจริญของโลกไม่ไหว จึงต้องปลดปล่อยให้เป็นอิสระ แต่ก็ยังมีการเหยียดผิว

สิ่งเหล่านี้นักสิทธิมนุษยชนมองข้าม แต่ผู้ที่เจริญแล้วเท่านั้น ที่รู้สึกถึงความทัดเทียม และให้เกียรติในความเป็นมนุษย์

เพราะฉะนั้น หากบางคนยังเรียกคนแอฟริกันว่า “นิโกร” ก็จะถูกมอง สะท้อนว่าคนเรียกไร้การศึกษาเลยทีเดียว

การไล่จับคนไม่มีใบเขียว ดูเหมือนจะเป็นความภูมิใจของประธานาธิบดี ทรัมป์ ถึงกับจ้างพวก “ไอซ์” เพิ่มอีกนับหมื่นคน

พวกไม่มีประสบการณ์เหล่านี้ จับคนแบบเหวี่ยงแห ไปจับตามที่ต่างๆ จับซุ่มซ่าม จับจนเกิดเรื่องตลกขบขัน เช่นจับมูฮ้มหมัด อาลี จูเนีย ลูกชายอดีตแชมป์โลก, จับนักกีฬาเหรียญทองแดงโอลิมปิก, จับอดีตอธิบดีตำรวจ นอร์ท แคโรไลนา ฯลฯ

ผู้ต้องสงสัย คือผู้ที่ไม่ใช่คนผิวขาว จนกลายเป็นเรื่องโจ๊ก ของพวก “น้ำแข็ง” พวกนี้

ก็อเมริกา เป็นดินแดนที่ล้ำหน้าด้านเทคโนโลยี แค่ดูไอดีคาร์ด หรือ ใบขับขี่ ที่มีนัมเบอร์ประจำตัว ก็น่าจะรู้ แต่พวกน้ำแข็ง กลับดูไม่ออกว่าคนเหล่านั้นเป็นพลเมืองอเมริกันหรือไม่

บางคนถึงขั้นต้องพกอเมริกันพาสปอร์ตติดตัว ซึ่งบางคนไม่พก เพราะกลัวหาย แต่คนอเมริกันจำนวนมากกลับไม่มีพาสปอร์ต เพราะไม่เคยเดินทางไปไหน

(ถึงได้มีคำล้อเลียนว่า ถ้าคุณพูดได้แค่ภาษาเดียว แสดงว่าคุณเป็นอเมริกัน)

ส่วนใบ “ประกาศนีบัตร ซิติเซ่นชิป” ก็ใหญ่เกินจะพกพา แถมกฎหมายก็ห้ามถ่ายเอกสารเสียอีก

พวกน้ำแข็งซุ่มซ่าม ก็เลยจับผิดจับถูก ปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด

ความจริง การเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรืออยู่เกินกว่าวีซ่ากำหนด ไม่ได้น่ารังเกียจ สำหรับดินแดนแห่งนี้ เพราะผู้คนหลายเจเนอเรชั่น ก็เคยผ่านเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้มา

เพราะฉะนั้นสำหรับบางคน บางกลุ่ม จึงเกิดความรู้สึกที่สวนทาง เช่นไม่ปลื้ม ในการทำหน้าที่ของไอซ์

ความซุ่มซ่ามในการจับโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ จนไปกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ทำให้เกิดเป็นข่าวว่า ท่านหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกา     ยื่นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงรัฐบาลกลาง ขอให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นยุติการเข้าไปจับกุมโรบินฮู้ดในสำนักงานศาล ซึ่งส่งผลทำให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นในระบบศาล

ท่านผู้นี้คือหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกา รัฐแคลิฟอร์เนีย นางแทนี่ จี.คานตีล-ซาคาอูเว

ได้ยื่นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงรัฐบาลกลาง นายเจฟ เซสชั่น อัยการสูงสูดและนายจอห์น เคลลี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งสหรัฐฯ ให้เป็นหัวข้อของศาลยุติธรรมต่อสภานิติบัญญัติ ก่อนถึงสมัยประชุมประจำปี ที่อาคารรัฐสภาในเมืองซาคราเมนโต

ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ยุติการเข้าไปจับกุมพวกโรบินฮู้ดในสำนักงานศาล ทำให้เกิดความกังวลจากรายงานว่าเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่น หรือ ไอซ์ ICE (Immigration and Customs Enforcement) ได้บุกเข้าไปจับโรบินฮู้ดถึงในศาล ซึ่งมีผลต่อความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในระบบศาลของสาธารณชน

ท่านย้ำว่า  “การติดตามจับผู้ที่อยู่อย่างผิดกฎหมายถึงในศาล ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดขวางประชาชนที่จะเข้าไปพึ่งศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งมีทั้งข้อหาคดีอาญา และเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวรวมถึงพยาน ที่เข้าไปเพื่อร้องขอความยุติธรรมและสิทธิที่ควรจะได้รับจากกฎหมาย ซึ่งการดำเนินการของเจ้าหน้าที่สำนักงานไอซ์ ไม่สมควรใช้สำนักงานศาลเป็นเหยื่อล่อในการใช้อำนาจกฎหมายอิมมิเกรชั่น”

จากรายงานของ “วัลลภา ดิเรกวัฒนะ” ใน นสพ.เสรีชัย ระบุว่า

สาเหตุที่หัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงยื่นหนังสือฉบับนี้ สืบเนื่องมาจากรายงานการจับกุมผู้ที่อยู่อย่างผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่ไอซ์ ในสำนักงานศาลที่รัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐโอรีกอน และรัฐเท็กซัส หลังจากที่เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นของรัฐบาลกลาง ได้ลงมือดำเนินการจับโรบินฮู้ด และเนรเทศออกนอกประเทศภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทางด้านสำนักงานไอซ์ยอมรับว่า ได้ทำการจับกุมโรบินฮู้ดหลายคนในศาลที่รัฐโอรีกอนและรัฐแคลิฟอร์เนียภาคใต้ โดย เวอร์จีเนีย ไคซ์ โฆษกของสำนักงานกล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุมในศาลนั้น คงไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว หลังจากได้ชั่งน้ำหนักในหลายปัจจัยกับการตัดสินใจดำเนินการตามคำสั่ง ถ้าเข้าจับกุมตามที่อยู่และที่ทำงานของโรบินฮู้ดตามรายชื่อที่ต้องการตัว จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนในชุมชนนั้นๆ ด้วย และสำนักงานศาลถูกมองว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่จะเข้าไปจับกุม เพราะจะต้องผ่านเครื่องตรวจทุกคน

ข้อความหนึ่งในหนังสือของหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูง อ้างถึงนโยบายการดำเนินการรวมถึงการติดตามเข้าไปจับโรบินฮู้ดถึงในศาล ที่ว่าเพื่อความปลอดภัยต่อสาธารณชนนั้น เป็นการกระทำที่ถือว่าไม่ปลอดภัยและไม่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อแก่นแท้ของคุณค่าของความยุติธรรม แต่พวกเขาได้ทำลายระบบศาลที่ต้องให้ความยุติธรรมต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ไอซ์ในรัฐเท็กซัส ได้เข้าไปจับกุมผู้หญิงคนหนึ่งในสำนักงานศาลเมืองเอลพาโซ ขณะที่นางยื่นขอต่อศาลให้คุ้มครองจากผู้ที่ทำร้าย การจับกุมครั้งนี้ถูกประท้วงและถูกคัดค้านจากผู้ให้ความช่วยเหลือเหยื่อของความรุนแรง ว่าเป็นการหยุดยั้งเหยื่อทุกคน ที่ไม่กล้ารายงานอาชญากรรมหรือไม่ไปปรากฏตัวในศาลเพื่อพิจารณาคดี เพราะเกรงว่าจะถูกเนรเทศ

อีกเหตุการณ์หนึ่ง ขณะที่ทนายความอิมมิเกรชั่น ฟิลิปเป้ มาร์ติเน็ท กำลังอยู่ในศาลรัฐอริโซน่า ได้มีชายคนหนึ่งปรากฏตัวและแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นและจับกุมลูกความของเขา ซึ่งทำให้ลูกความพลาดการพิจารณาคดีที่ถูกทำร้าย ทนายความระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นนโยบายใหม่ที่ต้องปฏิบัติตาม พวกเจ้าหน้าที่ไอซ์จำเป็นต้องพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะทำให้การพิจารณาคดีหยุดชะงัก

ทางด้านเจ้าหน้าที่สำนักงานไอซ์กล่าวว่า จะยุติการจับกุมในลักษณะนั้น ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นเรื่องด่วนและอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน.