Get Adobe Flash player

‘ซิโก้’ ในสายตาของ ‘เปลว สีเงิน’ และ ทูตไทยประจำอาร์เจนตินา โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ในช่วงนี้กีฬาไทยหลายประเภท ได้พัฒนาตัวเองไปในระดับทวีป และระดับโลก มวยซบเซาไประยะหนึ่ง ก็กลับมาพูดถึงกันเมื่อ “แหลม” ศีรษะเกศ นครหลวงโปรโมชั่น ไปคว้าแชมป์ ดับเบิลยูบีซี จากนักมวยไร้พ่ายชาวเม็กซิกัน ถึงเมดิสันสแคว์ การ์เดน สนามมวยประวัติศาสตร์ของสหรัฐ

กีฬายกน้ำหนัก เทกวนโด ฯลฯ เราเริ่มสู้เขาได้, เทนนิส หลังยุค แทมมี่ ธนสุกาญจน์ และ ภราดร ศรีชาพันธุ์ ก็มีดาวรุ่ง อีกหลายคน

แบดมินตัน มีคนเก่งๆ ระดับโลก รวมทั้ง “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ ที่ขึ้นมาถึงอันดับสองของโลก ได้เชียร์สนุกกันทุกรอบ

แพ้บ้างชนะบ้าง เป็นเรื่องของเกม และความพร้อมของคู่แข่งในแต่ละคราว แต่ก็เชียร์กันสนุก

กอล์ฟ เราเคยมี “โปรช้าง” ธงชัย ใจดี ก็ว่าเยี่ยมแล้ว

มาดูคลื่นลูกใหม่ “โปรเม” เธอมาแรงเหลือเกิน ได้ลุ้นแชมป์ระดับโลกกันทุกรอบ สื่อต่างประเทศก็ชอบวิธีคิดของนักกีฬาสาวไทยคนนี้ รวมทั้ง “โปรโม” และ “โปรแหวน” ที่ติดกลุ่มแถวหน้า ล่าเงินรางวัลกันสนุก เราคนดูก็พลอยสนุกไปด้วย

วอลเลย์บอลหญิง ต้องบอกว่าสุดยอดจริงๆ วันก่อนเจอสหรัฐ ตบกันถึง 5 เซ็ต เจอกันอีกที แม้แพ้ทั้งสามเซ็ต แต่ทุกเ

ซ็ตก็สู้กันถึงดีล

เวิร์ลด์ กรังปรีซ ที่ผ่านมา ตบชนะอิตาลี 3-2 เซ็ต, ชนะเนธอร์แลนด์ 3-2, ทุบเม็กซิโก 3-0, ชนะเซอร์เบีย ชนะเยอรมัน ฯลฯ

ดูกี่ครั้งก็ได้ลุ้นกันทุกรอบ สำหรับ 6 เซียนในตำนาน และคลื่นลูกใหม่

กีฬาต้องมีแพ้บ้างชนะบ้าง ถึงจะสนุก เพราะคู่ต่อสู้เขาก็ไม่ได้มัดมือมัดเท้ามาสู้กับเรา ถ้าหวังแต่ว่าเราจะชนะอย่างเดียว (บางทีโกงเพื่อชนะ) จะไปสนุกอย่างไรกัน

มาดูฟุตบอลบ้าง อยากพูดถึง “โค้ช” ซิโก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ผู้สร้างประวัติศาสตร์ ในการคืนชีพให้ทีมชาติไทย หลังจากที่ตกต่ำ จนแทบไม่มีคนดู

เราเสียดายเขานะครับ ที่ต้องลาออกจากการคุมทีมช้างศึก พาลไม่ชอบไปถึงบางคน ที่เอาแต่ได้เอาดีเข้าตัวฯ แต่อีกใจหนึ่ง ก็เห็นว่า “ลาออก ก็ดีแล้ว” เพื่อเปิดโอกาสให้ “คนช่างฝัน-คนขี้อาย” ได้แสดงฝีมือบ้าง ถ้าคิดว่าการไปบอลโลก เป็นเรื่องปอกกล้วย เพราะบทเรียน จะให้ดีก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง

มีความเห็นจาก ทูตไทยประจำอาเจนตินา (ที่อ่านแล้วชอบท่านผู้นี้ขึ้นมา) โพสต์โดย Supong Chandashoto ในประเด็นที่ ซิโก้ ได้ลาออกจากการทำทีมชาติไทย ขออนุญาต ยกมาบางตอน เท่าที่พื้นที่จะอำนวยนะครับ

ท่านทูตเริ่มต้นว่า..... ผมขอออกตัวก่อนเลยว่าไม่เชี่ยวชาญเรื่องฟุตบอลอะไร ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เทคนิค แท็คติก ลูกเล่นฟุตบอลอะไรเลย แต่ที่เขียนเรื่องซิโก้ เขียนในฐานะคนไทยทั่วๆ ไปคนนึงที่ได้เห็นพัฒนาการตั้งแต่เริ่มที่ซิโก้เข้ามาดูแลทีมชาติไทย

เมื่อปี 52 ตอนที่ลาวเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาซีเกมส์ ตอนนั้นผมทำงานที่ลาว ผมได้มีส่วนต้อนรับดูแลคณะนักฟุตบอลไทยภายใต้การควบคุมทีมของ “บังยี” และโค้ชฝรั่ง

ผมจำภาพเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ทีมชาติไทย เดินทางมาถึงสนามบินวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ได้ดี จนกระทั่งวันที่ทีมไทยตกรอบ! ผมจำได้จนถึงทุกวันนี้ภาพที่บังยีทอดตัวนอนบนเก้าอี้ แบบหมดอาลัยตายอยากบนอัฒจันทร์สนามซีเกมส์ในลาว

และนับตั้งแต่วันนั้น ผมก็เฝ้ารอว่าวันนึงฟุตบอลไทยจะกลับมายิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาคได้อีก ผมยังไม่ได้หวังไกลถึงบอลโลกอะไรขนาดนั้น เพราะประสบการณ์ที่เคยอยู่สเปน และเคยเข้าไปดูบอลสเปนที่สนาม Santiago Bernabeu ของทีม Real Madrid รู้ว่าไทยเราต้องใช้เวลาพัฒนาอีกมาก ไม่ว่าด้านสรีระ ทักษะ และประสบการณ์

จำได้ดีก่อนที่ซิโก้จะเข้ามาคุมทีม เวลานักฟุตบอลไทยควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และมีเรื่องชกต่อยกับทีมอื่น ไม่ว่าเราจะถูกหรือผิดก็ตาม ผมไม่เคยสบายใจ และไม่อยากเห็นภาพแบบนี้เลย

จนกระทั่งวันที่ซิโก้เข้ามา ผมก็ไม่รู้หรอกว่าซิโก้เก่งหรือไม่เก่ง แต่สิ่งที่ผมเห็นและรับรู้ได้อย่างแรกคือ ซิโก้สอนให้นักฟุตบอลไทยเป็น "สุภาพบุรุษ" และมี "มารยาท" ต่อคู่แข่งและคนดูทุกครั้งที่ลงสนาม นี่คือ First Impression ที่ผมมีกับซิโก้ !

หลังจากนั้นซิโก้ก็ค่อยๆ นำทีมไทยเก็บชัยชนะคืนมาในแม็ทช์ต่างๆ ได้ทีละน้อย จนกระทั่งทวงคืนแชมป์ซีเกมส์ได้สำเร็จ และตามมาด้วยแชมป์ซูซูกิคัพ และฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้ายแห่งเอเชีย

ผมรู้สึกหัวใจพองโตทุกครั้ง ที่ได้ยินเพื่อนต่างชาติของผมชมทีมไทย ผมรู้สึกดีใจทุกครั้งที่สื่อต่างชาติชมทีมชาติไทย ไม่ว่าเรื่องเทคนิคการยิงประตู มารยาทที่เดินไปไหว้ขอบคุณผู้ชมรอบสนาม ต้องขอบคุณซิโก้ในเรื่องนี้จริงๆ ครับ

ตรงนี้แหละที่ผมต้องออกมาเขียนถึง ซิโก้ ในฐานะที่ผม "รู้บุญคุณ" ของซิโก้ที่ทำให้ผมและคนไทยมีความสุข ก็เท่านั้นเอง ผมมิได้เข้าใจคลาดเคลื่อนอะไรเลย เพราะสิ่งที่ซิโก้ทำให้ผมยิ้มได้มันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็น fact ที่ผมสัมผัสได้ และผมก็ทนเห็นและรับไม่ได้ กับการที่แฟนบอลคนไทยบางคนด่าว่าซิโก้ต่างๆนานาราวกับว่าเขาไม่เคยทำอะไรเป็นประโยชน์กับวงการฟุตบอลไทยเลย

ผมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรทั้งสิ้นว่าซิโก้ควรอยู่หรือควรไป.... แต่สิ่งที่ผมอยากให้คงอยู่นานๆ สำหรับวงการฟุตบอลไทยคือ สปิริต และ การยกย่องผู้ที่ทำคุณประโยชน์สร้างชื่อเสียงให้กับฟุตบอลไทยครับ!

ยังมีความเห็นของ “เปลว สีเงิน” ครูใหญ่ในวงการสื่อฯ ที่เขียนไว้ในหัวข้อ ซิโก้ 'แบบอย่างของคนมีสปิริต'อย่างของคนมีสปิริต'

“เปลว สีเงิน” พูดถึง “ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง” ในด้านความเป็นมนุษย์ “ผู้สร้าง” ของโค้ชซิโก้

สร้างแรก........โค้ชซิโก้ เป็นผู้สร้างกระแสศรัทธา ทำให้ "บอลไทย-ทีมชาติไทย" เข้าไปอยู่ในสายเลือดคนไทย อาจพูดได้ว่า นับแต่มีฟุตบอลไทยมา ซิโก้นี่แหละ ทำให้คำว่า "สนามแตก" คู่กับทีมชาติไทย ในทุกนัดที่ลงสนาม!

สร้างที่สอง...โค้ชซิโก้ ไม่เพียงสร้างมาตรฐานทีมฟุตบอลไทย ยังสร้าง "ความเป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา" คู่ระเบียบ-วินัย ให้นักเตะทุกคน จนเป็นที่ชื่นชมกันทั่ว

สร้างที่สาม.... โค้ชซิโก้ สร้าง "ภาวะผู้นำ" ให้เป็นแบบอย่าง การ "แสดงสปิริต" ด้วยการลาออกจากการเป็นโค้ชทีมชาติ

นี้จะเป็น "มาตรฐาน" สำหรับผู้นำ ทุกคน-ทุกวงการ โดยเฉพาะ "วงการเมือง" ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่ง "ผิด-ถูก" วิญญูชน พึงรู้ด้วยใจ แต่การแสดงสปิริต..... "ลาออก" มันคือ ทระนงแห่งคนมีค่า ที่เหนือกว่า "ราคาคน"!

“เปลว สีเงิน” กล่าวว่า ผมดีใจมาก... ดีใจจริงๆ ไม่ใช่ดัดจริตพูด ที่ซิโก้ ตัดสินอนาคตบนตำแหน่งโค้ชทีมชาติด้วยตัวเอง แทนต้องให้ "คนต่ำค่า" คนใด-คนหนึ่ง มาตีราคาตัวเรา!

ความสำเร็จสูงสุดในอาชีพโค้ชของซิโก้ เท่ากับความสำเร็จสูงสุดของทีมชาติไทยทั้งทีมชาติไทยและโค้ชซิโก้........

ทำให้วงการกีฬาฟุตบอลไทย "สำเร็จสูงสุด" ในระดับอาเซียน แตะระดับเอเชีย และทาบรัศมีบอลโลก อันไทยไม่เคยมาถึงจุดนี้มาก่อน ในรอบ 15 ปี มิใช่เพราะซิโก้หรือ

ทีมชาติไทยถึงได้เข้ารอบ "ฟุตบอลโลก" รอบคัดเลือกโซนเอเชีย 12 ทีมสุดท้าย เป็นครั้งแรก การ "แพ้ซาอุฯ-ญี่ปุ่น" ซึ่งเขาก้าวข้ามความเป็นบอลเอเชียไปอยู่ระดับบอลโลกมานานแล้ว นั้น ไม่ใช่เรื่องน่าอายตรงไหน

ทางกลับกัน การที่ทีมไทย มิใช่ด้วยอภินิหารแห่งนายกสมาคมโหนบอลคนไหน หากแต่ด้วยสามารถแห่งตีนนักเตะไทยล้วนๆ ภายใต้โค้ชซิโก้ฝึกสอน พาตัวเองลงประลองศึกษา-เรียนรู้ทักษะ จากนักเตะระดับโลกหลายๆ คน มีแต่ได้-กับได้

คนที่ดูกีฬา แล้วยึดผล "แพ้-ชนะ" เป็นตัวชี้ขาดว่า "สำเร็จ-ล้มเหลว" ตายตัว คนนั้น เป็นคนประเภท "กาฝากกีฬา" ไม่รู้จักกีฬา มุ่งเน้นแต่ การพนันในกีฬา ผลประโยชน์ในกีฬา ตำแหน่ง-อำนาจในกีฬา.....

“เปลว สีเงิน” ย้ำว่า “ผมสนับสนุนการตัดสินใจลาออกของโค้ชซิโก้ และอยากให้ไปฝึกฝนวิชา สู่ความเป็นโค้ชระดับโลก”

ส่วนที่พูดกันมาก ถึงเหตุซิโก้ตัดสินใจโพสต์อินสตาแกรม "ลาออก" เมื่อ 31 มี.ค.60 นั้น ก็อย่างที่บอก "สปิริต" นักกีฬา เยี่ยงวิสัยวิญญูชน

30 มี.ค.60 "พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง" นายกสมาคมฟุตบอล พูดผ่านนักข่าว

“ส่วนตัวผมชื่นชอบโค้ชซิโก้เรื่องความมีระเบียบวินัย ซึ่งนี่คือสิ่งที่โค้ชทุกคนควรจะมี แต่ขณะเดียวกัน ในเรื่องผลงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าคำถามที่ว่า 'ควรเปลี่ยนโค้ชหรือไม่' นั้น.... ผมอยากรู้หัวใจคนไทยเหมือนกันว่า 'คิดอย่างไร' คิดเหมือนผมมั้ย ถ้าบอกว่าอยู่แบบนี้ ได้แชมป์ซูซูกิคัพ, แชมป์ซีเกมส์ แต่รับได้ที่แพ้ทีมในระดับเอเชีย 0-3, 0-4 ก็ไม่เป็นไร แต่สำหรับผม บอกเลยว่า 'อาย'”

“ถ้าให้ผมงอมืองอเท้า ปล่อยให้ทีมชาติไทยเป็นแบบนี้ไปอีก 3 ปี ในขณะที่ผมเป็นนายกสมาคมฯ อยู่ 'ผมลาออกดีกว่า' ถ้าเป็นแล้วทำทีมไม่ได้ อย่าเป็น ให้คนอื่นเขาเป็น”

วันที่ 31 มี.ค.60 โค้ชซิโก้ ก็โพสต์ไอจี...........

“ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ผมและทีมงานของผมตลอด 4-5 ปีที่ผมได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิต ที่เข้ามาทำงานในฐานะโค้ชทีมชาติไทย วันนี้ผมขอประกาศยุติบทบาทในการเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย และจะดำเนินการเคลียร์งานต่างๆ ส่งต้นสังกัดภายใน 90 วัน”

“ผมขอขอบคุณนักฟุตบอลทุกคน ทีมงานของผมทุกคน แฟนบอลทุกท่าน รวมถึงขอบคุณครอบครัวที่อยู่ข้างหลังผมตลอดมาครับ”

ครับ ในเมื่อนายกสมาคมฟุตบอล ผู้เป็นนายจ้างส่งสัญญาณว่า "อาย" แค่นั้น วิญญูชน ก็รู้ด้วยใจแล้วว่า ควรทำอย่างไร

ก็เป็นเรื่องน่าชื่นชม-ยินดีกับทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายสมยศ “นายจ้าง” และฝ่ายซิโก้ “ลูกจ้าง” วันนี้ สปิริตโค้ชซิโก้ “ลาออก”

แบบนี้ไปอีก 3 ปี.....

“ในขณะที่ผมเป็นนายกสมาคมฯ อยู่ 'ผมลาออกดีกว่า' ถ้าเป็นแล้ว ทำทีมไม่ได้ อย่าเป็น ให้คนอื่นเขาเป็น” วันนั้น คอยดู... “สปิริตสมยศ”

“เปลว สีเงิน” สรุปเรื่องนี้ไว้อย่างสมบูรณ์