Get Adobe Flash player

ต้องให้โอกาสคนคิดต่าง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ผมไม่ค่อยได้เขียนเรื่องการเมือง เพราะสังคมเราเล็ก เกรงใจคนรู้จัก เขียนแล้วบางทีเพื่อนๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเขาไม่ชอบ ที่ความเห็นของเราไม่ตรงกันในบางเรื่อง ทั้งบางคนยังเหน็บแนมเช่นว่า ในเมื่อคุณเก่งนัก แถมรู้ทุกเรื่องทำไมไม่เป็นนายกรัฐมนตรีเสียเลย

เพื่อนบางคน ต้องการให้เรายอมรับคนที่เขาเชื่อถือโดยไม่มีเงื่อนไข และทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ไม่อยากให้แตะต้องนักการเมือง นักบริหาร หรือผู้ปกครองคนที่เขาวางใจ ซึ่งคนเหล่านั้นจะทำอะไร จะคิดแบบไหนก็มองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ยอมให้ใครโต้แย้ง

แต่ก็มีอีกด้านหนึ่ง ยังมีคนกลุ่มอื่นๆ ที่เขาไม่ได้เห็นดีเห็นงาม กับสิ่งที่คนกลุ่มนี้มองว่าดี อีกทั้งยังมีความเห็นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ความขัดแย้งนี้ แทบไม่มีวันบรรจบกันได้

ในโลกแห่งความเห็นต่าง มีคำหนึ่งที่เรียกว่า “จุดยืน” หมายถึงการยืนในจุดที่ต่างกัน ย่อมเห็นในสิ่งเดียวกัน ไม่เหมือนกัน

คนอยู่ไกลจากภูเขา ย่อมมองเห็นต้นไม้บนภูเขาเป็นสีฟ้า แต่คนที่อยู่บนภูเขา จะเห็นต้นไม้ที่ภูเขาเป็นสีเขียว

คนอยู่ข้างทางรถไฟ เห็นรถไฟแล่นผ่าน ขณะที่คนอยู่บนรถไฟ จะเห็นต้นไม้ข้างทางวิ่งตามรถไฟไป

คนสามคนยืนใกล้กัน คนซ้ายมองคนยืนกลางว่าเป็นพวกขวา ขณะที่คนทางขวามองคนกลางว่าเป็นพวกซ้าย ทั้งๆ ที่คนนั้นยืนในจุดเดิม

ในทางศิลปะ “กระบวนการเห็น” ก็ยังมีทฤษฎี แต่ถ้าทฤษฎีต่างกัน การเห็นก็ต่างกันด้วย

ทฤษฎีสีแสง กับทฤษฎีเนื้อสี มันต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้แต่สีหนึ่งผสมกับสีที่สอง ก็ได้ค่าสีที่สามต่างกัน

คนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย ย่อมต้องการให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียง ซึ่งเป็นความเสมอภาคอย่างเดียวแม้ในในช่วงสั้นๆ ก็ตาม

เพราะอะไร เพราะเราเป็นคน ยากดีมีจนก็เท่ากับหนึ่งเสียงของความเป็นคน

บางคนชื่นชม คสช.ที่เข้ามายึดอำนาจ ชื่นชมนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้บ้านเมืองสงบ และเห็นดีเห็นงามในทุกสิ่งที่นายกฯ ทำ

บางคนมีความทุกข์ กับการที่ไม่ได้นักการเมืองฝ่ายตนมาบริหารประเทศ ไม่ว่าช่วงเลือกตั้ง หรือช่วงอำนาจ แล้วจมปลักกับความทุกข์และความเคียดแค้น ตลอดเวลาที่ผู้ที่ตนไม่ชอบ เข้ามาบริหาร

แล้วกล่าวโทษทุกคน ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน

เมื่อวันก่อน ที่ห้องอาหารในฮอลลีวูด มีช่างซ่อมนาฬิกาคนหนึ่ง มาพูดใส่หน้าคนทำหนังสือพิมพ์ ว่าพวกสื่อในแอลเอรับเงินมาจากเมืองไทย จึงไม่มีใครปกป้องวัดพระธรรมกาย

ผมว่าสิ่งที่เขาพูด เพราะความรู้สึกหงุดหงิด

อยากจะตอบว่า ถ้าคุณอยากปกป้องใคร ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน คุณต้องลุกขึ้นปกป้องเอง หรือกระทำด้วยตัวเองอย่างกล้าหาญ ไม่ใช่ไม่เคยได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับคนที่คุณรัก แล้วเอาแต่ตำหนิคนอื่นโดยไม่มองตัวเอง

ความจริง เราจะคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา แต่ก็ต้องเคารพความคิดของทุกคนที่เห็นต่างด้วย เรื่องของการเมือง เรื่องศาสนา ใครจะห้ามใครได้ ใครจะคิดอย่างไร ใครจะเป็นอย่างไร คุณก็มีสิทธิ์เป็นอย่างที่คุณเป็น เรื่องบางเรื่องที่เห็นไม่เหมือนกัน ถ้าไม่สามารถถกเถียงกันได้ เราก็ต้องหลีกเลี่ยงที่จะคุยกัน

แต่ประเด็นที่กล่าวถึง ไม่รวมนักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมาย หรือทำผิดต่อประชาชน ซึ่งเรื่องเช่นนี้ ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด จะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายใด ไม่ช้าก็เร็ว

เรื่องของความคิด เป็นเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล พ่อแม่ ยังให้ลูกเป็นอย่างที่ต้องการไม่ได้ แล้วจะให้คนอื่น เป็นอย่างที่เราต้องการได้อย่างไร

ความถูกต้องก็เช่นกัน ถ้าในชีวิตนี้ เชื่อแต่ว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก ก็ไม่ต่างกับท่านขุนยุคโบราณ ที่ไม่ยอมฟังเสียงใคร ที่สุดแล้วก็ต้องกอดความเชื่อตนเอง จนตัวตาย

เราจะเชื่ออย่างไร ก็เชื่อไป แต่โลกนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว เป็นโลกของคนอื่นด้วย ถ้าไม่คิดแบ่งปันก็ต้องต่อสู้แย่งชิง กลายเป็นปัญหา กลายเป็นสงคราม เหมือนกับที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่

ในเรื่องของการเมืองการปกครอง เป็นเรื่องเหนือการควบคุมของเรา ประชาชน หลายครั้งที่เราพยายามเลือกพรรคที่ต้องการ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการให้เป็น

หลายเรื่องที่ประชาชนร้องขอ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ อย่างใจที่ต้องการ

จนบางครั้ง ก็เกิดการรวมกลุ่มลุกขึ้นต่อสู้กับฝ่ายอำนาจ ดังเช่นสมัยที่นักศึกษาเข้าป่า จับอาวุธสู้กับอำนาจรัฐ หรือมีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ออกไปต่อสู้นอกประเทศฯลฯ

ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีประเด็นทางสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์มาตรการความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของรัฐบาล ในสองลักษณะคือ หนึ่ง การให้ประชาชนคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ในขณะที่โดยสารรถยนต์ และสอง ห้ามประชาชนนั่งท้ายรถกระบะ รวมทั้งในแคป ของรถกระบะ หากฝ่าฝืนจะโดนจับและเปรียบเทียบปรับ

เราเชื่อว่า กฎ-กติกาต่างๆ ที่ออกมาเกิดจากความ “หวังดี” ของผู้มีอำนาจ ที่ต้องการให้ประชาชนปลอดภัย เรื่องเข็มขัดนิรภัยดูจะมีความเป็นไปได้ แต่การห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ก็มีกระแสต้านอยู่ค่อนข้างมาก

นั่นเพราะรถกระบะ กลายเป็นรถอเนกประสงค์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศไปแล้ว หากดูจากยอดขายรถกระบะทุกประเภท ปี 2559 มีจำนวนถึง 727,574 คัน และยังประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศ ปี 2560 คาดว่าจะมีถึง 706,100 คัน ลองคิดดูว่า ในรอบ 10 ปี บ้านเรามีจำนวนรถกระบะเพิ่มขึ้น เท่าใด

นั่นเพราะรัฐบาลไม่ได้ถามชาวบ้าน ว่าเขาพร้อมที่จะรับความหวังดีหรือไม่ กับการที่ซื้อรถกระบะมาขนส่งสินค้า แล้วต้องซื้อรถยนต์นั่งอีกคันไว้ให้ครอบครัวเดินทาง

แน่นอนเช่นกัน ชาวบ้านไม่ได้โง่ รู้ว่าการนั่งท้ายรถกระบะเป็นอันตราย แต่พวกเขา ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้

ไม่ต่างกับกับ พ่อแม่ลูกๆ ที่นั่งมาบนมอเตอร์ไซค์คันเดียว แม้รู้ว่าอันตราย แต่ในเมื่อยังจน ก็จำเป็นต้องเสี่ยง

บางคนไม่พอใจเสียงชาวบ้าน ก็แนะนำรัฐบาลถึงขนาดว่าให้ไปสนใจเรื่องอื่น ใครอยากนั่งก็ตามใจ ไม่ต้องไปสนใจ ใครอยากตายก็ให้ตายไป

บางคนก็บอกว่า พูดอย่างกับว่าประเทศไทยไม่ต้องมีแล้วกฎหมาย แล้วตำหนิว่าการวิจารณ์ตามกระแสมันก็ไม่ผิดไปจากการเขียนนิยายน้ำเน่า แค่มีประธาน และ กรรม มันก็แต่งเรื่องให้อ่านได้ไม่จบสิ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องของการปกครอง ไม่ใช่ ของผม-ของคุณ ก็ต้องฟังเสียงกันและกัน ไม่ใช่ใครจะเก่งกว่าใคร หรือหงุดหงิด โมโหโทโสเมื่อมีความเห็นต่าง

ในครอบครัว ลูกก็ควรทักท้วงพ่อแม่ได้ การให้คนส่วนมากได้มีโอกาสพูด ให้ผู้มีอำนาจรับฟัง แล้วหาความพอดี ไม่ใช่เอาอย่างใจ

ซึ่งท้ายที่สุด เราก็ได้เห็นว่ารัฐบาลนี้ ก็ฟังเสียงประชาชน และมองชาวบ้านอย่างเข้าใจ ซึ่งดีกว่าปิดปากประชาชน ให้เขาไม่กล้าพูด แล้วเก็บงำความในใจไม่รู้ว่าใคร คิดอย่างไร.