Get Adobe Flash player

การค้าประเวณี ในประเทศไทย โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับกลุ่มข้าราชการ ไปซื้อบริการทางเพศผู้หญิงอายุต่ำกว่า 18 ปีที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

จากกรณีที่หญิงอายุ 43 ปี ได้เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ระบุว่าลูกสาว ถูกถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.น้ำเพียงดิน ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน บังคับให้ค้าประเวณีกับผู้ใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ซึ่งได้มีการร้องเรียนไปยัง ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ ตำรวจภูธรภาค 5 แต่เรื่องไม่คืบ เลยตัดสินใจเข้าร้องเรียนต่อ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือ ปคม. ผ่านมา 6 เดือน เรื่องก็ยังไม่คืบหน้าแต่อย่างใด

เรื่องนี้เป็นกระแสวิจารณ์ในโลกโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง เพราะการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้บริการกับเด็ก เป็นความผิดตามกฎหมายอาญาร้ายแรง มีอัตราโทษสูงอีกด้วย

มีผู้ถูกพาดพิงเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าระดับผู้ว่าราชการจังหวัด นักการเมืองผู้บริหารส่วนท้องถิ่น แม้กระทั่งครู หมอ รวมถึงตำรวจ ฯลฯ ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงต้องไปตรวจสอบกันตามพยานหลักฐาน

ว่ากันว่าถ้าสาวกันไปจริงๆ ระบบราชการในจังหวัด อาจถึงกับจะสะดุด เพราะจะมีข้าราชการที่ตกเป็นจำเลยมีจำนวนมาก ฟังแล้วก็น่าตกใจ

จากเรื่องนี้ น่าจะแยกความผิดได้สี่ประเด็น หนึ่งการซี้อ-ค้าประเวณี สอง การบังคับให้ค้าประเวณี (หรือไม่) สาม การใช้บริการเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จากข้อสาม นำไปสู่ข้อสี่คือ “การค้ามนุษย์”

เรื่องของโสเภณีที่บ้านเรา มีมาช้านาน ขึ้นอยู่กับสังคมจะยอมรับหรือไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการด้านโบราณคดี ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของ “หญิงงามเมืองสมัยอยุธยา” ประวัติศาสตร์ว่าด้วยรัฐกับการค้าประเวณี

นั่นก็แสดงว่า ยุคนั้นก็มีโสเภณีแล้ว

สิ่งที่เขานำมาอ้างอิง คือส่วนหนึ่งใน “กฎหมายตราสามดวง” ที่เรียกว่า “พระไอยการลักษณผัวเมีย” ส่วนที่ถูกตราขึ้นใน พ.ศ. 1904 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง มีคำว่า “หญิงนคระโสเพนี” ปรากฏอยู่แล้ว

ซึ่งคำว่า นคระโสเพนี หรือ “นครโสเภณี” นี่เองที่เป็นที่มาของคำว่า “หญิงงามเมือง” เพราะโดยรากศัพท์แล้ว ‘โสเภณี’ แปลว่า “หญิงงาม” ส่วน “นคร” แปลว่า “เมือง” โดยอ้างกันว่ามีที่มาจาก อินเดีย ที่หญิงงามเมือง มีฐานะเป็นหน้าเป็นตาของเมืองในฐานะที่มีหญิงงาม ไว้ปรนนิบัติแขกบ้านแขกเมืองมาก่อน

“เดอ ลา ลูแบร์” อัครราชฑูตชาวฝรั่งเศส ผู้เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชอาณาจักรอยุธยา ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ได้บันทึก "จดหมายเหตุลา ลูแบร์" มีเรื่องราวเกี่ยวกับการค้าประเวณีในอยุธยา รวมอยู่ด้วย

เข้าสู่ยุคกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาที่ยังมีเรือนบ่าวเรือนทาส ผู้หญิงที่มีฐานะทางสังคมต่ำต้อย ตกอยู่ในอำนาจของนายเงิน และเป็นยุคที่ผู้หญิงถูกย่ำยีอย่างมากมาย เรื่องถูกข่มขืน ถูกเปลี่ยนมือขายทอดตลาด อาจเป็นเรื่องปกติในสังคมยุคนั้น

หมดยุคทาส โสเภณีสมัยต่อมา มีการซื้อขายหญิงสาวในหมู่บ้านที่ห่างไกล โดยพ่อแม่เป็นผู้ขายผ่านนายหน้า ด้วยความโลภจากเงินจำนวนไม่มาก แลกกับชีวิตลูกสาวทั้งชีวิต ที่ถูกเอาไปกักกัน ถูกทุบตี บังคับให้ไปขายตัว

แต่เธอเหล่านี้ ยังส่งเงินกลับบ้านตามคำสั่งของพ่อเม่ จากค่านิยมว่าลูกต้องทดแทนบุญคุณฯ ให้ทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย พ่อแม่ปลูกเรือนใหม่ มีวิทยุ หรือ ทีวี ตู้เย็น แต่งตัวสวย น้องชายพี่ชายเสเพล โดยทุกคนไม่ต้องทำงาน

ในยุคที่โรคเอดส์ระบาดเข้ามาใหม่ๆ สังคมไทยยังไม่มีการระวังป้องกันเท่าที่ควร ยารักษาไม่มีประสิทธิภาพ หญิงสาวที่ขายบริการ “ป่วยและตาย” เป็นใบไม้ร่วง

เธอเหล่านั้นบางคน พาร่างกายและจิตใจที่บอบช้ำหวังกลับไปสู่อ้อมอกแม่ แต่ถึงเวลานั้นคนที่บ้านก็ไม่มีใครต้อนรับ เพราะแต่ละคนกลัวติดโรค ต้องทำเพิงพักให้อยู่ลำพังนอกบ้าน แล้วคอยส่งข้าวส่งน้ำ จนกว่าจะตายเพราะตรอมใจและโรคร้าย

คนในหมู่บ้านรังเกียจ เมรบางแห่งก็ไม่ยอมให้เผา ต้องทำกองฟอนเผาอย่างน่าอนาถ

แต่ปัจจุบันการขายบริการทางเพศ เปลี่ยนไปจากเดิม เด็กสาวมือสมัครเล่นหลายคนเต็มใจเข้ามา เพราะได้เงินจำนวนมาก และหาได้ง่ายกว่าประกอบอาชีพอื่น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างฟุ่มเฟือย

ขณะที่หญิงสาวที่ขายบริการที่เป็นอาชีพ ก็ให้บริการในรูปแบบต่างๆ มีการระวังป้องกันมากขึ้น

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุว่าการค้าประเวณี แม้เป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติพบว่ามีการค้าประเวณีอยู่และถูกควบคุมในบางส่วน แต่ยังพบได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่สงครามเวียดนามเป็นต้นมาประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศจุดหมายปลายทางสำหรับเซ็กซ์ทัวร์

อ้างถึง การศึกษาของนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อปี 2547 ระบุว่ามีผู้ทำงานเกี่ยวกับบริการทางเพศ 2.8 ล้านคน เป็นผู้หญิง 2 ล้านคน เป็นผู้ชาย 2 หมื่นคน และเป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี 8 แสนคน

การศึกษาในปี 2546 ประมาณมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ที่ 4.3 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือราว 3% ของระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม และไม่น้อยกว่า 10% ของมูลค่าเงินที่นักท่องเที่ยวนำเข้ามาถูกใช้ในกิจกรรมทางเพศ

ส่วนรายงานขององค์การอนามัยโลกใน พ.ศ. 2544 ระบุว่ามีผู้ค้าบริการทางเพศระหว่าง 150,000 ถึง 200,000 คน

การค้าประเวณีในประเทศไทยในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ เช่น อาบอบนวด เป็นสถานบริการทางเพศโดยตรง โดยผู้ขายบริการจะนั่งรอภายในสถานบริการและรอลูกค้าเข้ามาเลือก โดยในสถานบริการจะจัดห้องไว้รับรอง สถานบริการอาบอบนวดมีกระจายในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นบางจังหวัด

ซ่องโสเภณี คล้ายกับอาบอบนวด แต่ไม่เปิดตัวโจ่งแจ้ง เพราะเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย ซ่องบางแห่งอาจลักลอบเปิดโดยใช้ธุรกิจนวดแผนโบราณหรือสปาขึ้นบังหน้า

บางแห่งเป็นสถานบันเทิง คาเฟ่ ร้านคาราโอเกะ สปา หรือร้านตัดผม บางแห่ง มีบริการทางเพศแอบแฝงเพิ่มเติมสำหรับลูกค้า รอลูกค้าที่โรงแรมม่านรูด หรือบริเวณริมถนนบางแห่ง ที่เป็นแหล่งค้าประเวณี

การโทรเรียก โดยลูกค้าติดต่อทางนายหน้า เพื่อเรียกมาใช้บริการทางที่พักของลูกค้า หรือทางโรงแรมที่เตรียมไว้ ราคาการให้บริการจะแตกต่างกัน บางครั้งนายหน้าอาจใช้คำเรียกอาชีพอื่นเพื่อปิดบังการค้าประเวณี เช่น จัดหาพริตตี้ จัดหานางแบบ เป็นต้น

การซื้อขายบริการทางเพศผ่านอินเทอร์เน็ต หรือเว็บไซต์ใต้ดินบางแห่งอาจมีโฆษณาการขายบริการทางเพศ

การซื้อขายบริการทางเพศแบบซื้อเหมาในระยะยาว เช่นหนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือนขึ้นไป โดยในช่วงระยะเวลาที่ตกลงกันนั้น บางครั้งเรียกการซื้อแบบนี้ว่า "ผูกปิ่นโต"

บางครั้งผู้ค้าประเวณี อาจแอบอ้างตัวว่าประกอบอาชีพอื่นบางอาชีพ เพื่อเพิ่มค่าตัว เช่น เป็นนิสิตนักศึกษา หรือพริตตี้ หรือนางแบบ เป็นต้น

โดยสรุปสังคมไทยมีโสเภณีแน่นอน และมีมายาวนาน แต่เพราะเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย หญิงขายบริการจึงถูกกดขี่ ถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด

แต่ถ้าโสเภณีเป็นอาชีพถูกกฎหมาย การจัดระเบียบต่างๆ จะเป็นรูปธรรมขึ้น

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยูกับสังคม ว่าต้องการแบบใด คือยอมให้มีแต่ปกปิดไว้ กับทำให้ถูกต้อง อันนี้คนในชาติจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ.