Get Adobe Flash player

ความเห็นที่แตกต่าง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

4 คำถามของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถามคำถาม 4 ข้อ เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง ไม่ขาดสาย

ส่วนคำถาม 4 ข้อคือ

1.ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ข้อนี้มีให้เลือกคำตอบแค่ “ได้” กับ “ไม่ได้”

2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร

3.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณีควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีกแล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร

จากคำถามนี้ ก็จะมีคำตอบออกมาหลักๆ ออกมาสามกลุ่ม คือกลุ่มแรก เห็นด้วยกับนายกฯ กลุ่มที่สองเห็นต่างโดยสิ้นเชิง และกลุ่มที่สาม ไม่อยากยุ่ง คุณอยากทำอะไรก็ตามใจ เพราะฉันอยากทำมาหากินมากกว่า

ลองมาดู แค่สองตัวอย่างคำตอบ ท่านแรกคือ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ตอบคำถามข้อแรกว่า หากมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ขอตอบว่าไม่น่าจะได้ เพราะ

ประการแรก พรรคการเมืองหลายพรรคเป็นพรรคของนายทุนที่จะต้องเป็นผู้ออกเงินให้สมาชิกของพรรคใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อนายทุนจะต้องลงทุนก็ต้องหาทางเอาทุนคืน

ประการที่สอง พรรคการเมืองทั้งหลายต่างก็ต้องการเป็นรัฐบาล หากพวกเขาจะรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล เขาคงไม่รวมตัวกันด้วยอุดมการณ์ใดๆ แต่เขาคงจะรวมตัวกันด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ลงตัว อาจจะมีการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย หรือทำบางสิ่งบางอย่างที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ประการที่สาม ในขณะที่มีการร่างกฎหมายพรรคการเมือง ที่เป็นกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญในขณะนี้ นักการเมืองส่วนมากไม่พอใจ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เหมือนประหนึ่งว่าพวกเขากลัวบทลงโทษ ถ้าหากคนเราตั้งใจเข้ามาทำสิ่งที่ถูกต้อง บทลงโทษจะบัญญัติไว้อย่างไร ก็ไม่ควรจะกลัว นอกเสียจากตั้งใจจะมาทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องบางอย่างจึงกลัวบทลงโทษ

ประการที่สี่ นักการเมืองไม่ค่อยยอมรับกติกาใหม่ ที่เรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง และพวกเขาไม่พอใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่อาจคิดเป็นอื่นได้ นอกจากจะบอกว่ามีนักการเมืองบางคน คงตั้งใจจะเข้ามาโกง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะหวังอะไรกับการจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล

ถ้าหากเราไม่มีโอกาสจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล เราจะทำอย่างไร คำตอบก็คือ “อย่าเพิ่งเลือกตั้ง” จะต้องจัดการกับคดีต่างๆ เพื่อให้คนที่ทำไม่ดีกับประเทศชาติถูกลงโทษ จัดการกับคดีต่างๆ ให้จบสิ้น เราอาจจะกำจัดนักการเมืองที่เลวร้ายให้ออกไปจากแวดวงการเมืองไทย และได้คนดีมีฝีมือมาบริหารประเทศ

คำถามข้อสาม แม้ว่าการเลือกตั้งจะเป็นเครื่องมือของประชาธิปไตย แต่การลงคะแนนเสียงนั้น ประชาชนควรจะให้ความสำคัญกับประเทศด้วย  ไม่ใช่มองแต่ผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศ

ส่วนข้อสุดท้าย นายกรัฐมนตรีท่านถามว่านักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่

ข้อนี้ตอบได้ง่ายๆ ก็ในเมื่อเขาเป็นนักการเมืองที่ไม่เหมาะสม แล้วเราจะให้โอกาสเขาทำไม เวลานี้รัฐธรรมนูญที่ร่างมานั้น น่าจะมีส่วนในการทำให้นักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาทำงานทางการเมือง แต่กระบวนการยุติธรรมยังไม่จบสิ้น เรายังกำจัดพวกเขาไม่ได้หมด ดังนั้น หากคดีทั้งหลายยังไม่จบ ยังไม่ควรที่จะเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญที่สุดที่จะต้องทำก็คือการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักการเมืองบางคน การกระทำเหล่านั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างไร และพวกเราได้รับผลกระทบอย่างไร ประเทศชาติเสียโอกาสอย่างไร ถ้าหากไม่มีการเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ต่อให้รัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไร ก็คงไม่อาจสกัดกั้นนักการเมืองที่ชั่วร้ายได้ เพราะคนลงคะแนนเสียงที่คิดแต่ประโยชน์ส่วนตนยังมีอยู่ไม่น้อย

ในมุมมองที่ต่างกัน จาก นสพ.บ้านเมือง

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ถามคำถาม 4 ข้อ

แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ได้มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงของประชาชน เห็นว่าประชาชนไม่ฉลาดถูกหลอกได้ง่าย แถมยังไม่ได้ดูตัวเองและผลงานตัวเอง ว่าปัจจุบันสภาวะที่เป็นอยู่เป็นอย่างไร ดีกว่าในอดีตหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขอตอบคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ดังต่อไปนี้

1.เชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณที่จะเลือกผู้นำประเทศ และหากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาไม่มีธรรมาภิบาล ประชาชนก็สามารถที่จะถอดถอนได้ และไม่เลือกเข้ามาอีก ผิดกับรัฐบาลปัจจุบัน ที่ประชาชนเอือมระอาเพราะขาดธรรมาภิบาล จำกัดสิทธิประชาชน ตรงนี้ประชาชนจะทำอย่างไร ในเมื่อเป็นรัฐบาลรัฐประหาร

2. ขอถามกลับไปว่า จะจัดการอย่างไรกับรัฐบาลปัจจุบัน เพราะขาดผลงาน ขาดความรู้ความสามารถ และยังขาดวิสัยทัศน์และธรรมาภิบาล

3.การเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ต้องเคารพเสียงของประชาชน ทั้งนี้ พรรคการเมืองต้องเสนอแนวทางพัฒนาประเทศให้ประชาชนตัดสินใจ ไม่ใช่การยัดเยียดยุทธศาสตร์ 20 ปีและปฏิรูปเฉพาะคนกลุ่มเดียวอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่ง 3 ปียังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปอะไร ไม่ได้แสดงว่าประเทศจะพัฒนาได้ ยิ่งเมื่อดูผลงานย้อนหลังจะพบว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศได้เสื่อมถอยลงไปมากแล้ว ตรงนี้จะวางแผนและทำอนาคตประเทศให้ดีได้อย่างไร

4.โดยปกติแล้วการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลง 30 % ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ซึ่งเป็นการพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย และเป็นการคัดเลือกบุคคลากรให้มาพัฒนาประเทศ หากนักการเมืองคนใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ประชาชนก็จะไม่เลือกเข้ามาอีก โดยต้องให้เวลาในการพัฒนาเพื่อให้ระบอบทำงานได้  ซึ่งต่างกับปัจจุบันที่ผู้บริหารประเทศมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแต่ประชาชนไม่สามารถที่จะปลดออกหรือไล่ออกได้

จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ศึกษาคำตอบ 4 ข้อนี้และช่วยอธิบายประชาชน ว่าในภาวะปัจจุบันที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจรัฐบาลที่ขาดความรู้ความสามารถ ไม่มีผลงาน สร้างความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมาก ประชาชนจะทำอย่างไรได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้น จำนวนคนว่างงานที่มีมากขึ้น ฯลฯ มากกว่าการออกมาชี้นำทางการเมืองแบบที่เป็นอยู่นี้

นี่ก็เป็นเพียงบางส่วน ที่มีการหยิบยกขึ้นมา จะเห็นว่าความต่างตรงนี้แก้ไขไม่ได้ เพราะใครมีความเชื่ออย่างไร ก็เห็นอย่างนั้น

ซึ่งประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะเห็นต่าง จึงต้องใช้เสียงข้างมากเป็นตัวตัดสิน นั่นคือ จะต้องมีการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนมีผู้แทนของตนไปทำหน้าที่

ส่วนใครโกง หรือไม่อย่างไร จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่มีตัวบทกฎหมายระบุไว้ ไม่ใช่ปล่อยให้ใครใช้อำนาจชี้เป็นชี้ตายใคร โดยเอาความรู้สึกส่วนตัวเป็นที่ตั้ง เราอาจเชื่อว่าเราคิดถูก คนอื่นคิดผิด แต่ในเมื่อประเทศ ไม่ใช่ของเราคนเดียว ก็ต้องฟังเสียงกัน.