Get Adobe Flash player

ย้อนอดีต ตลาดสามชุก โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา น้องๆ ทั้งครอบครัวพาไปเที่ยวสุพรรณ ไปดูปลาที่อุโมงค์ปลาที่บึงฉวาก อำเภอเดิมบางนางบวช ไปตลาด 100 ปี ที่สามชุก แล้วไปกินข้าวเย็นที่บางปลาม้า วันเดียวเที่ยวได้ทั่ว เพราะสุพรรณบุรี ใกล้แค่นี้เอง

ตั้งแต่วัยเด็ก สุพรรณเป็นเมืองแรกๆ ที่อยากไปเที่ยว เพราะฟังเพลงจนหลงใหลในชื่อ “เดิมบางนางบวช” จากบทเพลงลูกทุ่งยุคโน้นที่พูดถึงเดิมบางฯ ในหลายมิติมาก

มีคำถามในใจว่า ใครทำร้ายนางให้เจ็บช้ำ จึงต้องละทางโลกไปบวช ที่บางนี้

นึกถึงสาว “เรียม” ที่ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ขับร้องเป็นเพลงตามหาที่บางกอกใน “กลับเถิดเรียมจ๋า” หลังจากพ่อแม่ตาย วัวควายไม่มีใครดูแล

ผมไปสุพรรณครั้งแรก สมัยที่ไปเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ๆ เพื่อนกลับบ้านที่ศรีประจันต์ ก็ซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปกับเขา ต้องผ่านนครปฐม แยกไปมาลัยแมน ระยะทางต้องอ้อมไกลมาก แต่ก็ไม่ผิดหวังเพราะทุ่งนาที่สุพรรณสวยงาม

ส่วนเดิมบางฯ ยุคโน้นดูเงียบเหงา เห็นมีแต่ทุ่งข้าวภูเขาสามยอดและวัดเดิมบาง รวมทั้งบึงฉวาก ทะเลสาบกลางท้องทุ่ง ที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากสิ่งรบกวนจากภายนอก

ความจริง เดิมบางกับนางบวช เป็นคนละบ้าน ก่อนมารวมกันตามกฎหมายในสมัยกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

เดิมบางคือที่ปัจจุบัน ส่วน “นางบวช” ปัจจุบันเป็นตำบล ตำนานกล่าวว่า “ชบา” เป็นสนมของพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย เกิดความเบื่อหน่ายทางโลก จึงหนีออกบวช และมาอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งในภูเขา ต่อมาชาวบ้านเรียกขานว่า เขานางบวช

พูดถึงอดีต ก็แบบหนึ่ง แต่ปัจจุบันสุพรรณ เปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ ความสวยงามของถนนหนทาง ผังเมือง ตึกรามบ้านช่อง เรียกได้ว่าเป็นระเบียบแบบแผนอันดับต้นๆ ของประเทศ มีการตัดเส้นทางลัด ไม่ได้ไกลเหมือนสมัยโน้น

“เรียม” สาวสุพรรณในวันนี้ ไม่จำเป็นต้องไปหาความศิวิไลซ์ที่บางกอก เพราะบ้านนางมีวิทยาลัย มีมหาวิทยาลัย ราคาไร่นาแพงดั่งทองคำ ตรงกันข้าม คนบางกอกเสียอีก ที่จะต้องเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติที่สุพรรณ

ต้องขอบคุณ คุณบรรหาร ศิลปอาชา ที่มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะสร้างเมืองสุพรรณ ให้เป็นเมืองน่าอยู่

ประทับใจทุกแห่งที่ผ่าน แต่วันนี้ขอเล่าถึงตลาดร้อยปีสามชุก

ตลาดร้อยปีสามชุก อยู่ริมแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำสายนี้แยกจาก “เจ้าพระยา” ที่อำเภอเมืองอุทัยธานี ต่อเขตอำเภอวัดสิงห์ ชัยนาท ไหลผ่านชัยนาท สุพรรณ นครปฐม สมุทรสาคร ก่อนจะออกสู่อ่าวไทย มีความยาว 325 กิโลเมตร

ชื่อเรียกเปลี่ยนไปตามเมืองที่ผ่าน ชัยนาทเรียกแม่น้ำมะขามเฒ่า สุพรรณบุรี เรียกแม่น้ำสุพรรณ นครปฐมเรียกแม่น้ำนครชัยศรี ไหลผ่านสมุทรสาครเรียกแม่น้ำท่าจีน

ตลาดสามชุก ก็เหมือนตลาดริมน้ำต่างจังหวัดหลายๆ แห่ง ในสมัยก่อน เพียงแต่ที่เมืองอื่นถูกรื้อสร้างเป็นตึกไปเสียหมด แต่สามชุกยังคงอยู่

ยุคที่ผู้คนยังใช้ทางน้ำเป็นเส้นทางคมนาคม ผู้คน บ้านเรือนก็จะอยู่ริมน้ำ เพราะไปมาสะดวก มี “เรือเมล์” ผ่าน รับผู้โดยสารจากเมืองหนึ่งไปสู่อีกเมืองหนึ่ง นอกจากนี้แต่ละชุมชนจะมีท่าน้ำที่เป็นท่าหลัก ในการขนส่งพืชผลและแลกเปลี่ยนสินค้า เมื่อมีท่าน้ำ ก็จะผู้คนเรือแพค้าขายระหว่างกัน เกิดเป็นตลาดใหญ่เล็กขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการหรือกำลังซื้อ

ยุคก่อนโน้น คนไทยนิยมเป็นผู้ซื้อ แต่ยังไม่ค่อยนิยมทำการค้า ร้านรวงต่างๆ จึงเป็นของคนจีนเป็นส่วนใหญ่ สร้างเป็นห้องแถวเรือนไม้สองชั้น หันหน้าเข้าหากันมีถนนด้านหน้า แต่จะเป็นถนนกว้างแค่คนเดิน แล้วยังแยกเป็นซอยต่างๆ ที่สามารถเดินถีงกันได้  

มีของขายหลากหลาย ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ขนมไทยต่างๆ รวมทั้งร้านขายของที่ระลึกครบถ้วน ราวกับซูเปอร์มาร์เก็ตในปัจจุบัน

จากตลาดเล็กๆ หรือร้านเล็กๆ เก็บเงินสลึงเฟื้อง แต่ก็เข้ามาทุกนาที ทุกชั่วโมง ได้สร้างเศรษฐีมหาเศรษฐี จำนวนมาก บางตระกูลความร่ำรวยเมื่อ 100 ปีก่อน ยังส่งผลมาถึงลูกหลานจนปัจจุบันนึ้

ถ้าเป็นเมื่อก่อน แม่น้ำหน้าตลาดคงคลาคล่ำไปด้วยเรือแพ แต่ปัจจุบันมีเพียง “เรือเมล์ 2 ชั้น” ลำเดียวจอดอยู่พอเป็นสัญลักษณ์  เรือลำนี้เคยแล่นขึ้นล่อง กรุงเทพฯ-สามชุก แต่ละเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 ชั่วโมง

เรือที่ยังมีอยู่ที่ตลาดสามชุก เป็นเรือรับนักท่องเที่ยวไปล่องแม่น้ำ ประมาณ 30-40 นาที คิดค่าบริการคนละ 50 บาท ซึ่งในวันหยุดก็มีคนใช้บริการเต็มทุกเที่ยว

เรือที่ใช้เป็นเรือยนต์แบบเก่า ที่เรียกว่า “เรือยนต์หัวป้าน”

สมัยหนึ่ง เรือแบบนี้ใช้เครืองยนต์เผาหัว (หลังสงครามโลก) โดยใช้เปลวไฟจากเตาฟู่ พ่นเผาหัวสูบของเครื่องยนต์ให้ร้อนจัดก่อนติดเครื่อง ใช้น้ำมันขี้โล้เป็นเชื้อเพลิง เครื่องชนิดนี้มีกำลังแรงดีมาก

ยุคก่อน เรือหัวป้านแบบนี้ ใช้ลากซุง ลากเรือเอี้ยมจุ๊นบรรทุกสินค้า ที่พ่วงยาวเป็นแพ

ปัจจุบันเปลี่ยนเครื่องยนต์ ทำให้มีความคล่องตัวปราดเปรียว

พวกเราเลือกที่จะเที่ยวเรือ มีความรู้สึกแรก เหมือนได้ย้อนอดีตของตัวเอง

นายท้ายเรือ เป็นผู้บรรยายไปตลอดเส้นทางร่มรื่น มีปลาผุดขึ้นมาหายใจเป็นระยะ เห็นตัวตะกวดหลายตัวว่ายข้ามน้ำ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร

เรือผ่านโรงน้ำแข็ง ที่ปัจจุบันยังผลิตอยู่ ผ่านโรงสีข้าวเก่าถึงสามแห่ง ซึ่งเจ้าของยังเก็บรักษาไว้ แม้จะเลิกสีข้าวไปนานแล้วก็ตาม ด้วยความเชื่อที่ว่า จะไม่ทำลายอู่ข้าว อู่น้ำของครอบครัว

เรือล่องมาตามลำน้ำสุพรรณ มาจอดที่ท่าน้ำ หน้ากลุ่มเรือนไทยใต้ถุนสูง มีป้ายชื่อ “เรือนไทยสาคร” 

มีเรือนหมู่หลายหลัง มีชานแล่นกลางเป็นห้องรับแขก ในหมู่เรือนหลังต่างๆ เชื่อมต่อด้วยทางเดินถึงกัน ถูกจัดวางของเก่าคล้ายพิพิธภัณฑ์ มีของใช้ย้อนยุคไป 50-100 ปี ที่เจ้าของเก็บรักษาไว้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นชุดเรือนนอน เรือนพักผ่อน เรือนครัว ฯลฯ

ส่วนประกอบประดับเรือน มีตู้ โต๊ะ เตียง นาฬิกา วิทยุ ขันน้ำ ตะเกียง ตาชั่ง คันฉ่อง กล้องถ่ายรูป เครื่องขยายเสียง ไมโครโฟนเก่า ภาพเก่า เครื่องฉายภาพยนตร์ พัดลม เก้าอี้ตัดผม ชุดชากาแฟ ฯลฯ

บ้านแห่งนี้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร “สุดแค้นแสนรัก” และอีกหลายเรื่อง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ท่านเจ้าของบ้านคือ “ลุงเช็ง” สุจิตต์ เล่ห์จันทร์พงษ์ อนุรักษ์สิ่งต่างๆ เอาไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ดู โดยไม่คิดค่าเข้าชมใดๆ ทั้งสิ้น นับว่าเป็นผู้หนึ่งที่อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไว้ให้ลูกหลานอย่างน่าชื่นชมยิ่ง

โดยเฉพาะลุงเช็ง มีภรรยาถึง 4 คน ช่วยกันทำมาหากิน

หลังจากที่ถนนตัดผ่าน ตลาดริมน้ำทั่วประเทศเริ่มซบเซา ชาวบ้านริมน้ำเริ่มย้ายออกไปปลูกบ้านริมถนน การขนส่งสินค้าใช้เส้นทางบกมากขึ้น

จนถึงสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีการสร้างถนนด้วยเงินผัน เกือบทุกตำบลหมู่บ้าน เท่ากับเป็นการปิดฉากเส้นทางคมนาคมทางน้ำ

ตลาดสามชุก ก็ไม่อาจหนีความจริงนี้ ผู้คนที่เคยดำรงชีวิตด้วยการค้าขายในในตลาด ต้องออกไปหางานทำที่อื่น

จนกระทั่งปี 2543 มีการจัดพัฒนาตลาดสามชุกเป็นตลาดเชิงอนุรักษ์ ดึงลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวเข้ามาแทนที่ ตลาด100 ปีสามชุก ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง.