Get Adobe Flash player

ติดอยู่ที่การร่างกฎระเบียบ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ตกลงแล้วระบบการเมืองไทยจะไปทางไหน เป็นคำถามที่หลายคนก็รู้คำตอบ เพียงแต่จะทำใจยอมรับคำตอบได้หรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

วันก่อน ได้รับคำชวนให้ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับพรรคพวกสี่ห้าคนที่บ้านเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากคุยเรื่องอื่นผ่านไป ก็มาจบที่เรื่องของบ้านเมือง

ประเด็นที่หยิบยกมาสนทนาคือ การเมืองการปกครองของไทยจะเป็นแบบไหน นายกรัฐมนตรี คนนี้ยังจะเป็นนายกฯ ต่อไปอีกนานเท่าใด

บ้างก็บอกว่าแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว บ้านเมืองสงบดี ไม่มีการชุมนุมประท้วง ไม่ต้องมีนักการเมืองออกมาพูดดีเข้าตัวพูดชั่วเข้าคนอื่นรายวัน

ไม่ต้องเห็นการแก่งแย่งแบ่งเค๊ก จากงบประมาณแผ่นดิน

หรือไปโชว์กร่างข่มเหงข้าราชการประจำ

กล่าวโดยสรุป ภาพพจน์ของนักการเมือง ก็ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย

พฤติกรรมนักการเมืองที่ไร้คุณภาพ กลบนักการเมืองคุณภาพไปเสียหมด

ถ้าเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจะต้องตกอยู่ใต้อำนาจของระบอบรัฐประหารไปตลอดอย่างนั้นหรือ

ระบอบรัฐประหาร ทำให้บ้านเมืองสงบ ก็เพราะมีระบบกำจัดผู้ที่มีความเห็นต่าง บางยุคบางสมัย เล่นกันถึงตาย ผู้ที่เห็นต่างต้องหนีหัวซุกหัวซุน หนีไปต่างประเทศบ้าง ไปบวชบ้าง

ที่ไปไหนไม่ได้ ดีหน่อยก็ถูกเรียกไปปรับทัศนคติ กลับออกมาก็ปิดปากเงียบบางคนยังไม่หยุดแสดงความเห็น ก็โดนคดีทางการเมือง ต้องติดคุกติดตะราง ต้องเสียทรัพย์สิน ถึงขั้นหมดอนาคต

สื่อต่างๆ ถูกปิดหูปิดตา ด้วยกรรมวิธีต่างๆ ข้อมูลข่าวสารถูกบิดเบือนไป เช่นเศรษฐกิจไม่ดี ก็บอกว่าดี ผู้คนตกงานก็บอกว่ามีงานทำ แม้แต่โพลบางสำนัก ที่ทำการสำรวจ ก็สำรวจไปตามความต้องการของรัฐบาล

บ้านเมืองจึงดูสงบ เรียบร้อย

เรามักได้ยินภาพการปฏิรูปประเทศ ที่รัฐบาลพยายามให้ประชาชนเห็นว่า นี่เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม

แต่การปฎิรูป ก็เป็นแค่ภาพผิวเผิน ไม่ได้ปฏิรูปองค์กรใหญ่ อย่างเช่นตำรวจ

ขนาดออกมาแฉว่า “มีการซื้อขายตำแหน่ง” ท้ายที่สุดคนแฉ แทบจะเอาตัวไม่รอด ถูกสั่งให้ไปหาหลักฐานมาพิสูจน์

แทนที่ผู้มีอำนาจรัฐ จะให้ผู้ที่มีหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ ตามคำที่ร้องขอ

กลายเป็นว่า ใครที่เป็นผู้ร้อง ผู้นั้นเป็นผู้ผิด ที่สุดก็ไม่มีใครกล้าที่จะออกมาตรวจสอบ

ไม่กล้าถามว่าทำไมจึงซื้อเรือดำน้ำจากจีน แทนที่จะเป็นเยอรมัน

ทำไมจึงร่วมกับจีน ทำรถไฟความเร็วสูง ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีของญี่ปุ่น  หรือประเทศอื่นๆ น่าสนใจมากกว่า

หรืออย่างแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี

เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง การลงทุนในระบบรถไฟความเร็วสูง ระบบรถไฟรางคู่ รวมถึงการสร้างท่าเรือน้ำลึก เพื่อลดต้นทุน และเวลาในการขนส่ง

การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านอุตสาหกรรมหลักภายใต้โครงการประเทศไทย 4.0 ที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ การท่องเที่ยว การเกษตร รวมถึงการสร้างศักยภาพในอุตสาหกรรมใหม่

การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็นประตูหลักในการสร้างความสัมพันธ์ เป็นทางเชื่อมต่อ เส้นทางสายไหมใหม่

การสร้างความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนากับประเทศในอนุภูมิภาค ภูมิภาค และนานาประเทศ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย บนความพยายามที่จะลดการพึ่งพาแรงงานภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ

รัฐบาล คสช.เป็นรัฐบาลชั่วคราว แต่กลับทำเรื่องที่เป็นอนาคต

สิ่งที่น่าห่วงคือ โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เกรงว่าแผนอนาคต 20 ปีจะเป็นแผนที่ยิ่งจะทำให้ตามประเทศอื่นไม่ทัน

มาถึงเรื่องการเลือกตั้ง ที่รัฐบาล คสช.หมายมั่นปั้นมือ ที่จะให้ “คนดี” เข้าสภา มีการกำหนดกรอบกติกาค่อนข้างรัดกุม

ราวกับว่าชนชั้นปกครอง ข้าราชการประจำ คือผู้กำหนดทิศทางของประเทศ ส่วนประชาชนคือผู้ที่ต้องปฎิบัติ

ที่สำคัญคือ ประเทศไทย เลือกที่จะอยู่ข้างกลุ่มประเทศโลกเสรี หรือกลุ่มประเทศประชาธิปไตย

แต่รัฐบาล กลับไม่ปฎิบัติตามกรอบกติกาของประเทศประชาธิปไตย

รัฐสภากำลังฉลองครบ 85 ปี แต่ระบบรัฐสภาเอง กลับไปไม่ถึงไหน

รัฐบาลพูดกรอกหูประชาชน ว่าต้องฟังในสิ่งที่รัฐบาลพูด ในขณะเดียวกัน รัฐบาลเอง ก็ไม่เคยฟังประชาชน ที่มีความต้องการให้ประเทศอยู่ในระบอบประชาธิปไตย

ให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง ผ่านระบบการเลือกตั้ง แทนระบบยึดอำนาจ

เราเสียเวลามากมายกับการกำหนดกติกา จะให้พรรคการเมืองอยู่อย่างไร จะนำระบบ ไพรมารีโหวต มาใช้หรือเปล่า

ความจริงไม่ต้องคิดไปไกลขนาดนั้น เพราะแค่ระบบที่เป็นอยู่ ก็เอาให้รอดก่อน อย่าหลงความทันสมัยจนยุ่งเหยิง หรือเสียเวลากับการร่างกติกา แทนที่จะได้เริ่มต้นกัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อสองวันก่อนว่า วันนี้จะแก้ไขปัญหาราชการแผ่นดินอย่างไร เรามีรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว อยู่ในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายประกอบ ซึ่งหลายอย่างจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการเมืองไม่ได้ เพราะการเมืองเป็นเรื่องของแม่น้ำ 5 สายที่ต้องช่วยกันทำออกมา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายลูกและกฎหมายต่างๆ และมีองค์กรอิสระอีกมากมาย ในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านที่จะทำให้ได้รัฐบาลมีธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของกฎหมาย

อย่ามากังวลว่าตนจะอยู่ต่อหรือเปล่า หรือตั้งพรรคการเมืองหรือเปล่า แต่จะทำวันนี้ให้ผ่านไปก่อน สถานการณ์เป็นตัวชี้ชัดต่อไปเองว่าเราควรจะทำอย่างไรในอนาคต โดยเราต้องคาดหวังแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ทำได้ ทำสำเร็จ

ความจริง การที่นายกฯ คนปัจจุบัน จะเป็นนายกฯ ในสมัยเลือกตั้งหรือไม่ ประชาชนไม่ได้มีปัญหาเลย

เพราะระบบเลือกตั้ง ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก และรับฟังเสียงข้างน้อย

ประชาชนจะเลือกใคร เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจกัน เขาชอบ เราไม่ชอบ ไม่ใช่ปัญหา เพราะมีกติกากำหนดอยู่แล้ว

เพียงแต่ อย่าร่างกติกา มาเพื่อเปิดทางให้บางคนหรือใครไม่กี่คน หรือกดหัวฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเอาไว้ เพราะที่สุดแล้วการได้มาด้วยวิธีพิเศษ ก็ไม่ได้เป็นผลดีกับระบบ หรือว่ากับใคร.