Get Adobe Flash player

นักกฏหมายกับเด็กพิการ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เพิ่งจะเจอข่าวชายสูงวัย มีอาชีพขับรถรับจ้าง ที่เรียกว่า “รถกะป๊อ” ไปเฉี่ยวชนเล็กน้อยกับรถคู่กรณีที่คนหนุ่ม ฝ่ายนั้นไม่พอใจมาก กลับไปพาเพื่อน มาตามหาถึงบ้านแล้วรุมกระทืบจนสลบคาที่ ชายผู้เคราะห์ร้ายไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

เรื่องนี้เป็นที่สะเทือนใจ และถูกพูดถึงมากมาย กับความไร้หัวใจ ราวกับว่าชีวิตคนเป็นผักปลา เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังอภัยกันไม่ได้

เหมือนกับว่าฉันเป็นนักเลงใหญ่ ห้ามใครมาแตะ

แต่ถามว่า สิ่งที่กระทำอย่างโหดร้ายครั้งนี้ นอกจากได้ความสะใจ นอกนั้นได้อะไร ได้ชื่อว่าเป็นนักเลงฆ่าคนแก่ อย่างนั้นหรือ

ชายคนนั้นตายอย่างน่าเสียดาย จากสาเหตุเพียงแค่นี้ ชีวิตเรียกกลับคืนไม่ได้ ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังก็ลำบาก

ส่วนกลุ่มคนที่ร่วมกันกระทำ ใช่ว่าจะรอด

ก็ถูกจับครบทั้งทีม จากข้อหาพยายามฆ่า แน่นอนต้องติดคุก อาจถึง 10-20 ปี เหมือนกับตายทั้งเป็น อนาคตจบ จากการกระทำที่ไร้สติ

ผู้คนในสังคมที่ติดตามข่าวสาร ส่วนใหญ่ “รับไม่ได้” กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงมีแต่คนประณามและสมน้ำหน้า

อีกเรื่องครับ เป็นเรื่องของทนายความ ที่ใช้ความรู้ทางกฎหมาย โกงลูกความซึ่งเป็นเด็กหญิงและแม่ เธอประสบอุบัติเหตุรถชนกับรถพ่วง

พ่อเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แม่บาดเจ็บสาหัสกระดูกต้องดามด้วยเหล็ก ตัวเองกระดูกทับเส้นประสาท ท่อนล่างไม่มีความรู้สึก เดินไม่ได้

สองแม่ลูกใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก ต้องไปขายของที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

แม่คือ “นางพรทิพย์” อายุ 44 ปี ส่วนลูกสาวชื่อ “น้องบีม” อายุ 14 ปี

อ่านจากข่าวระบุว่า มีสาวใหญ่คนหนึ่ง มักเข็นรถวีลแชร์ที่มีลูกสาวนั่งตระเวนขายของตามศาลา ซึ่งมีหลายแห่งในวัดแห่งนี้ เพื่อหาเงินเลี้ยง แม่ลูก ในแต่ละวัน

มีแขกที่มาร่วมในงานศพต่างพากันสงสารช่วยซื้อของ จนเป็นที่ทราบกันดีของชาวบ้านใกล้เคียง รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์จนถึงเด็กวัด เพราะเห็นถึงความรักของผู้เป็นแม่ที่มีต่อลูกและผู้เป็นลูกที่มีต่อแม่ โดยทั้งสองคนขายของภายในวัดชลประทานมานานหลายปีแล้วเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพไปวันๆ

ลูกนั่งบนรถเข็น แม่เป็นคนเข็น แม้จะร้อนบ้าง ฝนตกบ้างแต่ก็ต้องสู้

ต้องขอบพระคุณพระสงฆ์ผู้บริหารวัดแห่งนี้ ที่ให้โอกาสผู้พิการ

ขอบคุณผู้ใจบุญ ที่เมตตาช่วยซื้อทำให้ แม่ ลูก พอประคองชีวิตไปได้

นางพรทิพย์ แม่ของน้องบีม เล่าว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ปี 48 เธอกับสามี พร้อมน้องบีม ลูกสาว นั่งรถปิคอัพไปประสบอุบัติเหตุชนกับรถพ่วง 18 ล้อ สามีเสียชีวิตคาที่ ตัวเองบาดเจ็บสาหัส ส่วนน้องบีมกระดูกทับไขสันหลังกลายเป็นคนพิการเดินไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ต้องนั่งอยู่แต่บนรถวีลแชร์

หลังจากนั้นทางครอบครัวได้รับการช่วยเหลือจาก นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ทนายความ ที่รับอาสาว่าความให้จนกระทั่งต่อมาปี 2557 นายพิสิษฐ์ แจ้งว่าศาล มีคำพิพากษาให้คู่กรณีจ่ายเงินให้ครอบครัวตนเอง 1 ล้านบาท โดยจะจ่ายให้เป็นงวดๆ งวดละ 40,000 บาท จากนั้นได้นำหนังสือมอบอำนาจมาให้ตนเซ็นโดยอ้างว่าลูกความไม่สะดวกเดินทางตนจึงได้เซ็นให้ไป และได้รับเงินเดือนละ 40,000 บาท เป็นเวลา 7 เดือน ก่อนจะหยุดให้ในเวลาต่อมา เมื่อตนทวงถามนายพิสิษฐ์จะบ่ายเบี่ยงและอ้างว่าทางคู่กรณียังไม่ได้จ่ายมา

นางพรทิพย์ กล่าวว่าตนเองจึงได้ติดต่อไปที่บริษัทเพื่อสอบถามถึงสาเหตุ จึงทราบว่าทางบริษัทรถพ่วง จ่ายเงินค่าเสียหายให้กับครอบครัวตนเองมา 5 ล้านบาทแล้ว โดยมีทนายพิสิษฐ์ เป็นผู้รับ

เธอจึงสอบถามเขาไปเขาก็ยอมรับ และบอกว่าจะหาเงินมาใช้ พร้อมนำดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมา  จากนั้นก็เปลี่ยนมือถือและติดต่อไม่ได้อีกเลย

เธอไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ก็ได้แต่ร้องเรียนไปยังที่ต่างๆ แม้กระทั่ง ศูนย์ดำรงธรรม แต่เรื่องก็เงียบหายไป

"ถ้าทนายพิสิษฐ์ยังมีชีวิตอยู่และรู้ว่าตนเองกับลูกสาวลำบากขนาดไหนขอให้เขาคืนเงินให้กับตนเองและลูกด้วย เพราะน้องบีมไม่น่าที่จะต้องมามีชีวิตที่ลำบากขนาดนี้หากเขาไม่โกงเงินของตนกับลูกสาวไป"

ข่าวระบุว่า น้องบีม ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนศรีสังวาลย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนคนพิการในสังกัดกระทรวงพัฒนาการและความมั่นคงของมนุษย์ มีผลการเรียนที่ดีเกรดเฉลี่ย 3.8  และเป็นหนึ่งในนักร้องคอรัสหมู่ ที่ร่วมกับเพื่อนๆ ร้องเพลงในโฆษณาให้กับประกันชีวิตแห่งหนึ่ง

เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็กลายเป็นประเด็นที่ชาวบ้านชาวเมืองพูดถึงอย่างกว้างขวาง

ทางกระทรวงยุติธรรม สภาทนายความ และเนติบัณฑิตยสภา ต่างยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ มีการเซ็นแต่งตั้งทนายความจากบัณฑิตยสภา เพื่อฟ้องร้องนายพิสิษฐ์ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา

โดยทางกระทรวงยุติธรรมจะให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดี

หลังจากนี้เตรียมจะตั้งคณะกรรมการมรรยาททนายความ เพื่อตรวจสอบจริยธรรมทนายความ เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการฝ่ายบริหารสภาทนายความวาระพิเศษเป็นกรณีเร่งด่วน

เพื่อพิจารณาคำสั่งปลดนายพิสิษฐ์จากการเป็นทนายความทันที หลังปรากฏประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้นายพิสิษฐ์เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งคุณสมบัติต้องห้ามของการเป็นทนายความ จะต้องไม่เป็นบุคคลที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ตามกฏหมาย อาจเป็นเพียงการฉ้อโกง

แต่ในทางจริยธรรม การที่ทนาย ใช้ความรู้ด้านกฎหมาย ไปโกงแม่และเด็กที่ประสบเคราะห์กรรมจนพิการ เป็นเรื่องที่ร้ายแรง ถอนใบอนุญาตทนายความยังไม่พอ แต่สถานศึกษา น่าจะยึดปริญญานิติศาสตร์คืนด้วย เพราะถือว่าไม่มีคุณสมบัติ

ส่วนน้องบีม สาวน้อยที่สดใส ต้องมาอยู่บนรถเข็น

เธอฝันที่อยากเป็นผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ ซึ่งเรามองว่า หากทีวีช่องต่างๆ รับน้องเข้าไปทำงาน ก็น่าจะเป็นผลดีกับทางสถานี

หว้งว่าเธอจะต้องสานฝันเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย โดยอย่าทิ้งการเรียน และอย่าละเลยที่จะช่วยตัวเอง

การขายของที่วัดนั้นดีแล้ว ขอให้ขายของต่อไปอย่าได้ท้อ การตกเป็นข่าว ทำให้คนเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น และอยากมีส่วนในการช่วยเหลือมากขึ้น รายได้ก็คงจะดีขึ้น

สู้นะ “น้องบีม” เพราะต่อแต่นี้ หนูกับแม่จะไม่ต้องสู้ตามลำพัง.