Get Adobe Flash player

เก็บสิ่งที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล พูด กลับมาคิด โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ผมติดตามข่าวคราว ชะตากรรมของบุคคลทางการเมืองในประเทศไทยหลายคน หลายคดี ในห้วงเวลาที่ผ่านมา แล้วเกิดความสับสนในใจมากมาย

ตั้งแต่คดีแกนนำพันธมิตร บุกทำเนียบ ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา

โดยชักชวนให้ประชาชนกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออก แล้วปิดล้อมเข้าควบคุมทำเนียบรัฐบาล ห้ามข้าราชการเข้าปฏิบัติหน้าที่ ทำลายทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

ศาลอุทธรณ์ คงจำคุกจำเลยทั้ง 6 เป็นเวลาทั้งสิ้น 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา  โดย ทนายความได้ยื่นหลักทรัพย์ สำหรับ 5 แกนนำ สำหรับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้ยื่นเนื่องจากถูกจำคุกในคดีอื่น

นั่นคือ ติดคุกแล้ว ยังต้องมาติดคุกซำอีก

นึกถึงหลายเรื่องราวที่ผ่านมา แล้วก็ใจหาย... หรือว่านี่คือผลตอบแทนของคนที่เป็นยามเฝ้าแผ่นดิน

ประเทศที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตย แต่ความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ทำไมจึงต้องจบลงเช่นนี้

อีกคดีครับ...

เมื่อวันสองวัน มีการตัดสินอีกคดี ที่ป.ป.ช. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ (ในขณะนั้น) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผิดกฎหมายอาญา ม.157 กรณีสลายการชุมนุมของ พธม. เพื่อเปิดทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าประชุมสภาได้ในเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2551 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีก 471 คน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้อง 4 จำเลย

ชี้ไม่ได้ทำผิดตามคำฟ้อง การชุมนุมปิดล้อมสภา ปลุกระดมมวลชน ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ได้ทำตามขั้นตอนของแผนรักษาความสงบ ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ...

คดีนี้จำเลยรอดครับ

จนกระทั่งมาถึงคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในโครงการจำนำข้าว ที่ยังไม่มีใครบอกได้ว่า หวยจะออกมาในรูปใด

ย้อนไปในยุค 14 ตุลา ปี 2516 ผมเป็นนักศึกษาตอนนั้น เรามีความคิดทางการต่อสู้ทางการเมืองไปแบบหนึ่งด้วยความรู้สึกเร่าร้อน ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

เราเชื่อว่า ความคิดของเราคือความถูกต้อง บ้านเมืองจะต้องได้รับการแก้ไขในแนวทางที่เราคิด

แต่วันนี้... ด้วยความรู้สึกของคนวัยเกษียณคนหนึ่ง ที่กำลังใช้ชีวิตแบบ สโลว์ไลฟ์ กลับมองเห็นภาพเดียวกันนี้ไปอีกแบบ

ย้อนไปสมัยที่มีผู้ใหญ่พาไปดูโชว์ ที่ “พัฒน์พงษ์” ครั้งแรกในชีวิต ปลุกพลังความรู้สึกให้รุ่มร้อน

แต่เมื่อได้เห็น “ภาพเดิม” ในช่วงหลายสิบปีผ่านไป กลับรู้สึก เวทนา สงสารและเจ็บปวด กับการทำทุกอย่างของสาวรุ่นบ้านๆ คนหนึ่ง บนพื้นเพที่ไร้โอกาส ที่ทุ่มทั้งตัวและจิตวิญญาณ ยอมให้ทุกสายตาที่ทั้งกระหาย ทั้งดูถูกเหยียดหยาม เพื่อ “แลกเงิน” เลี้ยงชีวิต หรืออีกหลายชีวิตที่รออยู่เบื้องหลัง

ภาพเดียวกัน เวลาต่างกัน กลับเห็นไม่เหมือนกันเลย

เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนบนแผ่นดิน เกิดอะไรขึ้นกับนักการเมือง นักต่อสู้ทางการเมือง นักสู้เพื่อประชาชน ที่มีเป้าหมาย เพื่อให้คนส่วนใหญ่มีความสุข

พวกเขาทุ่มเท เสียสละ แต่ผลตอบแทนคืออะไร คุกตะราง หรือความเกลียดชัง หรือการล้างแค้นกันไปกันมา ไม่จบสิ้น

ถูกผิด อยู่ตรงไหน

กลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่พิมพ์ลงในนิตยสารปาจารยสาร ฉบับตุลาคม-พฤศจิกายน 2549

ได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง ระหว่างวันก่อนและวันนี้

ดร.เสกสรรค์ บอกว่า หลัง 2540 ไม่นาน...ผมกับภรรยาได้แยกทางเดินกัน แม้เราจะไม่ได้โกรธเกลียดกัน และเพียงเปลี่ยนความสัมพันธ์จากคู่ครองมาเป็นเพื่อน แต่มันก็สั่นคลอนความรู้สึกนึกคิดของผมอย่างถึงราก

ตอนนั้นผมเริ่มเข้าสู่วัย 50 กว่าแล้ว... ผมต้องถามตัวเองว่าจะยืนต้านกระแสหลักในสังคมแบบที่ผ่านมา แล้วสะสมความเจ็บปวดขมขื่นต่อไป หรือ ควรเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมเสียใหม่เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้

มีหนทางไหนบ้างที่เราไม่ต้องทุกข์ทรมานขนาดนี้... ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องยอมเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เราไม่เห็นด้วย

ในช่วงนี้...ผมได้ลงลึกสำรวจวิจารณ์ตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย และในที่สุดก็ค้นพบว่ามีอะไรบางอย่าง ไม่ถูกในวิธีคิดของผมเอง

ประการที่หนึ่ง :

ที่ผ่านมาผมยึดถือในการต่อสู้และมองโลกเป็นความขัดแย้งมากเกินไป ที่ทางธรรมะเขาเรียกว่า ทวินิยม (Dualism) เห็นว่าทุกอย่างดำรงอยู่เป็นคู่ มีดีมีชั่ว มีขาว มีดำ แล้วก็ไปยืนเลือกข้างใดข้างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ต่อสู้กันมากก็เหนื่อยมาก ตัวผมเองทั้งถูกทำร้ายและทำร้ายผู้อื่นมาอย่างต่อเนื่อง

ประการที่สอง :

ผมเริ่มมองเห็นว่าอะไรหลายๆ อย่างที่ผมยึดถือ เป็นเรื่องที่ผมคิดไปเอง เป็นอัตวิสัย ที่โลกเขายังไม่พร้อมจะเห็นด้วย เราพยายามเอาตัวเองไปบังคับโลก เมื่อไม่ได้ ดังใจก็ผิดหวังเศร้าโศก แล้วยังโดนเขาตอบโต้มาแรงๆ

เพราะฉะนั้น `เหตุแห่งทุกข์´ จึงอยู่ในอัตตาของเราเอง ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอุดมคติหรืออุดมการณ์อะไรก็ตาม การวิจารณ์ตัวเองใน ลักษณะนี้ได้พาผมย้ายความคิดจากทางโลกมาสู่ทางธรรมมากขึ้นแบบรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง

แต่นั่นยังไม่มีผลเปลี่ยนแปลง เท่ากับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นระยะนั้น

ประสบการณ์ดังกล่าวมีพลังมากกว่าเหตุผลและความคิดใดๆ พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ความเจ็บปวดกับชีวิตมาก ทำให้ใช้วิธีตัดตัวเองออกจากอดีตและอนาคต ทำให้ผมอยู่กับปัจจุบัน.