Get Adobe Flash player

กลับสู่ระบบพวกพ้อง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ข่าวสองนักศึกษาไทย ขับรถตกภูเขา ก็ยังคงถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง การวิพากษ์วิจารณ์ ก็ยังมีมาตลอด อาจเป็นความเห็นต่าง ซึ่งทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะคิดไปตามเหตุตามผลและประสบการณ์ของแต่ละคน แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของความห่วงใย

ส่วนเรื่องราวข่าวสารต่อเนื่องเป็นอย่างไร เชื่อว่าทุกคนก็คงได้ข้อมูลคล้ายๆ กัน รวมทั้งการ “เฝ้ารอ” ของ บรรดาญาติพี่น้อง สถานกงสุลใหญ่ฯ ชาวไทยทั้งในสหรัฐ และในประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจยิ่ง

แต่ก็เชื่อว่า ความห่วงใยของพี่น้องไทยในแอลเอ รวมทั้งการร่วมเดินทางไปวางดอกไม้ในที่เกิดเหตุ การนิมนต์พระสงฆ์ไปทำพิธีทางศาสนา คงทำให้ท่านผู้ที่เดินทางมาจากประเทศไทยไม่เดียวดาย คงคลายทุกข์โศกได้บ้าง

อย่างน้อยทำให้เห็นว่า พวกเราไม่ทิ้งกันในยามยาก

ตอนนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐ ว่าจะมีมาตรการอย่างไรต่อไป จะใช้เหตุผลอย่างไร น้ำเย็นเกินไป น้ำเชี่ยว ลมแรง ใช้เงินเยอะ ฯลฯ “อเมริกันสแตนดาร์ด” เป็นอย่างไรก็ตามนั้น เอาที่สบายใจก็แล้วกัน

ได้มีโอกาสฟังผู้รู้ ที่เกี่ยวกับการกู้ภัยในระดับสากลหลายๆ ท่าน แม้จะมีความเห็นแย้งกันเอง แต่ก็ได้เสนอวิธีการกู้ภัยตามแนวที่ตนคิดว่าน่าจะทำได้ รวมทั้งการเผชิญหน้ากับสภาพของลมในหุบเขา กระแสน้ำเชี่ยว ที่ปรากฏ และความแปรปรวนที่หน้างาน

แต่ลงท้ายก็สรุปคล้ายๆ กันคือ ทางเจ้าหน้าที่ คงจะยังไม่เก็บกู้ จนกว่าน้ำจะลดความแรง

ส่วนคนไทยที่ คิดว่าฝรั่งจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ก็ถูกต้องดูดีไปหมด คอยห้ามคนไทยว่าอย่าทำโน่น อย่าทำนี่ อย่าคิดแบบนั้น ต้องคิดแบบนี้ มองในแง่ดีก็ดี ถือว่าช่วยกันเตือนสติ เพื่อให้ยอมรับความคิดที่แตกต่าง

มีอีกกลุ่มหนึ่งครับ คือกลุ่มคนไทยที่เคลื่อนไหว ไปกดดันเจ้าหน้าที่ฝรั่ง ถึงขั้นจะเดินขบวนประท้วง (ส่วนจะทำจริงหรือไม่ก็ตาม) ถ้าในมุมมองของผม ถือว่าเป็นการกระตุ้นปลุกเร้าที่ได้ผล

จะด้วยวิธีใด จะผิดจะถูก แต่ก็เป็นผลทำให้เกิดการกระตือรือร้น อยู่เฉยไม่ได้ สื่อเองที่โหมกระหน่ำ ก็ใช่ว่าไม่เกิดประโยชน์

ส่วนที่มีการแย่งซีนกันบ้างพองาม ก็เป็นเพราะไม่ยอมตกขบวน โดยรวมแล้วก็ดี ทำให้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตกใจ อยู่เฉยไม่ได้แล้ว

ส่วนพวกเรากันเอง ไม่ก้าวล่วงกัน ผมว่าทุกคนก็ต้องตั้งหลัก

แล้วกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง อย่าคิดจะเป็นอะไรที่เราไม่ได้เป็น เพราะถ้าผิดฝาผิดตัว ก็จะขาดความสง่างาม

แต่โดยรวมถือว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความสามัคคี เป็นการรวมพลัง และเป็นบทเรียนของชุมชนไทยอีกบท

ดูการเมืองฝรั่งแล้ว มาดูเรื่องการเมืองไทยบ้าง

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนนะครับว่า เรื่องของการเมือง อาจมีการวิพากษ์วิจารณ์บ้าง ก็เพราะท่านเป็นรัฐบาลในประเทศของเรา ประเทศของพ่อแม่ปู่ย่าตายายเรา เพราะถ้าทำหนังสือพิมพ์เพื่อเชียร์รัฐบาล ดูจะเป็นการแย่งงานกรมประชาสัมพันธ์ ถือว่าผิดวัตถุประสงค์

ช่วงนี้บ้านเรา มีแต่เรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เรื่องปฏิรูปประเทศ ถึงขนาดคิดการใหญ่ ทำแม่บทแม่แบบ ที่กะจะใช้ไปถึงอนาคต

แต่ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เอาคนแก่มาวางแผนอนาคต มันจะไปได้เรื่องได้ราวอะไร โลกเปลี่ยนเร็ว แต่ละนาที แต่ละชั่วโมง

แล้วเอาคนสูงวัยที่บางคนแม้แต่อินเตอร์เน็ต ยังใช้ไม่เป็น โทรศัพท์มือถือยังกดไม่ถูก จะกำหนดอนาคตของชาติ 20 ปีได้แน่หรือ

ที่แย่กว่านั้น คือวาดอนาคตไว้สวยหรู ไม่ทันไร รถถังก็เข้ามาอีก เพลงสยามานุสติ ดังกระหึ่มทุกสถานี ก็เสียของ ต้องเซ็ทซีโร่กันใหม่อีกแล้วนิรโทษกรรมตัวเองอีกรอบ และอีกหลายรอบ ตรงนี้ใครจะรับผิดชอบ  

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงนี้ประเทศไทยอยู่ในระหว่างที่ใครต่อใครพากันกล่าวโทษรัฐบาลก่อนๆ

ทั้งรัฐบาลเลือกตั้งและรัฐบาลทหาร รวมทั้งรัฐบาลครึ่งใบ

แย่สุดคือนักการเมืองผู้เข้ามาในระบบเลือกตั้ง กลายเป็นผู้ร้าย ถูกกล่าวหาว่า เป็นตัวการทุจริตคอรัปชั่น และการดึงเอาพวกพ้องเข้ามาแบ่งเค๊ก หางานให้ลูกน้องทำ ก็โทษนักการเมืองทั้งสิ้น

รัฐบาลปัจจุบันจึงหวังที่จะมีการปฏิรูป มีข่าวตั้งคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้านไปเรียบร้อยแล้ว

แต่พอเห็นโฉมหน้าคณะกรรมการฯ ก็มีคำถามตามมามากมาย แม้ไม่มีใครกล้าร้องยี้ก็ตาม

นักการเมืองที่นั่งดูที่ขอบสนาม มีการแสดงความเห็นพอสมควร

มีท่านหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนตัวเคารพในความรู้ความสามารถของทุกคน

แต่เมื่อเห็นรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ก็มีข้อสรุปในใจว่า เนื้องานของคณะนี้คงเป็นไปแบบตามใจแป๊ะ เพราะส่วนใหญ่เป็นคนกันเองที่วนเวียนทำงานให้ คสช.มาแล้วในบทบาทต่างๆ

จึงขนานนามว่า กรรมการปฏิรูปชุดรวมญาติ หลักประกันเพื่อลูกหลานมีงานทำ

เขามองว่า การปฏิรูปซึ่งหัวใจสำคัญของความสำเร็จคือความหลากหลายทางความคิดและการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงดูเหมือนเวทีแสดงของคนส่วนหนึ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้ชม ทั้งนี้ ไม่ได้ปรามาสก่อนที่ทุกท่านจะได้ลงมือทำงาน แต่พูดเพราะเห็นว่าประเทศนี้ก็เป็นของประชาชนอย่างพวกตนเหมือนกัน จึงเป็นห่วงว่าการปฏิรูปที่กำลังพูดถึงกัน จะกลายเป็นการปฏิสังขรณ์รัฐราชการ ภายใต้แนวคิดอนุรักษนิยมให้มีอิทธิพลในบ้านเมืองไปอีกนาน

ร้อนถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้องออกมาแก้ข้อสงสัย ว่ารายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ 11 คณะ มีแต่คนที่มีความสนิทกับตนเองว่า

การคัดเลือกคณะกรรมการปฏิรูปประเทศส่วนใหญ่ จะคัดมาจากอดีตสมาชิก สปท. ซึ่งทั้งหมดก็รู้จักกันอยู่แล้ว ทางเราก็จะดูในเรื่องของผลงานและการทำงานที่ผ่านมาว่ามีความจริงจังและทุ่มเทให้กับประเทศขนาดไหน

"ที่บอกว่ามีแต่เด็กของ “บิ๊กป้อม” เยอะนั้น ผมถามว่าใครล่ะ ไม่มีแน่นอน เพราะทุกคนเป็นคนทำงาน และมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ" พล.อ.ประวิตรกล่าว

นายวิษณุ เครืองาม กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นกันว่า

ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ รายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปส่วนใหญ่มาจาก สปท.และ สปช.ทั้งสิ้น นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง แต่ละคณะจะมีสัดส่วนของคนจาก สปท.อยู่ ไม่ใช่คนจาก สปท.ทั้งหมด ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปแล้วจะต้องหาคนดี

“มันนึกได้อยู่ในแวดวงแค่นี้”

เรามองว่า ประเทศไทยอันกว้างใหญ่ คนจำนวนมากจากหลากหลายอาชีพล้วนมีความสามารถ แต่การทำงานเพื่อชาติ โดยใช้คนที่อยู่ในแวดวงเพียงไม่กี่คน เพื่อนร่วมงาน ลูกน้องเก่า ข้าราชการใกล้ชิด ฯลฯ

แล้วมันแตกต่างกับยุคพวกพ้องที่ตรงไหน