Get Adobe Flash player

‘ยิ่งลักษณ์’ไม่มาศาลตามนัด โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

บันทีกไว้เป็นประวัติศาสตร์ วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เวลา 09.30 น. นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว พร้อมองค์คณะรวม 9 คน นัดคู่ความ ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อายุ 50 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย

ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

จำเลย น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่าป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน และมีอาการวิงเวียนศรีษะอย่างรุนแรง ไม่สามารถมาฟังคำพิพากษาได้

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยไม่มีใบรับรองแพทย์มายืนยัน อีกทั้งอาการป่วยไม่ได้รุนแรงถึงขั้นมาฟังคำพิพากษาไม่ได้ ไม่เชื่อว่าป่วยจริง จำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี ให้ประกาศออกหมายจับ พร้อมยึดเงินประกัน 30 ล้านบาท โดยนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 27 กันยายน 2560

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่มีความเปราะบางยิ่ง

เพราะสังคมไทย แตกแยกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน มีจุดยืนต่างกัน มีความเห็นต่างโดยสิ้นเชิง

ขั้วหนึ่ง เห็นว่ายิ่งลักษณ์มีความผิด ควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ขณะที่อีกขั้วเห็นว่า ยิ่งลักษณ์ ไม่มีความผิด ดังที่พี่ชาย ทักษิณ ชินวัตร ทวีตข้อความผ่านบัญชีที่ใช้ชื่อว่า @thaksinlive ระบุว่า "มงเต็สกีเยอ เคยกล่าว 'ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม'"

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร ก็จะมีฝ่ายหนึ่งพอใจและอีกฝายไม่พอใจ ไม่มีทางเยียวยาให้เกิดความปรองดองได้

อ่านจากข่าว ระบุแหล่งข่าวเผย "ยิ่งลักษณ์" ปิดเรื่องเผ่นนอกเป็นความลับสุดยอด แม้คนใกล้ชิดยังไม่รู้เรื่อง

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวคนใกล้ชิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ไม่เดินทางไปฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตจำนำข้าว เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า

ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนศาลนัดตัดสินคดีจำนำข้าวมีเอกอัครราชทูตของประเทศหนึ่งในยุโรปได้เชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปพูดคุยเกี่ยวกับคดีจำนำข้าวและสถานการณ์ทางการเมืองเป็นเวลาหลายชั่วโมง จากนั้นวันที่ 23 ส.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ และทีมงานหลายคนก็เดินทางไปไหว้พระกันที่วัดระฆังฯ ก่อนที่ทั้งหมดจะกลับมากินข้าวกลางวันที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค

แหล่งข่าวยืนยันด้วยว่าคนใกล้ชิดที่ติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาโดยตลอด ยังไม่ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจจะไม่มาศาลในวันที่ 25 ส.ค. และไม่ทราบด้วยว่าจะหลบหนี เพราะคนใกล้ชิดบางคนยังไปรอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่หน้าศาลในวันที่ 25 ส.ค.หรือแม้กระทั่งนายตำรวจติดตามก็ไม่ทราบเรื่องนี้ ถึงขนาดพี่สาวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยังไม่รู้เรื่อง เรื่องนี้เป็นความลับมาก และเป็นการหลบหนีแบบช่วยเหลือตัวเอง

อีกด้านหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ อาคาร A ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดีฐานเป็นเจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

บรรยากาศบริเวณโดยรอบศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้านหน้าศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ มีประชาชนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประมาณ 2,000 คน

ข่าวระบุว่า แกนนำและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.เริ่มทยอยเดินทางมาถึงบริเวณหน้าศาลเพื่อร่วมฟังคำพิพากษา

ไม่มีใครรู้มาก่อนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะไม่ปรากฎตัวที่ศาล

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง เพจเปาบุ้นจุ้น สุวินัย ภรณวลัย

วิเคราะห์ว่า ปล่อยให้หนี คือ วิน-วินทั้งกับคสช.และตระกูลชินวัตร

ท่านเปาฟันธงว่าคุยกันระดับหนึ่งแล้ว แล้วตกลงว่าปล่อยให้หนี

เขามองว่า สไตล์กลยุทธ์ที่ไม่บีบฝ่ายตรงข้ามให้จนตรอก แต่เปิดทางหนีให้เสมอคือสไตล์กลยุทธ์ของพวกบูรพาพยัคฆ์ ตั้งแต่แรกที่เข้ามายึดอำนาจอยู่แล้ว นี่คือความร้ายกาจของพวกบูรพาพยัคฆ์ที่มั่นใจสุดๆ ว่าคุมเกมอยู่ในภาพรวม ไม่มุ่งทำลายอีกฝ่ายอย่างขุดรากถอนโคนเพื่อความสะใจ แต่มุ่งใช้พลังอำนาจที่เหนือกว่าทุกอย่าง "บีบ" ให้ยอมแพ้กลายๆ และยอมเจรจาด้วย

นี่ไม่ใช่การ "สมยอม" หรือการ "เกี้ยะเซียะ" อย่างที่พวกเหลืองแก่สุดโต่งวิพากษ์ด่าคสช.มาตลอด แต่มันคือยุทธวิธีการรบแบบ "กุนซือ" สไตล์เสธ.น้ำเงิน ที่พิชิตศัตรูแบบไร้พ่ายเสมอมาด้วยวิธีการข้างต้นนี้ต่างหาก

คสช.เป็นคู่มือที่ร้ายกาจ แทบไม่ต่างจากก๊กสุมาอี้ ที่เป็นผู้ชนะตัวจริงในสงครามสามก๊กแต่อย่างใดเลย

หลังจากนี้คสช.จะอยู่ยาวๆ ได้อย่างสบายและมุ่งผลักดันแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศ 20 ปีตามวิชั่นและความเชื่อของคณะกุนซือเสธ.น้ำเงินอย่างไม่ต้องสงสัย

คสช.ภายใต้การวางแผนของคณะกุนซือ "เสธ.น้ำเงิน"จะนำพาประเทศไทยไปทางไหนในอีก 20 ปีต่อจากนี้ อนาคตอันใกล้มีคำตอบอย่างแน่นอน

ขณะที่ “มติชน” ให้ความเห็นว่า รัฐบาลและคสช.จะแก้ไขความเสื่่อมของตัวเองอย่างไร

เมื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีไปแล้ว ภาพปกมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ 1774 ประจำวันที่ 15-21 สิงหาคม 2557 เป็นภาพอดีตนายกรัฐมนตรี ยืนอยู่ด้านหน้าทวนหลายเล่ม โปรยคำว่า "หยัดตรงดั่งปลายทวน" นั้นก็เป็นประวัติศาสตร์ไปเพราะเธอไม่ได้มีความซื่อตรง แต่อย่างใด ประเด็นนี้ฝ่ายความมั่นคงจะไม่รู้ว่ายิ่งลักษณ์ไปอยู่ไหนเป็นไปไม่ได้ เรียกว่าน่าจะมีการ Done deal เรียบร้อย ในเมื่อปล่อยให้หนีไปแล้ว รัฐบาลก็จะต้องหาทางลดความเคลือบแคลงสงสัยของประชาชนต่อรัฐบาลและคสช.ด้วยการเร่งรัดคดียึดทรัพย์ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หากรัฐบาลไม่เร่งรัดทำคดี ยึดทรัพย์เพื่อสร้างอารมณ์ทดแทนแก่กลุ่มเคียดแค้นต่อการปล่อยให้ยิ่งลักษณ์หนี “ความเสื่อม” ของรัฐบาลและคสช.ก็จะตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย รีบๆ ยึดทรัพย์ให้ชมเสียจะเรียกคะแนนคืนได้บ้าง

พิภพ ธงไชย FB. Pibhop Dhongchai วิเคราะห์ว่า คดียิ่งลักษณ์กับคดีธัมมชโยเหมือนกัน

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีรับจำนำข้าวนี้ พวกเราได้มีการพูดคุยกันตั้งแต่การตัดสินคดี 7 ตุลาคม ที่มีการทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ จากนั้นผมก็สนทนากับอาจารย์อัคราซึ่งตอบกลับมาว่า

คดีปูก็เหมือนกัน เหมือนธัมมชโย ถ้าจับมาขังคุก มีแต่เสียไม่มีได้ โดยเฉพาะธัมมี่ ยังมีทุนสูงมาก สูงพอที่จะจ้างสาวกมานั่งสวดตามท้องถนนได้เป็นปีๆ สุดท้ายคงต้องเปิดทางให้ปูหนี

ปล่อยปูไปเรื่องจะไม่วุ่นวายหรือ ?

ยังดีกว่าขังคุกนะครับ โดยเฉพาะความเป็นผู้หญิง ของสังคมไทยแบบไทยๆ อีกอย่างสภาวะของปู และฐานะที่มีกินตลอดชาติ คงไม่เดินเข้าคุกง่ายๆ หรอก ผมว่าคงมีดีล กันบ้าง จับเข้าคุกก็เหมือนกับเผือกร้อน ร้อนมากๆ ทีเดียว เสียมากกว่าได้ครับ.. ผมว่าเกมนี้ (ป้….) คงเป็นหัวหอก

ฟังจากหลายกระแส ก็นำมาเล่าสู่กันฟัง โดยไม่มีใครยืนยันว่าเรื่องไหนข่าวจริงเรื่องไหนไม่จริง.