Get Adobe Flash player

ต้องช่วยกันทำให้ดี โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

คำสอนของพระพุทธศาสนา บอกว่าในการดำรงชีวิต ทุกชีวิตจะมีทั้งสุข และทุกข์ คละเคล้ากันไป ความสุขเปรียบเหมือนน้ำทิพย์ชะโลมใจ ส่วนความทุกข์ ทำให้เกิดความหม่นหมองเศร้าสร้อย

แต่ความทุกข์นั้นแก้ไขได้ ด้วยการหาวิธีดับทุกข์

ทุกข์น้อยๆ ก็ดับได้ง่าย ทุกข์ใหญ่ดับยาก แต่ก็มีวิธีทำให้บรรเทา

เมื่อพื้นที่ทุกข์น้อยลง พื้นที่สุขก็เพิ่มมากขึ้น ทุกอย่างต้องผ่านการฝึกฝนด้วยสตืและปัญญา

ในระดับประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ถ้าดูจากข่าวรายวัน จากโทรทัศน์ช่องต่างๆ ส่วนใหญ่จะนำเสนอข่าวอุบัติเหตุ ข่าวการตีรันฟันแทง ข่าวการฉ้อโกง ข่าวความขัดแย้ง ข่าวปัญหาวัยรุ่น ข่าวยาเสพย์ติด ข่าวทรงเจ้าเข้าผี ข่าวงมงาย ฯลฯ จนแทบจะเรียกว่าหาดีไม่ได้

ข่าวปัญหาของผู้นำประเทศ

กลุ่มโน้นขึ้น กลุ่มนี้ไม่ชอบ กลุ่มนี้ขึ้น กลุ่มนี้ก็ไม่ชอบ

จนเกิดเป็นรัฐประหาร ยึดอำนาจเสียเลย แล้วก็ไม่เปิดโอกาสให้ใครพูกว่าไม่ชอบ

ถ้ามองจากข่าวเหล่านี้ แล้วตัดสินด้วยความรู้สึก จึงเหมือนกับว่า ประเทศเรา หาดีอะไรไม่ได้เลย

แท้จริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะในด้านดีเราก็มีอยู่มากมาย จนโลกอิจฉาก็มี

แต่เพราะเราเลือกมองเฉพาะด้านร้าย เหมือนคนที่จมอยู่กับความทุกข์ ไม่ได้มองด้านที่ดี ที่เป็นสุข

ทั้งยังไม่ได้ช่วยกันส่งเสริมสิ่งที่ดี ไม่คิดจะทำให้เกิดสุข ปล่อยให้ฝ่ายร้ายมาครอบงำ  

เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสอ่าน สรุปการปาฐกถา ของดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์

อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และอดีตเลขาธิการการ ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(UNCTAD)

หัวข้อ "Future of Thailand in the Global Context " จัดโดยมูลนิธิรักษ์ไทย 28 กันยายน 2560 โรงแรมคอนราด

ซึ่งสำนักข่าวทีนิวส์ โดย : สถาพร เกื้อสกุล เป็นผู้เรียบเรียง

ดร.ศุภชัย พูดถึง ใน 190 กว่าประเทศทั่วโลกไม่เคยมีประเทศไหนที่คนตื่นมาแล้วไม่มีปัญหา มีปัญหากันทั้งนั้น

แค่หัวข้อ ก็น่าสนใจ เมื่ออ่านแล้ว ก็อยากเผยแพร่ให้แฟนหนังสือพิมพ์ ที่ยังนิยมอ่านหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษ ได้อ่านกัน

ดร.ศุภชัย บอกว่า "ปัจจุบันประเทศไทย คนตื่นมาก็เห็น แต่ข่าวปัญหาว่ามีมากมาย ...บ่นว่า การศึกษาไทยแย่ ค้าขายไม่ดี ฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำแล้ง ...คนพูดแต่เรื่องปัญหากันทุกวัน บางทีทำให้รู้สึกแย่ไปหมด

ถ้ามองภาพกว้างแล้วประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีปัญหา เท่าที่ได้ทำงานในองค์กรสากลในต่างประเทศมายาวนาน ได้พบว่าใน 190 กว่าประเทศทั่วโลกไม่เคยมีประเทศไหนที่คนตื่นมาแล้วไม่มีปัญหา มีปัญหากันทั้งนั้น... จีน สหรัฐ มีปัญหามากมาย ยุโรปก็มีปัญหาใหญ่ เช่น คนว่างงานมากกว่า 10-20 % กรีซที่มีปัญหาแก้อีก 20 ปีก็อาจไม่จบ

สมัยที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ ได้ยินการคุยกันตอนหนึ่งของประธานาธิบดีสหรัฐสมัยนั้นถามประธานาธิบดีจีน อูจินเถา ว่า ประเทศท่านมีปัญหาหรือไม่

ท่านอูจินเถาตอบว่า... กลางคืนบางทีนอนไม่ค่อยหลับ มีปัญหาหลายอย่าง เช่น การที่คนจีนเพิ่มขึ้นใหม่ปีละจำนวนมาก เทียบจำนวนคนเท่ากับประชากรในหนึ่งประเทศทุกปี ต้องคิดหางานให้คนเหล่านั้นทำให้ได้ทุกปี

สำหรับประเทศไทย ก็มีปัญหา แต่เราเป็นประเทศที่มั่นคงแข็งแรงกว่าหลายๆ ประเทศในโลก ถ้าวิเคราะห์ให้ดีปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะมาจาก Global ต่างประเทศ เช่น อิทธิพลของการเปิดกว้างทางการเงิน การค้าเสรี ผลกระทบเรื่อง อัตราแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ย เงินไหลเข้า-ออก การลงทุนมากเกินไป เป็นต้น

เราจึงต้องดูแลเรื่องนโยบายแนวทางของประเทศให้เหมาะสม สิ่งที่ควรคำนึงสำหรับประเทศไทยคือ

ประเทศไทยต้องพยายามช่วยตัวเองเป็นหลัก เพราะประเทศใหญ่ๆ ของโลกต่างมีแนวโน้มนโยบาย Conservative "เห็นแก่ตัว" มุ่งประโยชน์ประเทศตัวเองมากขึ้น

นโยบายประเทศใหญ่มีผลกระทบต่อเรา เช่นใกล้ๆ นี้ 18 ต.ค.จะมีงานสำคัญมากของจีนจะมีการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญต่างๆ ภายในพรรคและการกำหนดจุดยืนทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศซึ่งจะมีผลต่อทั่วโลก และไทย ต้องจับตามองให้ดี

ไทยต้องพยายามให้ความสำคัญต่อ Asean+10 เพราะจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศมากกว่าภูมิภาคอื่น

คนไทย อย่าหลงตัวเองบางเรื่อง จะทำให้เดินหลงทางไป เช่น บอกว่าไทยเป็นศูนย์กลางเป็น Physical hub ของอาเซียน ซึ่งที่จริงมีหลายประเทศที่เหมาะที่จะเป็นได้

เรื่องของ ประเทศไทย 4.0 ต้องระวัง เรื่องของ IT bubble ที่แห่ไปในด้าน digital นี้กันมากมาย เราต้องเอา 4.0 มาช่วยด้านการผลิตมากว่าการบริโภค

ไทยจะเจริญก้าวหน้าได้ดี ถ้ามีนโยบายต่อเนื่อง ในเวทีโลกท่านเคยชมประธานาธิบดีสิงคโปร์ นายลีกวนยู ว่าทำให้ประเทศเจริญอย่างรวดเร็ว ลีกวนยู ตอบว่าไม่ใช่เพราะท่าน แต่เป็นเพราะสิงค์โปรมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน และให้มีการปฏิบัติต่อเนื่องได้ในระยะยาว

ท่านสรุปว่าสิ่งที่คิดว่าประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้า สิ่งที่กำลังทำคือเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญในการวางอนาคตของประเทศในระยะยาว และทำให้รัฐบาลทุกสมัยได้ทำตามยุทธศาสตร์นี้อย่างต่อเนื่อง .... ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลก็เปลี่ยนนโยบายใหม่ เลิกนโยบายเก่า

...แต่เสียดายที่สังคมไทยยังไม่เข้าใจเท่าที่ควร พูดกันไปถึงว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ คิดว่าจะไปบังคับรัฐบาลหน้า ที่จริงยุทธศาสตร์ชาติกำหนดกรอบแนวทางกว้างไว้เท่านั้น เหมือนหลายประเทศที่ทำกัน

สรุปท้าย ขอให้ทราบว่าประเทศไทย มีสกอร์ที่จัดลำดับโดยสถาบันมีชื่อเสียงของโลกในเรื่องต่างๆ ซึ่งมีลำดับที่ดีในหลายเรื่อง เช่น เรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของประชากร มีค่าครองชีพต่ำ เป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ เป็นประเทศที่เปิดโอกาสทางธุรกิจมากที่สุดในโลกอันดับที่ 13 ของโลกในระหว่าง 190 กว่าประเทศ และอีกในหลายๆ ด้าน ... ดังนั้นอย่าตีราคาตัวเองต่ำ เพียงแต่มีเรื่องที่ต้องพยายามช่วยกันทำให้ดีขึ้นอีกหลายเรื่อง

ขอให้ทุกคนมีความหวังและมีความมั่นใจในประเทศของเรา.