Get Adobe Flash player

ทิศทางของรัฐบาล คสช. โดย บางขุนศรี

Font Size:

เมื่อ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าสิ่งที่ฝ่ายตนคิดหรือกระทำคือความถูกต้อง ต่างฝ่ายต่างไม่ลดราวาศอก เปิดโอกาสให้ฝ่ายกองทัพ เข้ามายึดอำนาจโดยไม่มีใครสามารถโต้แย้งหรือทัดทานได้

คสช.อ้างว่าจะเข้ามาทำให้บ้านเมืองสงบ จะปฎิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะปฏิรูปการเมือง และจะขอเวลาอีกไม่นาน แล้วจะลงจากเวที

ในช่วงแรกๆ หลายคนก็แนะนำให้ทำตามสัญญา รีบเคลียร์และรีบลงจากเวทีเสีย เพื่อให้การเมืองภาคประชาชนดำเนินต่อไป

คสช.ก็เริ่มต้น จัดระเบียบประเทศ

ตอนแรก ก็เห็นความกระตือรือร้นของหัวหน้า คสช. กับบิ๊กบูรพาพยัคฆ์ ที่อยากทำสิ่งต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่เป็นความพยายามจัดระเบียบ ให้เข้ารูปเข้ารอย ทำวิถีทางการค้าหลายสิ่งหลายอย่างให้เป็นไปตามเงี่อนไขที่คู่ค้าระหว่างประเทศเป็นผู้กำหนด

เรื่องประมง เรื่องการบิน เรื่องลิขสิทธิ์ เรื่องค้ามนุษย์ ฯลฯ

รายการออกโทรทัศน์ทุกวันศุกร์ นายกฯ จะมาเล่าว่า แต่ละสัปดาห์ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง จะทำอะไรต่อไป

แต่ยิ่งนานไป นายกรัฐมนตรีมีบุคลิกคล้ายครูประจำชั้น หรือครูฝ่ายปกครองเข้าไปทุกที เหมือนให้ประชาชนเป็นนักเรียนสมัยก่อน พูดอะไรต้องฟัง ฟังแล้วต้องจำและทำตาม ห้ามขัดแย้ง

หลายคนเริ่มท้วงติงเรื่องการควบคุมอารมณ์ ไม่ใช่ใครพูดขวางหูก็โมโหโทโส

แต่ คสช.ก็ไม่เชื่อ ถนัดที่จะปกครองประเทศแบบทหาร สั่งการลงมาตามลำดับชั้น

เลือกบอกหรือไม่บอกประชาชน ให้ข้อมูลข่าวสาร เท่าที่รัฐบาลต้องการให้รู้ ส่วนภายนอก ชาติใดบ้างที่ไม่รับรองรัฐบาล ก็จะไม่บอกประชาชน

บอกเพียงแต่ว่าเศรษฐกิจเราไปได้ดีมากๆ ทั้งที่หลายคนสงสัยว่า แบบนี้หรือที่เรียกว่าดี  

รัฐบาลมีรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” หลัง 6 โมงเย็น แทนที่จะแพร่ภาพจากสื่อฯ ของรัฐให้ผู้สนใจเข้าไปดู แต่เปิดไปช่องไหนก็เจอ บังคับให้ทุกคนต้องดู

เหมือนว่าจะได้ประโยชน์ แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอะไร มือไม่ถึงกับสิ่งที่เรียกว่าเดินหน้าประเทศ ส่วนใหญ่เป็นรายการ “ยอวาที” โปรโมทรัฐบาลมากกว่า หรือไม่ก็คลายๆ โฆษณาขายของ ที่ทีวีหลายช่องกำลังทำอยู่

พิธีกรบางคน มีบุคลิกสอพลอ จนคนดูที่เขาสนใจเนื้อหา รู้สึกรำคาญและต้องอดทนเปิดทีวีไว้ แล้วไปทำโน่นทำนี่ เพื่อรอดูรายการต่อไป

เราเชื่อว่า คสช.คงแอบภูมิใจในความสำเร็จ ตามข้อมูลที่ได้รับรายงานจากคนรอบข้าง และดูเหมือนจะเชื่อว่าไม่มีรัฐบาลเลือกตั้งใดๆ ที่ผ่านมา ไม่มีใครทำได้ดีเท่านี้

เพราะรัฐบาลรับแต่รายงานและคำชม ไม่เปิดรับความเห็นต่าง จึงไม่รู้ว่าใครคิดอย่างไร

การบังคับให้นักเรียนทั้งชั้นนั่งกอดอกอยู่ในห้องเรียนด้วยความสงบ ไม่สามารถมองได้ว่านักเรียนในชั้นนี้เชื่อฟัง แต่ที่ทนกอดอก เพราะกลัวอำนาจของครูมากกว่า

รัฐบาลยังคงขยันขันแข็งจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ ห้ามขายของบนทางเท้า ไม่ให้ขายล็อตเตอรีเกินราคา ฯลฯ จึงเห็นได้ว่าทุกแผง ติดป้ายราคาไว้ที่ 80 บาททั้งหมด คสช.ก็ดีใจว่าทำสำเร็จ แต่ก็ยังมีขายเกินราคาเหมือนเดิม

เป็นภาพเล็กๆ ที่เราไม่ค่อยเห็นภาพใหญ่ๆ หรือภาพที่เป็นอนาคต ภาพที่เราสามารถออกไปสู้กับชาวโลกได้อย่างทัดเทียม

เช่นรัฐบาลยังเข้าใจไม่ตรงกันเลย เรื่องที่ว่าทำไม ประชาชนจึงไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ไม่มองว่าประชาชนกลุ่มนั้น เขาหวังดีต่อสิ่งแวดล้อม หวังดีต่อลูกหลานรุ่นต่อมา แต่กลับมองว่าคนพวกนั้นท้าทายอำนาจรัฐ สร้างปัญหาความมั่นคง จับไปล่ามโซ่ให้ชาวโลกเขาเยาะเย้ย

คสช.เองไม่ได้พิจารณาเลยว่าทำไมอารยประเทศอื่นๆ เขาจึงเลิกโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินไปแทบจะหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังอยากทำอะไรต่อมิอะไรมากมาย ยังเชื่อการประเมินว่าพวกเขาทำงานได้ดี ยังไม่อยากจะลงเวทีไปตอนนี้ ยังอยากจะจองจำภาคการเมืองต่อไป หากเซ็ตซีโร่ไม่ได้ ก็ต้อง “บอนไซ” ไม่ให้โต

รัฐบาลหาคนมาเขียนรัฐธรรมนูญเอง หาคนมาตรวจสอบรัฐธรรมนูญเอง เพื่อให้เป็นไปตามที่ คสช.ต้องการให้เป็น

แต่เมื่อทำได้แล้ว ก็เริ่มไม่ทำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ยังคงชอบที่จะใช้ ม.44

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ความต้องการสืบทอดอำนาจ ทำให้ประชาชนได้เห็นตัวละครต่างๆ ออกมาแสดงบทบาท ราวกับไม่รู้กันมาก่อน แต่ก็ช่างสอดคล้องกันราวกับนัดหมาย

พยายามพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับการกระทำเสมอ เหมือนกับที่รัฐพยายามบอกว่าต้องปราบคอรัปชั่น แต่เมื่อมีปัญหากับคนกันเอง ก็ไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกับที่ใช้กับคนอื่น

การเสนอให้มีการเซ็ตซีโรพรรคการเมือง จนกลายพันธุ์มาเป็นการให้สมาชิกพรรค ต้องกลับไปจ่ายเงินค่าสมาชิกใหม่

มีความพยายามที่จะแบ่งแยกพรรคการเมืองเก่าแก่ออกเป็นสองเสียง ด้วยการดึง ส.ส.จากมุ้งของฝ่ายตน แยกออกมาหนุน คสช.

การไม่ปลดล็อคพรรคการเมือง การเซ็ทซีโร่ในรูปแบบใหม่ แล้วเบี่ยงเบนไปด้วยเหตุผลต่างๆ นานา จึงไม่ใช่เหตุผลอื่นเสียแล้ว นอกจากความพยายามที่จะให้อำนาจที่มีอยู่ในขณะนี้ ยังคงครองอำนาจตามเดิม ต่อให้มีการเลือกตั้งไปแล้ว แต่อำนาจก็จะยังอยู่กับกลุ่มเดิม

การเอาเปรียบ และชิงความได้เปรียบ เริ่มดำเนินการสอดรับกัน

ไหนจะได้เปรียบ เรื่องของรัฐธรรมนูญ

ความได้เปรียบเรื่องอำนาจรัฐที่ยังมีอยู่ และอำนาจ ม.44

ขณะที่พรรคการเมือง และนักการเมือง ต้องติดอยู่ในกรอบของกฏหมายในแบบของ คสช.

ช่วงนี้ รัฐบาลใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่ด้วยเงินหลวง หาเสียงตามเมืองสำคัญต่างๆ เอาไว้ก่อนใคร มีคำถามชี้นำกับชาวบ้านเสมอ ว่าอยากจะให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ต่อหรือไม่ ประชาชนก็ตอบว่า “อยาก” มีใครไม่ชอบคสช.บ้างยกมือ ก็ไม่มีใครยก นายกฯ ก็ยิ้ม

ปูทางไว้ล่วงหน้า คล้ายๆ กับกระบวนการแย่งชิงมวลชน

ภาคราชการก็ขานรับ อย่างที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลัง เตรียมเสนอรัฐบาล จัดทำมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 เพื่อให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ให้หลุดพ้นจากเส้นความยากจน

งานนี้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน ก็ร่วมด้วยโดยจะสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยมีงานทำ เพื่อให้สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ ทำให้ชาวบ้านมีหวังในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้อยู่ต่อทำงานนี้ไห้สำเร็จ

รัฐบาลต้องการให้ฝ่ายตน พร้อมที่สุด มีช่องว่างน้อยที่สุด ก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงปลายปีหน้า หรือไม่ก็ปีที่ คสช.ยอมให้มีการเลือกตั้ง

ความปรารถนา จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

มีความเห็นจาก น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ออกมาตักเตือนใครก็ตาม ว่าความไม่รู้จักพอ ฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นมานักต่อนักแล้ว เพราะมีเท่าไรไม่รู้จักพอ ต้องวิ่งหาด้วยวิธีการต่างๆ แม้กระทั่งในทางที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม อาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตนก็ดี อาศัยหน้าที่ของคนอื่นก็ดี เป็นเครื่องช่วยจัดการให้

คนไม่รู้จักพอนั้น นอกจากจะก่อปัญหาให้กับตนเองแล้ว ยังเป็นปัญหากระทบไปถึงคนอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะคนที่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการบ้านเมืองในทุกระดับ มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว

น.ต.ประสงค์ สรุปในตอนท้ายว่า ผู้ใดรู้จักพอ ก็จะไม่ก่อปัญหาให้กับตัว

แต่ถ้าผู้ใดไม่รู้จักพอ ก็ให้รอพายุใหญ่ที่กำลังมาถึง.