Get Adobe Flash player

คำเตือนจาก พลเอกเปรม โดย..... “บางขุนศรี”

Font Size:

ในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ นำ คณะรัฐมนตรีผบ.เหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ เข้าอวยพร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เนื่องในเทศกาลปีใหม่

มีอยู่ตอนหนึ่ง ที่พล.อ.เปรม ได้กล่าวว่า “ตู่ ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว”

รู้สึกสะดุดใจนิดหนึ่ง ตั้งใจจะเก็บมาเขียนถึง แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วัน ก็มีหลายคน ได้หยิบยกเรื่องนี้มาวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยมุมมองที่น่าจับตา

นายสุริยะใส กตะศิลา ยกเอาคำอวยพรตอนหนึ่งว่า

“ตู่ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเราสามารถแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่มีต่อประชาชนชาวไทย กองหนุนก็จะมาเอง” ส่งผลให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ และตีความกันต่างๆ นานาว่าป๋าเปรมกำลังจะสื่อถึงอะไร

สำหรับผม (นายสุริยะใส) แล้วกองหนุนในความหมายนี้น่าจะหมายถึงกลุ่มคนที่สนับสนุนชื่นชมรัฐบาลคสช. ซึ่งแน่นอนหลายท่านคงมองไม่ต่างกัน แต่ที่น่าวิเคราะห์ต่อคือกองหนุนที่เคยอุ่นหนาฝาคั่งหดหายไปไหนเพราะอะไร ผมคิดว่ามี 5 ปัจจัยที่ทำให้กองหนุนร่อยหรอลงดังนี้

1.กองหนุนอาจจะเริ่มเห็นว่าสัญญาประชาคม “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” กำลังจะถูกบิดพลิ้วจากรัฐบาล คสช.เพราะไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากไปกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาล เช่น การปฏิรูปตำรวจที่ประชาชนอยากเห็นมากที่สุดกลับริบหรี่มืดมน

2.รัฐบาล คสช.อาจไม่ได้เห็นความสำคัญของกองหนุนมาตั้งแต่ต้น จึงเลือกที่จะขับเคลื่อนภารกิจโดยพึ่งพิงกลไกรัฐราชการเป็นหลัก และทำแนวร่วมกับกลุ่มทุนธุรกิจเป็นสำคัญ ในขณะเดียวกันก็เพิกเฉยต่อความร่วมไม้ร่วมมือจากกลุ่มพลังทางสังคม ซึ่งในระยะหลัง ภาคประชาสังคมเป็นตัวแปรทางการเมืองที่มองข้ามไม่ได้แล้ว

3.การบริหารแผ่นดินของรัฐบาล คสช.หลายเรื่องสวนทางกับแนวทางการปฏิรูปและการมีส่วนร่วมของประชาชน โครงการขนาดใหญ่ของรัฐหลายโครงการขาดธรรมาภิบาลจนเกิดแรงต้านจากประชาชน หรือกลุ่มคนที่เคยชื่นชอบรัฐบาลนี้ด้วยซ้ำ

4.ข่าวด้านลบและการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการใช้อำนาจมิชอบของคนในรัฐบาลบางคน กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งได้แทบทุกวันจนทำร้ายความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชน ที่อยากเห็นรัฐบาลมีความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใสกว่ารัฐบาลในอดีต

5.ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนคนระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ชาวสวน ฯลฯ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องยอมรับว่ารัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างลุล่วง

ส่วนการเติม “กองหนุน” เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมานั้นก่อนอื่นเลย รัฐบาล คสช.จะต้องนั่งทบทวนและตรวจสอบดูว่า เครือข่ายหรือกลุ่มคนที่เคยเป็นกองหนุนนั้น ยังพร้อมจะหนุนรัฐบาลอยู่หรือไม่หรือเครือข่ายเรานั้นพร้อมจะยืนอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม กับรัฐบาล คสช.ไปเรียบร้อยแล้ว

ประการสำคัญต้องจับตา ในระยะเวลาที่เหลืออยู่แค่ประมาณหนึ่งปีนั้นจะจัดลำดับความสำคัญของปัญหาไม่ใช่ทำสารพัดเรื่อง 360 องศา เพื่อเรียกศรัทธาจากกองหนุนกลับคืนมาได้อย่างไร.....

ขณะที่ วิศรุฒน์ ชุษณะนาวิน ทีนิวส์ ก็วิเคราะห์ เช่นกันว่า วันนี้ พลเอกประยุทธ์  กลับไป คงมีเรื่องให้ต้องคิดว่า ทำไม พลเอกเปรม จึงบอกว่า กองหนุน ของ พลเอกประยุทธ์ กำลังจะหมด กองหนุน แทบไม่เหลือแล้ว

พลเอกเปรม กล่าวขอบคุณ พลเอกประยุทธ์ ครม.ทหารและผบ.เหล่าทัพ และพวกเราทุกคน ที่รักษาประเพณีวัฒนธรรมเดิมของบ้านเมืองของเรา ด้วยการมาอวยพรผมในปีใหม่

ทุกคนทราบดี ว่ารัฐบาลของ"ตู่" เนี้ยะ พวกเราที่ไม่ใช่รัฐบาล กองทัพต่างๆ ข้าราชการ ว่าทำอะไรกันอยู่ เพื่อชาติบ้านเมืองของเรา

"ตู่ ได้ให้สัญญาว่าจะนำความสุขมาให้คนไทย ดังนั้นจึงต้องดำรงความมุ่งหมายนี่ไว้ให้ได้ ว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้คนไทยมีความสุข

"ตู่ ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว แต่ถ้าเราสามารถแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่มีต่อชนชาวไทย กองหนุนจะมาเอง

ขอให้ดำรงความมุ่งหมาย และเพิ่มกองหนุนให้มากขึ้นให้ได้ เชื่อว่า ตู่ทำได้ พวกเราก็ทำได้ และกำลังทำอยู่ และขอให้ตู่นำพาชาติบ้านเมืองของเรา ทำให้คนไทยมีความสุขให้จงได้ นะตู่นะ” พลเอกเปรม กล่าว

อย่าลืมว่า พลเอกเปรม นั้น เป็นคนใต้  มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคประชาธิปัตย์

และนายกฯถูกมองว่า ขาลง หลังจาก ครม.สัญจร ที่สงขลา และตวาดใส่ แกนนำช่างประมง และ จับแกนนำม็อบต้านโรงไฟฟ้า

อีกทั้ง พลเอกเปรม คงจะติดตามข่าวสาร อย่างใกล้ชิด จึงรู้สถานภาพของ พลเอกประยุทธ์ ดีว่า ตอนนี้ มิตรกำลังจะกลายเป็นศัตรู และกลายเป็นคู่แข่งทางการเมือง  ของทุกพรรคการเมือง รวมถึงคนที่เคยเป็นแนวร่วมของ คสช.

การบ้าน จากป๋าเปรม วันนี้ คงทำให้บิ๊กตู่ คิดหนักมากแน่นอน !!

แต่ถือเป็นคำเตือนอย่างตรงไปตรงมา และด้วยความหวังดี จาก "ป.ป๋าเปรม".....

ขณะที่ มติชนสุดสัปดาห์ นำเสนอบทความ ด้วยรักและผูกพัน จาก”ป๋าเปรม” “กองหนุน” ระดับ “รัฐบุรุษ”แห่งชาติ

เพียงปล่อยประโยค “ตู่ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว”

ก็มองเห็น “ภาพ” ไม่เฉพาะแต่ทหารกล้าระดับ “บูรพาพยัคฆ์”อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เท่านั้น ที่ “สะดุ้ง”

หากแม้กระทั่ง “กูรู”ในทาง “การตลาด” ระดับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ต้องหวั่นไหว

นี่เป็น “บทสรุป” ที่เฉียบคมที่สุด

เราจะทำตาม “สัญญา” ขอ “เวลา” อีกไม่นาน

หากสรุปตามสำนวนของนักการเมือง นักเคลื่อนไหวระดับ นายชวน หลีกภัย หรือ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน

“กองหนุน”ในที่นี้ก็คือ “แนวร่วม”

ไม่ว่าจะมองไปยังการปรับครม.เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 อันส่งผลให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นายสมหมาย ภาษี นายปิติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ถูกปลดออก นั่นก็เป็น “กองหนุน” ตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มิใช่หรือ

แล้วกรณีการยื่นใบลาของรัฐมนตรีแรงงาน

นั่นก็เป็นถึง “พล.อ.” เด่นชัดว่าไม่เพียงแต่ร่วมยึดอำนาจหากแต่ยังเป็น “กองหนุน” ระดับใกล้ชิดเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้แทบไม่ต้องกล่าวถึงกรณี “น้องเมย”

ทั้งนี้แทบไม่ต้องกล่าวถึงการเชิญตัวเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้เข้า “ปรับทัศนคติ” ในค่ายทหาร

สร้างความแค้นเคืองให้กับ “ประชาธิปัตย์” เป็นอย่างสูง

สภาพที่ “ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว” สะท้อน “ความสำเร็จ” หรือ “ความล้มเหลว”

ยิ่งเมื่อประสบเข้ากับกรณี “นาฬิกา” ซึ่งทยอยปรากฏมาจนจะมากกว่า 10 เรือน ยิ่งสร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่งให้กับบรรดา “กองหนุน”

สายตาไม่เพียงจะทอดมองไปยังเจ้าของ “นาฬิกา” หากแต่ยังเฝ้าดูว่า “ป.ป.ช.” จะมีช่องประตูใดออก

เราจะทำตาม “สัญญา” ขอ “เวลา” อีกไม่นาน.