Get Adobe Flash player

เด็กหญิงสู้ชีวิต โดย บางขุนศรี

Font Size:

วันนี้อยากนำเรื่องทางสังคม เป็นข่าวจากเว็บไซต์ “นสพ.บ้านเมือง” มาเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องของเด็กหญิงสองพี่น้อง ที่โชคชะตาเล่นตลก แม่โดนผึ้งต่อยลุกลามเป็นมะเร็งเสียชีวิต เท่านั้นยังไม่พอพ่อมาเสียชีวิตอีกคนจากอุบัติเหตุถูกรถชน

ทำให้สองพี่น้องเผชิญชีวิตตามลำพัง ต้องหาทุนเรียนหนังสือด้วยตนเอง ทั้งยังต้องเลี้ยงยายวัย 78 ปี

ครูแสงอรุณ เปี่ยมงาม และ ครูณิชกมล  มีศิริ  ครูประจำชั้น ม.4/1 

ครูอัมพร  สารวัตร ครูประจำชั้น ม.3/1

เล่าว่า เมื่อต้นปี 61 ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นมาก เด็กทุกคนต่างสวมเสื้อกันหนาวมาโรงเรียน แต่ครูได้สังเกตเห็นลูกศิษย์ 2 คนพี่น้อง คือ นางสาวนันทวัน  กรุดอินทร์ หรือน้องน้ำ อายุ 16 ปี  อยู่ชั้น ม.4/1 และ นางสาวปฑิตตา  กรุดอินทร์ น้องนัท อายุ 15 ปี  อยู่ชั้น ม.3/1 ไม่มีเสื้อกันหนาวใส่เหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆ ก็เข้าไปสอบถามว่าทำไมไม่ใส่เสื้อกันหนาว

ก็ได้รับคำตอบว่า “หนูไม่หนาวค่ะ” ซึ่งคำตอบน่าจะขัดกับความเป็นจริง ครูจึงเอาเสื้อกันหนาวของตนไปให้เด็ก 2 คนนี้ได้ใส่ แต่ทั้งคู่ก็ปฏิเสธจึงเป็นจุดที่ทำให้ครูเกิดความเฉลียวใจว่า ลูกศิษย์ของตนน่าจะมีปัญหาในครอบครัวหรือฐานะความเป็นอยู่

จากนั้นครูทั้ง 3 ท่านจึงลงพื้นที่ไปยังบ้านของ “น้องน้ำ” และ “น้องนัท” ซึ่งบ้านอยู่ที่ 153 หมู่ 4 บ้านวังปลากด ต.ไผ่ท่าโพ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ซึ่งบ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 50 กม.

จึงได้พบความจริงว่า ลูกศิษย์ 2 พี่น้อง เป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิต ทั้งคู่อาศัยอยู่กับยาย ชื่อ นางสมบัติ วงค์ถึก อายุ 78 ปี

หลังครูสอบถาม “น้องน้ำ”  เล่าให้ฟังว่า เมื่อช่วงกลางปี 2558 แม่ของเธอ คือ นางพเยาว์ กรุดอินทร์ อายุ 48 ปี  มีอาชีพทำข้าวแกงถุงขาย อยู่มาวันหนึ่งขณะที่แม่ทำกับข้าวอยู่มีผึ้งบินมาต่อยที่บริเวณโคนแขน ทำให้มีอาการบวมไปทั้งตัว พ่อก็พาแม่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลโพธิ์ประทับช้าง

หมอบอกว่าพิษของผึ้งที่ต่อยไปทำลายไต ทำให้ไตรั่ว จากนั้นแม่ก็มีอาการทรุดลง แพทย์ของ รพ.โพธิ์ประทับช้าง จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.พิจิตร แพทย์ก็วินิจฉัยว่าแม่เป็นมะเร็ง ซึ่งได้รับการรักษาแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น แพทย์ รพ.พิจิตร จึงส่งไปรักษาต่อที่ รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ ได้รับการรักษาเป็นเวลา 2 เดือน ในที่สุดแพทย์ก็ยื้อชีวิตของแม่ไว้ไม่ได้จึงเสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 

“น้องน้ำ” เล่าต่ออีกว่า เมื่อแม่เสียชีวิตก็เหลือเพียงพ่อคนเดียวที่เป็นเสาหลักของครอบครัว พ่อมีอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุก ต้องร่อนเร่ส่งสินค้าตามที่เจ้านายสั่งรายได้ก็ไม่พอจุนเจือครอบครัว ตั้งแต่ปี 58 ตนเองและน้องสาวจึงได้ออกหางานทำและไปรับจ้างทำทุกอย่างที่ได้เงิน โดยครั้งแรกไปรับจ้างสอนหนังสือ สอนทำการบ้านให้กับเด็ก ป.1 และ เด็ก ม.1 ได้ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 30-50 บาท  ซึ่งก็สอนเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงในบางวันเท่านั้น

ช่วงที่ไปสอนเด็ก ม.1 พ่อแม่ของเด็กเป็นคนใจดีและมีโรงงานทำขวดพลาสติกมีคนงานวัยรุ่นชาย-หญิง ทำงานอยู่ด้วยหลายคน ตนเองและน้องสาวอยากได้เงินเพิ่มจึงขอเจ้าของโรงงานว่า ขอให้หนูและน้องสาวได้ทำงานในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงปิดเทอม เพื่อจะได้มีเงินเป็นค่าขนมไปโรงเรียนและแบ่งเบาภาระของพ่อที่ต้องหารายได้เพียงคนเดียว

เจ้าของโรงงานซึ่งใจดีอยู่แล้วก็ตอบรับและให้ทำงานในจุดเบาที่สุด ชีวิตดูเหมือนจะราบรื่นแม้ในครอบครัวไม่มีแม่ก็ตาม

แต่ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ขณะที่พ่อของเด็กทั้งสองขี่มอเตอร์ไซด์จะไปที่ทำงานก็ประสบอุบัติเหตุถูกรถเก๋งชนเสียชีวิต ตำรวจวินิจฉัยคดีว่าประมาทร่วม จึงได้ค่าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่พ่อถูกรถเก๋งชนตายมาเป็นเงินเพียง 5,000 บาท เท่านั้น จากวันนั้นถึงวันนี้ชีวิตจึงต้องยากลำบากขาดที่พึ่งพิงในการศึกษาเล่าเรียน

คุณครูได้ฟังเรื่องราวของ 2 พี่น้องคู่นี้ถึงกับน้ำตาคลอ และยังพบว่าเด็กทั้งคู่มีเสื้อผ้าชุดนักเรียนเพียงแค่ 2 ชุดเท่านั้น มีชุดลำลองอื่นๆ แค่ไม่กี่ตัว รองเท้านักเรียน รองเท้าผ้าใบ ก็เก่าๆ แต่สภาพบ้านเรือนมั่นคงสะอาดสะอ้าน

สำหรับเด็กทั้งคู่ เวลามาโรงเรียนก็ต้องโดยสารรถรับส่งนักเรียนคิดค่ารถเทอมละ 3,000 บาทต่อคน ส่วนรายได้ของเด็กทั้งคู่นี้ก็มีรายรับเพียงแค่ค่าแรงที่ไปทำงานในโรงงานทำขวดพลาสติกใกล้บ้าน 2 คนพี่น้อง ได้เงินประมาณ 300-400 บาทต่อวัน เป็นค่าใช้จ่ายและดูแลยาย

ทั้งคู่มาโรงเรียนก็จะห่อข้าวและน้ำดื่มมากิน โดยไม่มีเงินไปกินขนมเหมือนอย่างคนอื่นๆ แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งคู่เรียนเก่งที่สุดในชั้นเรียน

“น้องน้ำ” กล่าวว่า สำหรับในวันเด็กปีนี้สิ่งที่เด็กอย่างหนูซึ่งเป็นเด็กที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่แต่หนูมีความตั้งใจเรียนจะเรียนให้ดีที่สุด โตขึ้นจะขอเป็นคนดีของสังคมแต่วันนี้หนูขาดโอกาสเพราะไม่มีพ่อและแม่ที่จะมาส่งเสียให้เล่าเรียน หนูจึงอยากขอความเมตตา จากผู้ใหญ่ใจดี ช่วยให้อนาคตหนูและน้องด้วยการช่วยเหลือให้หนูได้มีทุนการศึกษา

นายสุนทร  เข็มทอง ผอ.ร.ร.สระหลวงพิทยาคม กล่าวว่า อยากวิงวอนสังคมขอความเมตตาผู้ใจบุญ ให้ช่วยบริจาคเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษา รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน

หากได้ผู้สนับสนุนก็จะได้มีอนาคตเป็นคนดีของสังคมต่อไป

สำหรับท่านใดที่มีจิตเมตตาสามารถโอนเงินช่วยเหลือได้ที่ ชื่อบัญชี นางแสงอรุณ เปี่ยมงาม และ น.ส.อัมพร สารวัตร และ น.ส.นันทวัน กรุดอินทร์ และ น.ส.ปฑิตตา กรุดอินทร์ ธนาคารกรุงไทย เลขบัญชี 610-0-77059-8

หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ แสงอรุณ เปี่ยมงาม ครูประจำชั้นของ นางสาวนันทวัน  “น้ำ” ชั้น ม.4/1  โทร 081-962-0579 (กรุณาโทรเวลาพักเที่ยงหรือเย็น)

จากข่าวดังกล่าวจนถึงวันนี้ เด็กทั้งสองได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นในระดับหนึ่ง

แต่ในระยะยาว ก็ยังไม่อาจทราบว่า เด็กทั้งสองคนจะได้รับความเหลียวแลจากสังคมมากน้อยแค่ไหน ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องเช่นนี้อย่างไร

อนาคตของเด็กทั้งสองจะไปทางไหน

แต่ในความโชคร้าย สิ่งที่เห็นจากข่าวนี้ มีข้อที่น่าชื่นชม

เรื่องที่หนึ่ง ความมุ่งมั่นของเด็กทั้งสอง ที่จะทำงานสู้ชีวิต เพื่อเรียนหนังสือ และเลี้ยงดูยายโดยไม่งอมืองอเท้า และไม่ยอมแพ้ เพราะที่สุดแล้วการพึ่งพาตัวเอง คือสิ่งที่ดีที่สุด และจะนำพาน้องทั้งสอง ไปสู่เป้าหมาย

คนเรานั้นบางคนเริ่มต้นดีเหลือเกิน แต่ลงท้ายกลับไม่ดี ก็หวังว่าน้องทั้งสอง จะเป็นประเภท “ต้นร้าย ปลายดี” ทดแทนในสิ่งที่สูญเสียไป

เรื่องที่สอง คือน้ำใจจากเจ้าของโรงงานทำขวดพลาสติก ที่ให้งานทำในช่วงวันหยุด และช่วงปิดเทอม  

และเรื่องที่สาม น่าพูดถึงคือครูหลายคน ที่ทำงานมากกว่าการสอนในโรงเรียน เป็นครูที่ให้ความสนใจรายละเอียด ทุกข์สุขของเด็ก เป็นที่พึ่งพาของลูกศิษย์ทุกคน.