Get Adobe Flash player

เมื่ออาวุธ‘นนทุก’ฆ่า‘นนทุก’ โดย บางขุนศรี

Font Size:

ทศกัณฐ์ เป็นตัวละครเอกในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ดัดแปลงมาจาก “รามายณะ” มหากาพย์ฮินดู ในชมพูทวีป

“ทศกัณฐ์” เจ้ากรุงลงกา ในชาติที่แล้วเป็นยักษ์ชื่อ “นนทุก” บางตำราก็เรียกว่า “นนทก” คือผู้ที่ได้ชื่อว่า ใช้อาวุธตัวเอง ฆ่าตัวเอง

ว่ากันว่า.... นนทุก อยู่บนสวรรค์ มีหน้าที่ล้างเท้าให้กับเทวดาทั้งหลาย ก่อนขึ้นเฝ้าพระอิศวร เทวดาเหล่านั้นก็มักจะหยอกล้อ ดูถูก ด้วยการลูบหัวนนทุก ทุกคน ทุกวัน จนหัวล้าน นนทุกจึงเกิดความแค้นสะสม เลยไปขอนิ้วเพชรจากพระอิศวร ซึ่งสามารถชี้ใครให้ตายได้

ต่อเมื่อเทวดามาลูบหัวอีก นนทุก ก็ได้ใช้นิ้วเพชร ฆ่าเทวดาเหล่านั้นตายนับไม่ถ้วน ทำให้พระอิศวร เห็นถึงภัย ต้องร้องขอพระนารายณ์ให้มาช่วยปราบนนทุก

พระนารายณ์ จำแลงองค์เป็นนางเทพอัปสร เฝ้ารอตรงทางที่นนทุกเดินผ่าน ฝ่ายยักษ์นนทุกเมื่อได้เห็นนางจำแลง จึงเกิดความเสน่หา เข้าไป ร่ายรำเกี้ยวพา นางรำก่อน นนทุกรำตาม นางชี้นิ้วไปที่ตัวนาง นนทุก เผลอเอานิ้วเพชร ชี้เข้าไปหาตัวเองบ้าง จนตัวตาย

นนทุก ไปเกิดใหม่เป็น ทศกัณฐ์ เจ้ากรุงลงกา

ใครบอกว่าคนโบราณ มีแต่เรื่องเหลวไหล แต่ความจริง ก็แฝงไว้ด้วยข้อคิดทั้งสิ้น

อย่างเช่นคนโบราณสอนว่า ใครที่ไปกินข้าวกลางป่า ต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้เจ้าป่าเจ้าเขากินก่อน

เรื่องนี้แม้จะไม่เชื่อ แต่ก็เกิดกับตัวเอง

ครั้งหนึ่ง ไปปิ๊กนิค กินข้าวกลางสวน ปรากฎว่ามีทั้งแมลงต่างๆ รวมทั้งผึ้งมากวนมาก ปัดกันไม่ไหว จนนึกขึ้นได้ว่า

เราไม่ได้แบ่งอาหารให้เจ้าป่า พอคิดได้ก็ทำทันที โดยแบ่งกับข้าวอย่างละนิดอย่างละหน่อย ไปไว้ในที่ห่างตัวสักห้าหกเมตร

ผลคือแมลงเหล่านั้นเมื่อโดนเราปัด ก็ไปรุมกินอาหารที่แบ่งไว้ ไม่มากวนอาหารของเราอีกเลย

เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนโบราณบอก ฟังไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไร

กรณี นนทุก อาวุธตัวเอง ฆ่าตัวเอง ก็เช่นกัน สงสารก็สงสาร แต่นนทุกก็เล่นไม่ยอมเลิก ทำเกินไป

ดูคล้ายกับ การเขียนรัฐธรรมนูญ ฉบับ “ปราบโกง” ของ คสช.ที่ให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นหัวหน้าทีมเขียนให้

ตั้งใจจะเล่นงานนักการเมือง หรือพรรคการเมืองที่ไม่ชอบให้อยู่หมัด

ยังไม่ทันได้เล่นงานใคร รัฐธรรมนูญ ก็เล่นงานพรรคพวกของตัวเองเข้าแล้ว

พอเกิดกับตัวเอง กลับไม่กล้าจัดการกับคนของตน โยกโย้ไปต่างๆ นานา

ก็น่าเป็นห่วงว่า วันนี้รอด แต่วันหน้าเมื่อหมดอำนาจ อาวุธของ นนทุก จะกลับมาทำร้ายนนทุก หรือไม่ก็ต้องติดตามมาดูกัน

เรื่องแรก บรรดาบิ๊ก คสช. ที่สัญญาว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน แต่เมื่อถึงเวลากลับโยกโย้ อ้างว่าบ้านเมืองยังวิกฤติ บ้าง ท่าโน้นท่านี้

เจอมือกฎหมายระดับพระกาฬ อย่างนายชวน หลีกภัย ที่ออกมาติงเบาๆ นิ่มๆ เมื่อหลายวันก่อนว่า ผู้ใหญ่ที่ชอบพูดว่าประชาธิปไตยเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ชี้อุปสรรคที่แท้จริงคือตัวคน ส่วนที่รัฐบาลยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง ไม่ต้องเรียกร้อง

“แต่ถ้าเกิดปัญหาอย่าปฏิเสธความรับผิดชอบ”

ทำเอาสะดุ้งกันไปทั้งวง แต่ก็มีอาการ “ปากกล้า แต่ขาสั่น” อยู่บ้าง

เพราะรัฐธรรมนูญ ที่คุณเขียน ได้กำหนดกรอบกติกา ให้คุณทำตาม ถ้าคุณไม่ทำ ก็ตัวใครตัวมัน

อีกกรณี คือเรื่องของ ป.ป.ช. หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

มีสองเรื่องที่วันนี้เล็ก แต่วันหน้าใหญ่แน่

เรื่องแรกคือ ป.ป.ช. กับนาฬิกาหรูของ “บิ๊กป้อม” ที่ลูกน้องต้องมาตรวจสอบนาย ภายใต้รัฐธรรมนูญ กับเรื่องง่ายๆ ที่หากคุณมีทรัพย์สิน ก็ต้องแจ้ง ถ้าไม่แจ้งก็ผิด

ถ้า ป.ป.ช.ตรวจแล้วว่าไม่ผิด ป.ป.ช.ก็ต้องรับผิดชอบ ที่สำคัญคือถ้าคุณไม่รักษาศรัทธาที่ประชาชนเขามีให้ แล้วต่อไป ใครจะเชื่อคุณ

วันนี้รอดทั้งนายทั้งบ่าว วันหน้าไม่รู้

อีกกรณี เป็นคำเตือนจาก นายจาตุรนต์ ฉายแสง มือกฎหมายตัวพ่ออีกคน

ที่บอกว่า..... คุณสมบัติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดนี้ที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ หรือ กฏหมายสูงสุดของประเทศ และอาจส่งผลให้สถานะของคสช.พังทั้งระบบ

ถ้าปปช.ชุดนี้อยู่ได้ คสช.ก็พัง

ทั้งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของกรรมการปปช.ถูกกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด พรป.จะหักล้างหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้

คุณสมบัติของกรรมการปปช.อยู่ในรัฐธรรมนูญในมาตรา 232 ส่วนลักษณะต้องห้ามของผู้ที่เป็นกรรมการปปช.อยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 216

กรรมการปปช.บางคนในชุดนี้สรรหา โดยการที่คสช.ออกคำสั่งกำหนดองค์ประกอบกรรมการสรรหาขึ้นใหม่ ให้ประธานสนช.และรองนายกฯร่วมเป็นกรรมการสรรหาด้วย

คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่ใช้กับกรรมการปปช.ชุดนี้ เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับปปช.ซึ่งอิงตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงอ่อนกว่าที่กำหนดในรัฐธรรมนูญปัจจุบันอย่างมาก ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเป็นประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอยู่ในขณะนี้ คือ ถ้าเป็นข้าราชการประจำจะต้องเคยเป็นอธิบดีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และถ้าเคยเป็นข้าราชการการเมืองต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี

กรรมการบางคนขาดคุณสมบัติ บางคนเข้าลักษณะต้องห้าม โดยเฉพาะประธานปปช.ขาดทั้งคุณสมบัติและเข้าลักษณะต้องห้ามด้วย จึงไม่สามารถเป็นกรรมการปปช.ตามรัฐธรรมนูญนี้ได้

บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่ากรรมการปปช.ชุดที่มีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันใช้บังคับจะอยู่ในตำแหน่งอีกนานเท่าใด ให้กำหนดโดยพรป.

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าสนช.จะใช้พรป. ต่ออายุให้กรรมการปปช.ที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือทั้งสองอย่างได้หรือไม่

ดูจากเจตนาของการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีการกำหนดคุณสมบัติไว้สูงมาก ที่ต่อมาเรียกกันว่าเป็นคุณสมบัติขั้นเทพ กำหนดลักษณะต้องห้ามไว้เข้มงวดเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาล อย่างที่โอ้อวดกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง รัฐธรรมนูญนี้ย่อมมีเจตนาให้ใช้เรื่องเหล่านี้ทันที ไม่ใช่อีก 7-8 ปีข้างหน้า

สนช.จะทำได้อย่างมาก ก็คือ กำหนดใน พรป.ให้กรรมการ ปปช.ชุดนี้พ้นไปทันทีที่พรป.ใช้บังคับ แต่ให้รักษาการต่อไปจนกว่าจะมีกรรมการปปช.ชุดใหม่หรือมากกว่านั้น ก็คือ ให้กรรมการปปช.ชุดนี้ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีกรรมการปปช.ชุดใหม่ทีมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่ใช่ให้ชุดนี้เป็นไปจนครบวาระ ทั้งที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามอย่างที่เป็นอยู่

การออกพรป.นั้น ต้องทำให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ซึ่งกำหนดว่า เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และต้องมุ่งหมายให้มีการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ

การต่ออายุกรรมการปปช.ชุดนี้ทั้งชุด ไปจนกว่าจะหมดวาระเดิมนั้น จึงขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน

หากปปช.ชุดนี้ยังทำหน้าที่ต่อไป ก็เท่ากับเรากำลังมีปปช.ที่ตั้งโดยการแทรกแซงของคสช. จนได้คนของคสช.มาคุมปปช. ในขณะที่คสช.กำลังทำทุกอย่างเพื่อให้พวกตนได้อยู่ในอำนาจต่อไปหลังการเลือกตั้ง

ปัญหา ก็คือ ถ้าคสช.ทำสำเร็จ ตั้งรัฐบาลนายกคนนอกได้ ใครจะตรวจสอบรัฐบาล จะไม่เกิดการทุจริตคอรัปชั่นกันใหญ่หรือ

นี่หรือ คือรัฐธรรมนูญปราบโกง นี่หรือ คือที่คสช.บอกว่าเข้ามาเพื่อปราบคอรัปชั่น หากปล่อยให้ปปช.ชุดนี้ทำหน้าที่ต่อไป ไม่แก้พรป.ปปช.เสียให้ถูกต้อง คสช.เตรียมพังทั้งระบบได้เลย.