Get Adobe Flash player

อำนาจ ไม่เคยยั่งยืน โดย บางขุนศรี

Font Size:

ในช่วงเวลาที่มีอำนาจ บางคนเลือกที่จะใช้ชีวิตตามปกติเคยเป็นอย่างไร ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น แต่บางคนที่มีอำนาจ ถูกยกย่องจากคนรอบข้างมากๆ อาจทำให้เกิดการหลงอำนาจได้

จนนำไปสู่การใช้อำนาจไปในทางที่ไม่เป็นไปตามกฏหมาย ลงท้ายเมื่อหมดอำนาจ ไม่มีเกราะป้องกัน สิ่งที่ทำไว้ ผิดหรือถูก ก็จะปรากฏ หรือกลับกลายเป็นอาวุธ กลับมาทำร้ายผู้มีอำนาจนั้น

อย่างกรณี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ในขณะนั้น มีคำสั่งปลด ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากราชการทหารย้อนหลัง 23 ปี เศษ เมื่อปี พ.ศ. 2555

แม้ในช่วงนี้ จะรู้สึกว่าคำสั่งดังกล่าว ดูจะแปลกไปสักหน่อย

เหมือนเป็นการใช้อำนาจเพื่อ “ดีสเครดิต” นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ให้เสียหาย

ในตอนนั้น อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา "ชูชาติ ศรีแสง"

ได้แสดงความเห็นไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัว เกี่ยวกับ

"...คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 1163 /2555 มีสาระสำคัญว่า ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำเอาใบแทน สด 9 อันเป็นเอกสารเท็จไปใช้เพื่อประกอบการขึ้นทะเบียนกองประจำการ

เจ้าหน้าที่ผิด หลง จึงรับขึ้นทะเบียนกองประจำการ เป็นการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรง

จึงให้ลงโทษปลดออกจากราชการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหารพุทธศักราช 2476

อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เห็นว่า จากข้อความที่กล่าวในคำสั่งมีข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณา ดังนี้

1.ถ้าใบแทน สด 9 ไม่ถูกต้องไม่ว่ากรณีใดๆ ผู้กระทำคือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ใช่การกระทำของนายอภิสิทธิ์ จะลงโทษนายอภิสิทธิ์ได้อย่างไร

เว้นแต่นายอภิสิทธิ์จะมีส่วนร่วมในการกระทำผิดด้วย

แต่กรณีนี้ไม่มีข้อเท็จให้ฟังได้เช่นนั้น

2.ข้อเท็จจริงดังที่นำมากล่าวอ้างในการลงโทษเกิดขึ้น ก่อนที่ทางราชการทหารจะรับนายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการเป็นทหารประจำการ

เมื่อนายอภิสิทธิ์ยังไม่ได้เป็นข้าราชการทหาร ก็จะมีการกระทำผิดวินัยทหารไม่ได้ และกระทำการอันเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการไม่ได้

เพราะการการกระทำดังกล่าว ต้องเกิดจากการกระทำของบุคคลที่เป็นข้าราชการเท่านั้น

3.ที่อ้างว่าให้ลงโทษทางวินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหารพุทธศักราช 2476 นั้น พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ระบุไว้ใน มาตรา 4 ว่าวินัยทหารนั้น คือ การที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร

และมาตรา 5 ว่า การกระทำที่ผิดวินัยทหารคือ (1) ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน (2) ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย (3) ไม่รักษามรรยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมทหาร

(4) ก่อให้แตกความสามัคคีในคณะทหาร (5) เกียจคร้าน ละทิ้งหรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ (6) กล่าวคำเท็จ (7) ใช้กิริยาวาจาไม่สมควรหรือประพฤติไม่สมควร (8) ไม่ตักเตือนสั่งสอนหรือลงทัณฑ์ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดตามโทษานุโทษ (9) เสพเครื่องดองของเมาจนเสียกิริยา

ตามบทบัญญัติในมาตรา 4 และ 5 ดังกล่าว ย่อมเห็นได้ว่า กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้บังคับแก่ทหารประจำการ

แต่กรณีของนายอภิสิทธิ์ดังกล่าวมาแล้วว่า

ข้ออ้างที่ใช้อ้างในการลงโทษนายอภิสิทธิ์ เกิดก่อนที่ทางราชการทหารจะบรรจุนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการ

เมื่อนายอภิสิทธิ์ยังไม่ได้เป็นทหารก็ย่อมกระทำผิดวินัยทหารไม่ได้ และการกระทำที่นำมาอ้างในคำสั่งก็ไม่ใช่การกระทำดังที่กล่าวไว้ในมาตรา 5 จึงไม่อาจลงโทษนายอภิสิทธิ์ได้

นอกจากนี้ตามมาตรา 19 ก็กำหนดให้ลงทัณฑ์ทหารที่กระทำผิดวินัยภายในสามเดือนนับแต่วันกระทำผิดวินัย

ถ้าล่วงเลยสามเดือนแล้วจะลงทัณฑ์ไม่ได้

เมื่อนายอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นทหารประจำการแล้ว และเวลาที่อ้างว่ามีการกระทำผิดวินัยก็ล่วงเลยมา 20 ปีเศษแล้ว จึงไม่อาจลงโทษนายอภิสิทธิ์ได้เช่นเดียวกัน

สรุปแล้ว ข้อเท็จจริงที่อ้างในคำสั่ง ไม่อาจนำกฎหมายว่าด้วยวินัยทหารมาใช้ลงโทษนายอภิสิทธิ์ได้ เป็นการออกคำสั่งโดยที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน..."

และ "...คำสั่งฉบับนี้อ้างข้อเท็จจริงที่ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เป็นการสั่งโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับอดีตนายกอภิสิทธิ์ ว่านอกจากจะฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อ ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้ว

จะปล่อยให้มันกร่างอยู่อีกต่อไปหรือฟ้องคดีอาญา ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีด้วย ซึ่งดูพฤติกรรมแล้วรอดยาก

และถ้าศาลลงโทษจำคุก กรรมก็คงสนองให้ยศพลอากาศเอกต้องถูกถอด จะได้เป็นนายสุกำพล สุวรรณฑัต ในบั้นปลายของชีวิต..."

ทั้งหมด เป็นความเห็นเมื่อ 5 ปีก่อน จากผู้รู้จริงทางกฏหมายท่านหนึ่งของเมืองไทย

จนกระทั่ง วันที่ 16 มกราคม 2561

นายบัณฑิต ศิริพันธ์ ในฐานะทนายความของ นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยความคืบหน้ากรณี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 163/2555 ให้ปลด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากราชการทหารว่า

วันเดียวกันนี้ ศาลแพ่งได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกากรณี นายอภิสิทธิ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.อ.อ.สุกำพล เรื่องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ให้ปลด นายอภิสิทธิ์ ออกจากราชการ

โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าขณะที่ พล.อ.อ.สุกำพล ปลด นายอภิสิทธิ์ ออกจากราชการทหารนั้น นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้รับราชการทหารและไม่ได้เป็นทหารกองประจำการ อีกทั้งในขณะรับราชการทหาร

นายอภิสิทธิ์ ก็ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย หรือถูกสั่งพักราชการ การที่ พล.อ.อ.สุกำพล มีคำสั่งปลดนายอภิสิทธิ์ ย้อนหลังไปถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2531 นั้น จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วินัยทหาร พ.ศ.2476 มาตรา 7 การออกคำสั่งปลด นายอภิสิทธิ์ จากราชการที่มีผลย้อนหลังถึง 23 ปีเศษ

เป็นการกระทำที่ส่อไปในทางไม่สุจริตและเป็นการละเมิดสิทธิต่อ นายอภิสิทธิ์ ศาลฎีกาจึงพิพากษา ให้เพิกถอนคำสั่งปลดนายอภิสิทธิ์ออกจากราชการ

นายบัณฑิต กล่าวด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ สามารถแนบคำพิพากษาศาลฎีกาไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับ พล.อ.อ.สุกำพล ได้

ทางด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า

“อยากฝากไปถึงผู้ใช้อำนาจว่า ต้องใช้ด้วยความเป็นธรรมและทำตามกรอบของกฎหมาย อย่าใช้ไปในทางไม่ชอบเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หากทำได้ก็จะช่วยให้ระบบการเมืองและระบอบประชาธิปไตยดีขึ้น”.