Get Adobe Flash player

เศรษฐีล่าสัตว์ป่า กระทบใจผู้คน โดย บางขุนศรี

Font Size:

เริ่มต้นจาก เฟซบุ๊ก "คนอนุรักษ์" ได้เผยแพร่ภาพและข้อมูล สรุปว่า คดีทุ่งใหญ่ฯ 2 จับประธานอิตาเลี่ยนไทย ล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ฯ โดยมีเนื้อหาระบุว่า

เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ทุ่งใหญ่ตะวันตกได้รับแจ้งว่าพบนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ตั้งแคมป์พักในบริเวณจุดห้ามตั้ง เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบว่า นักท่องเที่ยวหนึ่งในกลุ่มนี้คือ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)

เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจสอบบริเวณเต็นท์พัก พบซากสัตว์ป่าคุ้มครองคือ ไก่ฟ้าหลังเทา ซากเนื้อเก้ง จึงได้ทำการขยายพื้นที่ตรวจสอบ พบอาวุธปืนลูกกรดติดลำกล้อง 1 กระบอก ปืนไรเฟิลติดลำกล้อง 1 กระบอก และปืนลูกซองแฝด 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนอีกมาก ใกล้กับที่พบอาวุธปืนที่ซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติม พบซากเสือดำ ถูกชำแหละและถลกหนัง บริเวณใกล้เคียงพบเครื่องกระสุนปืนเพิ่มอีกมาก จึงทำการจับกุมเพื่อส่งคดีไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

สำหรับจุดที่พบกลุ่มของนายเปรมชัยเข้าล่าสัตว์ อยู่บริเวณห้วยปะซิ หน่วยพิทักษ์ป่ามหาราชในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก

เรื่องนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน ท่ามกลางความกังวลว่า กฎหมายคงไม่สามารถเอาผิด “คนใหญ่คนโต” เช่นนี้ได้ เหมือนคดี “นาฬิกา” ที่คงจะหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

เราคงจำเรื่องราวลักษณะนี้ได้ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี กล่าวถึงเรื่องราวของคนดัง เข้าป่าล่าสัตว์ ที่เคยเกิดขึ้น เมื่อปี 2516

คณะนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ จำนวนประมาณ 60 นายที่เดินทางไปตั้งค่ายพักแรม เพื่อฉลองวันเกิด และใช้อาวุธสงครามล่าสัตว์ป่าภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 26-29 เมษายน 2516

โดยหนึ่งในผู้ร่วมคณะ มี พันเอกณรงค์ กิตติขจร และดาราสาว เมตตา รุ่งรัตน์ รวมอยู่ด้วย ขากลับเฮลิคอปเตอร์ 1 ใน 2 ลำเกิดอุบัติเหตุตกระหว่างทาง มีผู้เสียชีวิต 6 คน และพบซากสัตว์ป่า โดยเฉพาะซากกระทิง เป็นจำนวนมาก

จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ออกมาแถลงว่า เฮลิคอปเตอร์ลำที่ตกได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจลับเกี่ยวกับความมั่นคง และการรักษาความปลอดภัยแก่นายพลเน วิน นายกรัฐมนตรีพม่าซึ่งเดินทางมาเยือนประเทศไทยในเวลานั้นพอดี

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ประชาชนไม่พอใจ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือชื่อ "บันทึกลับจากทุ่งใหญ่" เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ตามด้วยหนังสือชื่อ "มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ" โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง

ส่งผลให้มีการคัดชื่อนักศึกษาจำนวน 9 คน ออกจากมหาวิทยาลัย ด้วยข้อหาว่าเป็นการเสียดสีรัฐบาล และเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงอย่างต่อเนื่อง และนำมาซึ่ง เหตุการณ์ 14 ตุลา

ครั้งนี้ก็เช่นกัน การที่คนระดับประธานบริหารบริษัทระดับชาติ มีความสุขกับการฆ่าเสือดำ กระทบใจผู้คนจำนวนมาก ทั้งสื่อหลัก และโลกโซเชียลมีเดีย ออกมาแสดงความเห็นในประเด็นต่างๆ จำนวนมาก

ทั้งด้วยอารมณ์โกรธแค้น และความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

คุณผู้ใช้นามว่า Pou Piyawat ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค ส่วนตัวออกมาสะท้อนความเจ็บปวด จากการฆ่า โดยอ้างคำบอกเล่ามาอีกทอดหนึ่ง เขาบอกว่าว่า

สมัยก่อนคุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต แกอยู่ในป่ากับเพื่อน 5-6 คน ทุกวันก็จะเปลี่ยนเวรกันล่าสัตว์ป่ามาทำอาหาร

วันหนึ่งเป็นเวรของคุณพงษ์เทพ แกก็คว้าปืนยาวสะพายบ่า เดินเข้าป่าไป อาหารโปรดของคุณพงษ์เทพคือ แกงเนื้อลิง พอเดินเข้าป่าไปได้สักพัก เห็นลิงตัวหนึ่งนั่งอยู่บนต้นไม้หันหลังให้ แกก็รีบยกปืนประทับบ่า ยิงเปรี้ยงไปที่ตัวลิง

เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดขึ้น ปกติลิงพอถูกยิงจะหล่นตุ๊บจากต้นไม้ทันที แต่ลิงตัวนี้นั่งจับกิ่งไม้เฉย ไม่หล่นลงมา จะว่ายิงไม่ถูกก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะคุณพงษ์เทพแกยิงปืนแม่น ระยะแค่นี้เป้าใหญ่ขนาดนี้ไม่พลาดแน่นอน

ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น ลิงตัวที่ถูกยิงร้องโหยหวนเสียงดังมาก ฝูงลิงที่แยกย้ายกันออกหากินอยู่บริเวณใกล้ๆ วิ่งแห่กันเข้ามาหาลิงตัวที่ถูกยิง แล้วร้องโหยหวนเหมือนกันหมด แกตกใจ ยืนตกตะลึง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สักครู่ ลิงตัวที่ถูกยิงโยนวัตถุเล็กๆ สีดำๆ ชิ้นหนึ่งให้กับลิงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วก็หล่นตุ๊บลงมาจากต้นไม้ คุณพงษ์เทพรีบวิ่งไปดู ลิงถูกยิงเข้าที่หลังทะลุหน้าอก เลือดแดงฉานเต็มตัว คุณพงษ์เทพเห็นแล้วต้องเบือนหน้าหนี

ลิงที่ตกลงมาเป็นลิงแม่ลูกอ่อน ขณะที่ถูกยิงเธอกำลังให้นมลูก ลูกตัวน้อยกำลังดูดนมอย่างมีความสุข ทันทีที่ถูกยิง ถ้าเป็นลิงตัวอื่นจะหล่นตุ๊บลงจากต้นไม้ แต่แม่ลิงตัวนี้ยังหล่นไม่ได้ ยังตายไม่ได้ เพราะเธอยังมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำคือ รักษาชีวิตลูกน้อยให้พ้นอันตราย

เธอกัดฟัน โหนกิ่งไม้ไว้แม้จะเจ็บปวดแทบขาดใจ มองดูเลือดที่ไหลหยดเป็นทางด้วยความตกใจ พยายามรวบรวมพละกำลังที่ยังพอมีเหลือทั้งหมด ตะโกนสุดเสียง ร้องเรียกฝูงลิงเข้ามาใกล้ๆ แล้วก็ฝากฝังให้เลี้ยงลูกน้อยแทนเธอ

หลังจากโยนลูกให้จ่าฝูงแล้ว มองดูลูกถูกพาไปจนลับสายตาแล้ว แน่ใจว่าลูกปลอดภัยแล้ว จึงหลับตา แล้วหล่นลงมาตาย

คุณพงษ์เทพ ก้มมองหน้าลิงแล้วร้องไห้ เพราะที่เบ้าตาลิงมีหยดน้ำตาใสๆ กำลังไหลริน คุณพงษ์เทพ รีบเดินกลับที่พัก เอาปืนไปเผาทิ้ง ไม่ยอมออกล่าสัตว์อีกเลยตลอดชีวิต

ภาพความรักที่ยิ่งใหญ่ของแม่ลิง ที่มีต่อลูกน้อยเป็นแรงบันดาลใจให้คุณพงษ์เทพแต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่งชื่อว่า “ลิงทะโมน” เพื่อยกย่องเชิดชูคุณค่าของความรักที่แม่มีต่อลูก

เราคงต้องจบด้วยบทกลอนของ “สืบ  นาคะเสถียร” ที่พลีชีพตัวเองเพื่อปกป้องป่าและสัตว์ป่า ที่ว่า

"เสียงปืนที่ดังลั่น ตัวแม่นั้นต้องสิ้นใจ ลูกน้อยที่กอดไว้ กระดอนไปเพราะแรงปืน ฝืนใจเข้ากอดแม่ หวังแก้ให้แม่ฟื้น แม่จ๋าเพราะเสียงปืน จึงไม่คืนชีวิตมา

โทษใดจึงประหาร ศาลไหนพิพากษา ถ้าลูกท่านเป็นสัตว์ป่า ใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม ชีวิตใครใครก็รัก ท่านประจักษ์ใช่หรือไม่ โปรดเถิดจงเห็นใจ สัตว์ป่าไซร้ก็เหมือนกัน"