Get Adobe Flash player

กระจกสะท้อนที่ชัดเจน โดย บางขุนศรี

Font Size:

รัฐบาล คสช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยเป็นความหวังของประชาชนจำนวนหนึ่ง ว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาคอรัปชั่น จะทำรัฐธรรมนูญปราบโกง จะเข้ามาปฎิรูปประเทศ จะคืนความสุขให้คนในชาติ ฯลฯ

แต่เมื่อเข้ามาบริหารจริงๆ ก็พบว่า สิ่งทำ ไม่ได้ง่ายอย่างที่พูดไว้

ปัญหาลูบหน้าปะจมูกในแวดวงพี่น้อง ทำงานไม่ได้เป็นไปตามเป้า รัฐธรรมนูญ กฎหมายลูกล่าช้า จนถูกมองว่า “ไม่เสร็จสักอย่าง”

จนถูกแอบนินทาว่า รัฐบาลนี้ทำงานสำเร็จอย่างเดียว คือให้คนในชาติ เกิดความสามัคคี แดงเหลืองปรองดองจับมือกัน เพื่อรุมถล่มรัฐบาล

วันนี้ ได้อ่านบทความคอลัมน์ “ประสงค์พูด” โดย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ใน นสพ.แนวหน้า ฉบับ วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ในหัวข้อ “เมื่อตั้งโจทย์ผิด ความวิกฤติก็คืนกลับ”

เป็นความเห็นที่ตรงกับคำที่ชาวบ้านเขานินทา จึงขออนุญาตนำมาให้ท่านผู้อ่าน ได้อ่านกันทั่ว..... น.ต.ประสงค์ เขียนไว้ว่า.....

ไปไหนมาไหนเวลานี้จะได้ยินเสียงบ่นด่ากันทั้งบ้านเมืองว่า ไม่เห็นมีอะไรที่จะดีไปกว่าเก่า ทั้งๆที่ฝากความหวังไว้อย่างสูงว่าบ้านเมืองคงจะดีขึ้นหลังการรัฐประหารครั้งนี้แต่สี่ปีที่ผ่านภายใต้อำนาจปืน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม มิหนำซ้ำบางอย่างดูจะหนักยิ่งกว่าเก่าด้วย โดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจในเรื่องปากท้องของชาวบ้าน และปัญหาความแตกแยกของผู้คนในบ้านเมือง ที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผู้บริหารปกครองในขณะนี้

สีเหลืองสีแดงต่อต้านสีเขียวที่มีปืนอยู่ในมือ

ทั้งๆ ที่สมัยก่อนมีแต่สีแดงเท่านั้นที่ต่อต้านสีเขียว และสีเหลืองสมัยก่อนสนับสนุนสีเขียว และสีเหลืองสมัยก่อนยืนคนละฝั่งกับสีแดง

แต่สมัยนี้สีเหลืองกับสีแดงยืนฝั่งเดียวกัน ในการถล่มสีเขียวในลักษณะแยกกันเดินรวมกันตี

มีคำถามว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนี้

คำตอบก็คือ เพราะสีเขียวตั้งโจทย์ผิด

สีเขียวถือปืนเข้ามายึดอำนาจครั้งนี้ เพราะตั้งโจทย์ว่าบ้านเมืองเกิดความแตกแยก ประชาชนสองฝ่ายคือเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงวิวาทกัน ปล่อยทิ้งไว้จะเกิดความเสียหายอย่างหนักกับส่วนรวม จำเป็นต้องเข้ามาแก้ไขเพื่อให้มีความสามัคคีปรองดองเกิดขึ้น

ความสามัคคีปรองดองนั้นเป็นเรื่องที่ดี และควรส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดขึ้น ไม่ต้องขัดแย้งหรือทะเลาะวิวาทกันต่อไปอีก แต่ก็ต้องรู้จักแยกแยะให้ถูกต้องด้วยว่า ความขัดแย้งวุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้น ฝ่ายใดถูก ฝ่ายใดผิด จนเกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองขณะนั้น

สีเหลืองออกมาต่อต้าน ขับไล่ผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจในการบริหารปกครองบ้านเมืองในขณะนั้น ไปในทิศทางของความไม่ถูกต้องต่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ แต่เป็นประโยชน์กับตนและพวกพ้อง จนร่ำรวยกันมากมายจากการทุจริตคดโกง และประพฤติมิชอบในรูปแบบต่างๆใช่หรือไม่ หรือความวุ่นวายที่เกิดจากการเผาบ้านเผาเมืองนั้น เสื้อสีไหนเป็นคนทำ

ไม่ใช่เหมารวมกันไปหมดโดยไม่แยกแยะแต่ต้น

ใครผิดใครถูกในการกระทำต้องแยกแยะให้ออก

ไม่ใช่ถือปืนเข้ามาแล้วบอกว่าคนสองฝ่ายทะเลาะกัน

เมื่อตั้งโจทย์ผิดมาแต่ต้นอย่างนี้โดยไม่แยกแยะคนดีๆที่ออกมาต่อสู้ขับไล่คนไม่ดีที่ใช่อำนาจเพื่อประโยชน์ตนและพรรคพวกดังกล่าว ก็ยากที่จะเกิดความสามัคคีปรองดองขึ้นในบ้านเมือง เพราะคนดีๆเหล่านี้จะหันกลับมายืนตรงข้ามกับสีเขียวที่ถือปืนเข้ามามีอำนาจอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ อย่างที่กำลังเห็นอยู่ในขณะนี้นั่นเอง

สีเหลืองกับสีแดงกำลังเป็นแนวร่วมมุมกลับต่อสีเขียว

นั่นก็หมายความว่า สีเหลืองกับสีแดงกำลังอยู่ในลักษณะของการแยกกันเดินและรวมกันตีสีเขียว โดยไม่ต้องมีการจัดตั้ง

วงรอบแห่งการต่อสู้กำลังกลับคืนมาให้เห็นอีกขณะนี้ แต่เป็นการต่อสู้ของผู้คนในบ้านเมือง ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร กับคนใส่เสื้อสีเขียวที่มีปืนอยู่ในมือ ซึ่งกำลังใช้อำนาจในการบริหารปกครองประเทศอยู่ในขณะนี้

แต่ก็ต้องบอกไว้ด้วยว่า สีเขียวถือปืนที่ว่านี้ ไม่ใช่สีเขียวที่ถือปืนทุกคนไป แต่เป็นสีเขียวถือปืนไม่กี่คนที่อยู่ในระดับบน และเป็นผู้ใช้อำนาจในขณะนี้

การใช้อำนาจที่มีอยู่ ถ้าผู้ใช้รู้จักใช้ในทิศทางที่ถูกต้อง วางตนให้เป็นมิตรกับคนทั้งหลาย ทำแต่สิ่งที่คนดีทั้งหลายชอบ บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่คนในชาติ ไม่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น ไม่หูเบาใจเบาสมองทึบ ไม่ใช่อำนาจอย่างคนหลงอำนาจ เบาอำนาจจนลืมตัว หรือเป็นคนที่มีกิริยาแทงตา มีวาจาแยงหู ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็ยากที่จะให้ผู้คนทั้งหลายยอมรับ

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความฉุนเฉียวเอะอะโกรธง่าย โอ้อวด พูดจาใหญ่โต ดุดัน ดื้อรั้นดันทุรัง ไม่รับฟังเสียงผู้อื่นในทางที่ถูกที่ควร ผู้มีอำนาจที่เป็นคนอย่างนี้ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งในประเทศเราและประเทศอื่นๆนั้น ชีวิตบั้นปลายล้วนจบไม่สวยทั้งสิ้น

สี่ปีที่ผ่านมาจึงเป็นสี่ปีที่มีแต่ปัญหาสะสมมากขึ้น จากการตั้งโจทย์ผิดในการแก้ปัญหา มิหนำซ้ำยังดูจะวนเวียนกลับมาที่เดิมของสถานการณ์ก่อนรัฐประหารครั้งนี้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำจัดกวาดล้างความสกปรกโสโครกที่เกิดจากการฉ้อราษฎร์บังหลวง คือการทุจริตคดโกงในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะในหมู่เหล่าของคนมีอำนาจหน้าที่ต่างๆในบ้านเมือง ที่ยังคงมีอยู่และดูจะหนักกว่าด้วยซ้ำไป

คนที่ทุจริตหรือคดโกงนั้นเป็นคนไม่ดีหรือคนชั่ว

คนชั่วสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เช่น ผลประโยชน์ตนหรือพวกพ้อง บ้านเมืองของเราที่ผ่านมาแม้ในขณะนี้ก็ยังเป็นอย่างนี้ ซึ่งมีทุกระดับของระบบราชการ และระบบการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคดโกงไม่ตรงไปตรงมาในการจัดซื้อจัดจ้าง จัดหา หรือการสร้างโครงการใหญ่ๆที่ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก

การโกง คือการใช้อุบายหรือเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวง

การทุจริต คือการประพฤติชั่ว ไม่ซื่อตรง

โรดแมปสี่ปีที่สร้างขึ้นใช้เป็นจุดหมายปลายทางของการใช้อำนาจรัฐประหารครั้งนี้ ได้มีการสะสางกวาดล้างความสกปรกจากเรื่องการทุจริตคดโกง โดยเฉพาะในหมู่พวกของตนให้เห็นจริงๆ จังๆ ในเรื่องใดบ้าง

อย่าตั้งโจทย์ผิดที่คนอื่นแต่อย่างเดียว แต่ถ้าเป็นพวกของตัวแล้วก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หรือไม่ใส่ใจที่จะจัดการให้โปร่งใส อย่างเรื่องใกล้ตัวที่สุดขณะนี้ที่กำลังอื้ออึงไปด้วยเรื่อง “นาฬิกายืมเพื่อน” เป็นต้น ถ้ายังปล่อยให้อยู่ในลักษณะนี้เรื่อยๆ ต่อไป ความวิกฤติจะนำไปสู่ความวิบัติแก่ตนโดยไม่รู้ตัว