Get Adobe Flash player

อย่าดูถูกพลังประชาชน โดย บางขุนศรี

Font Size:

ปกติการที่นักการเมือง ออกมาวิจารณ์รัฐบาล ก็ไม่ใช่ว่าประชาชนจะรับฟังเสมอไป เพราะถ้าเขาไม่เห็นด้วย หรือเป็นการ “หาเรื่องด่า” คนที่พูด ก็อาจถูกชาวบ้านด่าเสียเอง

แต่จากความเห็นและข้อมูลที่ คุณองอาจ  คล้ามไพบูลย์ เมื่อวันก่อน กลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยก นำไปขยายความ

คุณองอาจ  มองว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ในช่วงขาลงหรือขาขึ้นได้ทั้งนั้น  ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลเอง  ถ้ารัฐบาลทำงานดีมีผลงานประชาชนก็จะให้การสนับสนุน ทำให้รัฐบาลอยู่ในช่วงขาขึ้น  แต่ถ้ารัฐบาลทำไม่ดี ไม่มีผลงานเข้าตาประชาชน ก็จะทำให้รัฐบาลอยู่ในช่วงขาลงได้

สำหรับรัฐบาลนี้ กำลังเผชิญปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส, ปัญหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ, ปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลจะโฆษณาว่าเศรษฐกิจโดยรวมดี แต่ความจริงไม่ได้เป็นไปดังคำโฆษณา

และแน่นอน ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น ตอนเข้ามามีอำนาจใหม่ๆ ได้ประกาศเรื่องการปฏิรูปประเทศ การปรองดอง แต่เวลาผ่านมาเกือบ 4 ปี การปฏิรูปไม่สามารถสัมผัสได้  โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ  การปฏิรูปการศึกษา   การปฏิรูปสังคมลดความเหลื่อมล้ำ 

ในขณะที่การปฏิรูปการเมืองก็มีการใส่วิธีการใหม่ๆ เข้าไปในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะตอบโจทย์เรื่องปฏิรูปการเมืองได้หรือไม่

การเลือกตั้งที่ถูกเลื่อนมาตามลำดับ ก็ทำให้ความน่าเชื่อมั่นในตัว พลเอกประยุทธ์ลดลง

จากประกาศครั้งแรก เมื่อ 31 พฤษภาคม 2557  จะใช้เวลาราว 1 ปี จะเริ่มเข้าสู่การเลือกตั้ง

จากนั้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558  ประกาศที่ประเทศญี่ปุ่นว่าเตรียมแผนคิดเลือกตั้งสิ้นปี 2558 หรือต้นปี 2559

เมื่อ 28 กันยายน 2558 ก็กล่าวระหว่างหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติว่าคาดว่าจะประกาศเลือกตั้งกลางปี 2560

เมื่อเดินทางไปพบประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ประกาศอีกครั้งว่าเลือกตั้งพฤศจิกายน 2561 จนมาถึงการใช้กลไกแม่น้ำ 5 สาย คือ สนช.  ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ออกไป 90 วันทำให้กำหนดจะอยู่ประมาณกุมภาพันธ์ 2562

คุณอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กล่าวถึงกรณีการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลคสช.ว่า การปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น เป็นวาทกรรมที่ใช้ดำเนินการกับบางฝ่ายและไม่ดำเนินการกับบางฝ่าย

จากผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี คนไทยกังวลและเป็นห่วงสถานการณ์ที่การคอร์รัปชั่นกลับมาเป็นปัญหาใหญ่สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ

แทนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.จะได้ตระหนักและไปตรวจสอบ กลับใช้วิธีเรียกผู้ออกผลสำรวจไปชี้แจง

ขนาดนายต่อตระกูล ยมนาค ปธ.อนุ กก.การต่อต้านการทุจริตแห่งชาติด้านการป้องกันการทุจริต ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ได้ทำหนังสือถึงประธานคตช.พิจารณาให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พ้นจากการเป็นกรรมการคตช.อันเนื่องมาจากกรณีนาฬิกาหรู

คำวิจารณ์เหล่านี้มีน้ำหนัก เพราะประชาชนส่วนหนึ่ง เริ่มมองว่า คสช.ถ่วงเวลาเพื่ออยู่ในอำนาจให้นานที่สุด โดยไม่สนใจความรู้สึกของประชาชน

ไม่เห็นความสำคัญของสัญญา ไม่รักษาคำพูด เพราะมั่นใจในอำนาจ ว่าไม่มีใครทำอะไร คสช.ได้

ไม่ใช่ประชาชนจะเบื่อหน่ายเพราะคนไทยเบื่อง่าย หรือหมดช่วงฮันนีมูน

แต่เพราะรัฐบาล คสช.หวงอำนาจ ไม่ยอมปลดล็อคพรรคการเมือง ละเลยปัญหาการทุจริตของพวกพ้อง โยนเผือกร้อนไปให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อ้างว่าเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งก็ฟังไม่ขึ้น

ยิ่งกว่านั้น ยังให้กระทรวงมหาดไทยเดินสายเพื่อหาเสียงส่ง 7,463 ทีม กับชุดปฏิบัติการระดับตำบล ลงพื้นที่ 81,064 หมู่บ้าน พร้อมกันทั่วประเทศ ใช้เวลา 3-4 เดือนลงพื้นที่ 4 ครั้ง พร้อมจัดงบประมาณไว้ 2 พันล้านบาท เป็นค่าอาหารสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ฯลฯ เพื่อรับทราบความต้องการของประชาชน

ไม่ต่างอะไรกับการหาเสียงด้วยเงินหลวง

จนมีคำถามว่า 4 ปีทำอะไรอยู่ ทำไมจึงมาเมื่อเวลาหมดลง

ทำให้เกิดกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” ที่เรียกร้องไม่ให้มีการเลื่อนเลือกตั้ง

แกนนำกลุ่มฯ รวมตัวแถลงจุดยืน เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน ไม่ได้ต้องการสร้างความเกลียดชัง หรือแตกแยกในสังคม อย่างที่รัฐบาลกล่าวหา หรือล็อบบี้ให้มา แต่หลายคนที่มาร่วมชุมนุมเพราะต้องการการเปลี่ยนแปลง

โดยแกนนำได้แจ้งการชุมนุมต่อ สน.สำราญราษฎร์ แล้ว และการชุมนุมก็เป็นไปโดยสงบไม่ได้ขัดมาตรา 116 ในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการชุมนุมยังเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ และปฏิญญาสากล เพื่อให้ประชาชนมีช่องทางเรียกร้องต่อรัฐบาล ในกรณีที่รัฐสภาไม่มีฝ่ายค้าน และเสรีภาพสื่อสารมวลชน

แกนนำยังระบุว่า การเลือกตั้งอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงมี แต่กลับถูกพรากไปโดยคณะรัฐประหารที่ผิดคำสัญญาครั้งแล้วครั้งเล่า ดังนั้นประชาชนจึงต้องทวงสิทธิ์ของตนคืน

โดยได้เรียกร้องมาตลอด 3 ข้อ คือ หยุดยื้อเลือกตั้ง, หยุดสืบทอดอำนาจ, เลือกตั้งภายในปีนี้เท่านั้น

ทั้งนี้ ได้เชิญชวนอดีตนักการเมืองในสภา มาสู้ไปพร้อมกับภาคประชาชน คุณจะอยู่ข้างทหารที่ยึดอำนาจประชาชน หรือจะอยู่ข้างประชาชนเพื่อทวงอำนาจคืน ถ้าคุณอยู่ข้างประชาชนเราคือเพื่อนกัน

การชุมนุมยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนสัปดาห์ไหนที่ไม่มีการจัดกิจกรรมในกรุงเทพฯ จะย้ายไปจัดกิจกรรมที่ต่างจังหวัดแทน

อย่างเช่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีการชุมนุมที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จ.นครราชสีมา

พอรุ่งขี้น พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ก็ออกมาบอกว่า ฝ่ายความมั่นคง ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์อยากให้มีการเลือกตั้ง ตนคิดว่าสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ต้องการเลือกตั้ง เพียงแต่คนส่วนใหญ่เข้าใจเหตุผลและขั้นตอน จึงยอมให้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ดีกว่าออกมาเผชิญหน้ากัน ทำให้สถานการณ์ย้อนกลับไปสู่ที่เดิม

ตนเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่อยากเลือกตั้ง และก็เข้าใจเหตุผลและความจำเป็นในขั้นตอนกฎหมาย หากคำนวณขั้นตอนทางกฎหมายจะมีการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ก็จะเห็นว่า ผบ.ทบ.เอง ก็ออกมาโดยไม่มีท่าทีที่แข็งกร้าว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจมีคว่ำกฎหมายลูก เกี่ยวกับการเลือกตั้งในชั้นกรรมาธิการ เพื่อเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งออกไปอีกว่า

ได้ให้แนวทางไปแล้วว่า ให้มีการแก้ไขตามคณะกรรมาธิการของแต่ละฝ่ายที่ได้พิจารณากันขึ้นมา ตนจะไม่ลงไปก้าวล่วง

อยากจะฝากไว้คือจะไม่มีการล้มกฎหมายลูกโดยเด็ดขาด เป็นเรื่องการพิจารณาหาความร่วมมือร่วมกัน จึงต้องตกลงกันให้ได้ ใครจะเรียกร้องอะไรต่างๆ น่าจะยุติได้แล้ว หากกลัวจะล้มกฎหมายอะไร ผมยืนยันแล้วว่าไม่ให้ล้ม

ถ้าไม่มีเหตุผลโดยสมควร มันล้มไม่ได้อยู่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่วายยังกั๊กไว้นิดหนึ่ง

สะท้อนให้เห็นเช่นชัดเจนว่าา คสช.ก็ดี ทหารก็ดี จะประมาทประเด็นนี้ไม่ได้ แล้วคงจะหาเหตุเลื่อนไม่ได้ง่ายๆ อีก

เพราะครั้งนี้ คสช.พลาดเอง จากปัญหาสนิมเนื้อในตน หนักหนากว่าทุกครั้ง

ขืนดึงดัน ก็มีแต่เสียกับเสีย แต่ก็ยังเหน็บไปถึงนักศึกษา

ว่าสงสารพ่อแม่บ้างเถอะ ต้องไปดูพวกนี้เรียนมากี่ปีแล้ว จะจบเมื่อไร อะไรอย่างไร ไม่งั้นก็ไม่จบหรอก เรียนจบมาก็เป็นแบบนี้ อย่าไปคิดว่าเราจะต้องไปเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง

ซึ่งเรื่องนี้ เรามองว่า นายกฯ ยังเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะหากนักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ถ้าไม่มีความกล้า คอยแต่ทำตามสั่ง ไม่สนใจว่าคำสั่งนั้นชอบธรรมหรือไม่ แล้วบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร.